บทที่ สิบเจ็ด
คณะเดินทาง
หลังผ่านเหตุการณ์ในห้องหนังสือที่นางได้พยายามเตือนบิดาเื่คนสกุลเจิ้งแต่ท่านพ่อกลับยังเชื่อถือและมองว่าคนพวกนั้นเป็สกุลที่น่าควรคบหาฟ่านหนิงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นทุกครั้งที่นึกถึงสีหน้ามั่นอกมั่นใจของบิดา ‘เพราะสกุลเจิ้งมิใช่พวกที่ควรข้องเกี่ยว ยิ่งปล่อยไว้อาจมีหายนะใหญ่หลวง’ ความกังวลนั้นคอยกัดกินนางจนไม่อาจอยู่นิ่งได้จนได้วางแผนสำรองเตรียมรับมือ
ยามที่ภายในเรือนเงียบสงบแสงโคมไฟส่องสว่างสลัว ฟ่านหนิงนั่งอยู่บนตั่งไม้ลายแกะสลัก มือเรียวค่อยๆม้วนปลายผมของตนอย่างครุ่นคิด นางเหลือบไปเห็นหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่กำลังเดินออกไปหลังจากการมาถึงของจางไป๋ซินสาวใช้คนสนิทที่แม้จะรับใช้ตนมานานและนางก็มั่นใจยิ่งว่าสาวใช้สองพี่น้องภักดี
จนพักหลังเริ่มมองจางไป๋ซินด้วยแววตาไม่พอใจนักอาจเพราะนางเรียกใช้จางไป๋ซินผู้นี้ถี่เกินไป จนคล้ายให้ความสำคัญเหนือกว่าคนใกล้ชิดเดิมฟ่านหนิงเข้าใจดีแต่สุดท้ายหากนางพูดหรือทำอะไรให้หลุดไป ทั้งสองย่อมนำไปบอกมารดา ฉะนั้นจึงต้องเก็บเื่ให้ห่างเอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้
ครั้งนี้นางจึงอ้างว่าให้จางไป๋ซินสลับมาช่วยเฝ้ายามกลางคืนแทนระหว่างที่สองสาวใช้ได้กลับเรือนนอนไป ทันทีที่เรือนเหลือเพียงนางกับจางไป๋ซินฟ่านหนิงก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“ไป๋ซิน เ้ามาใกล้ๆ”นางพยักพเยิดใบหน้าเพราะจะได้พูดเสียงให้เบาลงมั่นใจได้ว่าคนอื่นจะไม่มาได้ยินหากมีสาวใช้เดินผ่านหน้าเรือน
จางไป๋ซินค้อมกายแล้วเดินเข้ามาย่อนั่งต่ำกว่าอย่างนอบน้อม“คุณหนูใหญ่มีสิ่งใดจะสั่งเ้าคะ?”
ฟ่านหนิงกวาดตามองไปรอบๆเรือนเพื่อให้มั่นใจว่าหวังจิ้งหยูหวังจิ้งเหมยออกไปแล้วก่อนเอ่ยเสียงแ่แต่จริงจัง “เื่ที่ข้าจะบอกเ้าจำไว้ว่าแม้ยามหลับก็ห้ามละเมอ่นี้ข้าไม่ไว้ใจสกุลเจิ้งนัก แต่บิดาของข้ากลับคิดว่าคบหาพวกเขาไว้ไม่เสียหายแต่ในสายตาข้าแล้ว นั่นไม่ต่างจากเอาตัวเองเข้าไปใกล้ไฟ”
จางไป๋ซินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะข้อความดังกล่าวรุนแรงนัดคล้ายจะบอกว่าสกุลเจิ้งเป็พวกขุนนางกังฉิน “หรือคุณหนูใหญ่กำลังจะทำอะไรหรือเ้าคะ?”
ฟ่านหนิงพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคมสะท้อนแสงระยิบระยับ“ใช่ หากบิดาไม่ยอมถอนตัวข้าก็ต้องหาทางสำรองให้จวนสกุลฟ่านเองแต่ไม่ว่าจะทางไหนข้าจำเป็ต้องมีคนมากกว่านี้ทั้งคนงานที่ทำงานทั่วไปและคนที่พอมีฝีมือยุทธ์ติดตัว”
“แต่การหาคนเพิ่มมิใช่เื่ง่าย...” จางไป๋ซินครุ่นคิดก่อนตอบ“หากเป็คนงานอาจยังพอว่าจ้างได้ แต่หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมต้องรู้ที่มา มิฉะนั้นอาจเป็ภัยเสียเอง”
ฟ่านหนิงพยักหน้ารับนางคิดไว้อยู่แล้วจึงต้องมาเอ่ยถามจากจางไป๋ซิน ดวงตาเรียวงามของผู้เป็นายจับจ้องอีกฝ่าย“แล้วเ้าล่ะไป๋ซิน เ้าเคยอยู่ในสำนักฝึกยุทธ์ไม่ใช่หรือจะช่วยข้าเพิ่มสักเื่ได้หรือไม่ ก่อนนี้ก็น่าจะเห็นว่าถ้าภักดีและมีความสามารถข้าก็ย่อมไม่ลืมคนหากเ้าช่วยได้ข้าก็จะตอบแทนเช่นกัน”
จางไป๋ซินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเื่ที่นางเคยอยู่ในสำนักยุทธ์เป็เื่นานแล้วจนเป็เื่ที่เกือบลืมไปแล้ว พอถึงถูกดึงกลับมาก็อดใไม่ได้ พอกลับมาตั้งสติได้นางก็รีบก้มศีรษะลงตอบรับ“เ้าค่ะ บ่าวจะให้ความร่วมมือกับคุณหนูใหญ่เต็มที่” จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น “แต่ตอนที่บ่าวเคยเป็ศิษย์ในสำนักยุทธ์ก็นานมาแล้วและเมื่อหลายปีก่อนสำนักก็ถูกปิด ศิษย์ในก็ต่างแยกย้ายกันไป บางคนขาดการติดต่อปแล้วมีแค่บางคนที่ยังพอรู้ข่าวอยู่บ้างเ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยน้ำเสียงจริงจัง “เช่นนั้นเล่าให้ข้าฟังสิคนที่เ้าพอรู้ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนอยู่ที่ใด ทำสิ่งใดอยู่บ้าง”
“ศิษย์พี่หลายคนไปอยู่ตามเมืองเล็กๆบ้างก็เปิดโรงน้ำชาหรือโรงเตี๊ยมเล็กๆ เพื่อเลี้ยงชีพ” จางไป๋ซินตอบช้าๆเพราะกำลังขุดนึกอย่างใช้ความคิด “บางคนรับงานคุ้มกันเส้นทางการค้าเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อย บ่าวเองติดต่อได้เพียงไม่กี่คนและล้วนเป็สายองจารย์เดียวกันเ้าค่ะ โดยที่สนิทที่สุดคือศิษย์พี่รอง แต่หลังจากสำนักปิดตัวเขาไปรับงานเป็คนงานของพ่อค้าใหญ่ในเมืองทางตะวันตก”
ฟ่านหนิงไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วถามต่อ“แล้วศิษย์พี่รองคนนั้น ข้าสามารถไว้ใจได้หรือไม่ หากจะต้องให้มาทำงานอยู่ข้างกายเขาจะยอมทิ้งงานเดิมหรือ?”
จางไป๋ซินนิ่งคิดอยู่นานก่อนตอบเสียงหนักแน่น“ศิษย์พี่รองผู้นี้เป็คนมีคุณธรรม ภักดีต่อผู้ที่เคารพหากคุณหนูใหญ่ยอมแสดงความจริงใจและมีค่าแรงที่สมควร ทั้งมีบ่าวเอ่ยชักชวนเขาน่าจะยินดีมาเ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงถอนหายใจเบาๆ “ค่าตอบแทนหรือของล่อใจ ข้าจัดให้ได้ทั้งนั้นสิ่งที่ข้า้าคือคนที่ภักดีเก็บความลับได้และพร้อมทำทุกสิ่งตามคำสั่ง”
“เช่นนั้นบ่าวจะลองติดต่อศิษย์พี่รองให้เ้าค่ะเขาต้องเป็คนที่คุณหนูใหญ่ใช้งานได้แน่ๆ แต่คุณหนูใหญ่้าให้ลองติดต่อคนอื่นๆด้วยไหมเ้าคะ?” จางไป๋ซินเอ่ยเสนอทางเลือกเพิ่มเพราะสุดท้ายนางก็ไม่มั่นใจทั้งสิบส่วนว่าศิษย์พี่รองจะมาตามคำชวนหรือไม่
“แน่นอนว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี” ฟ่านหนิงตอบทันควัน“แต่ข้าไม่อยากได้คนที่โลเลหรือหวังเพียงผลประโยชน์ต้องเลือกผู้ที่ไว้ใจได้จริงๆ เ้าก็ตามเพียงคนที่คิดว่าเหมาะสม”
จางไป๋ซินเม้มปากแน่นก่อนเอ่ย “ความจริงแล้วนอกจากศิษย์พี่รองแล้ว ยังมีศิษย์พี่ใหญ่ทว่าั้แ่สำนักถูกปิดก็มุ่งฝึกวิชา ไม่สุงสิงกับใครนักอาจจะตามตัวยากส่วนศิษย์พี่สามได้ข่าวว่ารับงานเร่ร่อนเป็ผู้คุ้มกันให้คณะพ่อค้าเดินทางทำให้ไม่มีหลักแหล่งหากจะติดต่อคงยากกว่าแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้”
ฟ่านหนิงยกลูบเส้นผมเบาๆ ครุ่นคิดตาม“เ้าลองเขียนจดหมายถึงพวกเขาดูก่อน บอกไปว่าไม่ว่าจะ้าสิ่งใดหากพวกเขาเต็มใจมาทำงานให้ ข้าจะดูแลไม่ให้พวกเขาลำบาก ส่วนคนที่ไม่รู้แหล่งจริงๆไว้หลังจากติดต่อทางจดหมายแล้วข้าอาจจะให้คนส่งไปติดตามตัวเอาภายหลัง”
จางไป๋ซินก้มศีรษะรับคำสั่ง “บ่าวจะไปดำเนินการเ้าค่ะ” ผู้เป็นายพยักหน้าอนุญาตจางไป๋ซินจึงถอยตัวออกไป
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจางไป๋ซินส่งจดหมายไปถึงศิษย์พี่ทั้งสามแล้วแต่เวลานี้มีเพียงฉบับเดียวที่ถึงมือผู้รับซึ่งคือศิษย์พี่รองดั่งที่นางคาดอีกฝ่ายตอบรับกลับมาว่าขอเวลาจัดการงานทางนี้ก่อนแล้วจะไปพบที่เมืองหลวงฟ่านหนิงได้ยินคำตอบนี้ก็อารมณ์ดีขึ้น
และภายในค่ำคืนนั้นที่เรือนใหญ่ของตระกูลฟ่านแสงโคมสว่างไสวอบอุ่นหลังเวลาอาหารเย็นครอบครัวนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาร่วมถึงอนุเฉิงและฟ่านลี่ก็ถูกเรียกมาเพราะผู้นำสกุลจะแจ้งเื่สำคัญฟ่านซือิผู้เป็ผู้นำเมื่อเห็นทุกคนมาพร้อมก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้สีหน้าเช่นขุนนางาุโผู้สุขุมมองไปรอบๆ ห้องก่อนเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“พรุ่งนี้เช้าทางราชสำนักจะประกาศอย่างเป็ทางการ แต่ข้าจะขอบอกคนในครอบครัวก่อนเื่ที่ราชสำนักจะมอบหมายให้ข้าเดินทางเป็หนึ่งในคณะทูตไปเยือนแคว้นมู่ก่านเพื่อร่วมเจริญสัมพันธไมตรีที่ทุกๆ ครบรอบสิบปีการเป็พันธมิตรแคว้นต้าหลิงเฉิงของเราต้องแสดงน้ำใจที่ถึงคราวที่พวกเราจะต้องเดินทางไปเยือนบ้างแล้ว”
ทันทีที่ถ้อยคำจบลงฮูหยินฟ่านที่นั่งเคียงข้างสามีเบิกตากว้าง มือบางรีบยกขึ้นปิดปากด้วยความตื่นเต้น“จริงหรือเ้าคะท่านที่ ข้าเคยได้ยินว่าแคว้นมู่ก่านรุ่งเรืองไม่ต่างจากแคว้นเราการได้เดินทางไปพร้อมคณะทูตครั้งนี้ถือเป็เกียรติยศใหญ่หลวงนัก!”
ฟ่านเฉิงที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ปรบมือหลายทีแล้วเงยหน้าขึ้นมองบิดา“ท่านพ่อขอรับนี่หมายความว่าท่านคือหนึ่งในผู้แทนสำคัญของแคว้นเลยใช่หรือไม่” จากนั้นก็ลุกขึ้นะโขึ้นอย่างดีใจเช่นเด็กชายตัวน้อย
ฟ่านซือิพยักหน้าด้วยท่าทีสงบให้ภรรยาพร้อมดวงตาแฝงประกายภูมิใจ “ใช่แล้ว เื่นี้ฮ่องเต้โปรดเกล้าฯให้ข้าเป็ตัวแทนร่วมกับขุนนางาุโคนอื่นอีก ครั้งนี้มิใช่เพียงการเยือนธรรมดาแต่ยังเป็การแสดงมิตรภาพระหว่างสองแคว้นต่อสายตาแคว้นอื่นๆ ทั้งหลายด้วย”
ฟ่านหนิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างค่อยๆ ยกมือน้อมลงอย่างยินดีด้วยอีกคน “ยินดีด้วยค่ะท่านพ่อท่านเหมาะสมที่สุดแล้ว” ใบหน้าแย้มยิ้มไม่ต่างจะทุกคนในห้องหากแต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในชาติที่แล้วเช่นกัน ภาพความทรงจำเดิมๆผุดขึ้นมาอย่างแจ่มชัด ราวกับเพิ่งผ่านไปไม่นาน
อนุเฉิงและฟ่านลี่ก็โค้งตัวแสดงความยินดีด้วยในเมื่อเป็เื่ดีทุกคนจึงปรองดองกันนัก แล้วจู่ๆฮูหยินฟ่านก็ลุกขึ้นอย่างรีบร้อน ดวงหน้าประกายยิ้มเปี่ยมสุขพลางเอ่ย “ถ้าเช่นนั้นเราต้องเตรียมการั้แ่เนิ่นๆ เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ ต้องจัดหาให้พร้อม จะได้ไม่ขาดตกบกพร่องระหว่างทาง”
“ท่านแม่ ข้าว่าคงไม่ต้องเร่งขนาดนั้นก็ได้หรอกนะขอรับ” ฟ่านเฉิงหัวเราะเบาๆ ให้กับมารดา “ใช่ว่าจะเดินทางพรุ่งนี้มะรืนนี้เสียหน่อย”
“เ้านี่ก็ช่างพูด”ฮูหยินฟ่านหัวเราะพลางลูบศีรษะบุตรชายแต่ก็ยังไม่ลดความกระตือรือร้น “อย่างไรการจัดเตรียมก็สำคัญอยู่ดีต่อให้เป็คณะทูตก็ต้องกินต้องใช้ ไปต่างบ้านต่างเมืองหากขาดสิ่งใดไปคงลำบาก”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงมากนักฮูหยินราชสำนักย่อมต้องเตรียมการให้เป็ส่วนใหญ่ มีเพียงของส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความตื่นเต้นแต่ฟ่านหนิงกลับนั่งฟังเสียเป็ส่วนมาก เพราะกำลังทบทวนบางสิ่ง ชาติที่แล้ว...หลังจากข่าวนี้ไม่นานบิดาจะเรียกนางเข้าไปในห้องหนังสือ เอ่ยถามว่านางอยากเดินทางร่วมไปกับคณะด้วยหรือไม่ตอนนั้นนางแทบไม่ต้องคิดเลย ก็ตอบตกลงทันที เพราะใจที่อยากเป็คุณหนูผู้มีหน้ามีตาได้ติดตามขบวนคณะทูตไปต่างแคว้นเพื่ออวดเหนือผู้คน
ความคิดนั้นแล่นเข้ามาไม่ทันห้ามแววตาของฟ่านหนิงพลันหม่นเล็กน้อย ก่อนนางยกถ้วยชาขึ้นดื่มดับความเบื่อหน่ายแต่บัดนี้นางไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เหตุผลเดียวที่คือเพราะ ‘นางเป็นางร้าย’ ที่ระบบกำหนดให้ต้องไปขัดขวางเส้นทางของผู้อื่นฟ่านหนิงพนันได้เลยว่าระบบจะต้องสั่งให้นางไปแน่ๆ เพราะถ้าเวลาหากเลือกเองได้นางคงจะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องเื่ไร้ประโยชน์ให้เหนื่อยเสียแรงเปล่า
ฟ่านซือิเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง“การเดินทางครั้งนี้ นอกจากข้าแล้ว ยังมีขุนนางนามถังหยวนที่เคยอยู่ชายแดนร่วมไปด้วยเขามีประสบการณ์อยู่ใกล้แคว้นมู่ก่านมานานย่อมรู้จักพื้นที่และขนบธรรมเนียมเป็อย่างดี ถือว่าเป็ประโยชน์ต่อพวกเรายิ่งนัก” จบคำบิดาแต่แล้วริมฝีปากบางก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้ม ‘ไม่ผิดแน่...อีกไม่นานระบบต้องโยนภารกิจใหม่ที่ข้าไม่อาจปฏิเสธมาให้อีก’
ฮูหยินฟ่านพยักหน้าหงึกหงัก “ขุนนางถังผู้นั้นที่สอบได้จอหงวนได้เวลาไล่ๆกับท่านพี่ใช่หรือไม่ นับเป็ผู้ที่คู่ควรจะร่วมคณะ”
คำพูดนั้นทำให้ฟ่านหนิงกะพริบตาถี่ถังหยวนไปกับคณะทูตแล้วก็จะพาบุตรสาวไปด้วย บุตรสาวของถังหยวนซึ่งคือถังหลันชิงในชาติที่แล้วยิ่งได้ยินว่าถังหลันชิงจะไปด้วย นางก็แทบไม่ต้องคิดเพียงเพราะไม่ยอมให้ตนเองน้อยหน้าเส้นทางนางร้ายมีแต่นางที่ไล่ตามคู่ปรับที่ตนคิดไปเองอยู่ฝ่ายเดียว
สาบานได้ว่าหากไม่ใช่เพราะระบบบอกเลยว่าข้าจะปฏิเสธทันทีสิ้นความคิดเสียงประกาศกร้าวพร้อมข้อความคล้ายว่ารออยู่ก่อนแล้ว
【ภารกิจ: ตอบรับคำเชิญร่วมเดินทางไปกับคณะทูตเจริญสัมพันธไมตรี】
ฟ่านหนิงยิ้มเยาะให้ตัวเองเงียบๆนั่นปะไร! มาจริงๆ ด้วย นางคิดไม่ผิดเลยจนกระทั่งเสียงมารดาดังแทรกขึ้นเรียกความสนใจให้ละจากข้อความตรงหน้า “ว่าแต่ทำไมวันนี้ลูกถึงเงียบนัก”
นางสะดุ้งเล็กน้อยรีบยกยิ้มบางตอบ “เพียงแต่ข้ากำลังคิดว่าการเดินทางครั้งนี้ไกลนักท่านพ่อคงต้องเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเ้าค่ะ”
ฮูหยินฟ่านเคาะหน้าผากบุตรสาวเบาๆอย่างเอ็นดูในคำพูดของนาง “เ้านี่นะ ห่วงแต่เื่ความเหนื่อยอย่างเดียวได้อย่างไรบิดาเ้าได้รับเกียรติยศเช่นนี้ทั้งตระกูลนับเป็เื่น่ายินดีต่างหากมัวคิดเช่นนี้ได้อย่างไร”
“...นั้นสินะเ้าคะ”ฟ่านหนิงรีบเปลี่ยนมายิ้มอ้อนเกาะแขนมารดา“แล้วว่าแต่...ใครจะเป็ผู้นำคุ้มกันคณะทูตหรือเ้าคะ?”เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคนคุ้มกันคณะทูตนี่ต่างห่าง เพราะระหว่างทางพวกเฮยตูจู่โจมไม่เว้นวันเหตุผลนี้เองนางถึงไม่อยากเสี่ยงไปให้เอาคอตนขึ้นเขียงทั้งที่รู้ว่าจะมีมีดสับลงมา
ฟ่านซือิหันมาตอบบุตรสาว “เื่นี้ฝ่าายังไม่ได้ตัดสินแต่คิดว่าคงอีกสองสามวันก็น่าจะได้คำตอบ”
ฟ่านหนิงยิ้มรับอย่างอ่อนโยนพร้อมในใจเอ่ยคำตอบ ‘ก็หานอี้เหออย่างไร’ จะมีใครเป็ผู้คุมกันให้กับนางเอกได้ดีที่สุดถ้าไม่ใช่พระเอก
สามวันถัดมาที่ห้องหนังสือจวนสกุลฟ่านฟ่านซือินั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือที่เขามักจะใช้ทำงานเงยหน้าขึ้นเมื่อบุตรสาวก้าวเข้ามา
ฟ่านหนิงสวมชุดผ้าแพรสีม่วงเข้มนางก้มศีรษะคำนับบิดา “ท่านพ่อเรียกลูกมามีสิ่งใดหรือเ้าคะ?” เอ่ยเสียงอ่อนหวานถามแต่ใจรู้ดีว่าเื่อะไรที่บิดาจะเอ่ย
ฟ่านซือิพยักหน้าน้อยๆให้บุตรีพลางวางพู่กันลง ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “เื่เกี่ยวกับคณะทูตที่จะออกเดินทางไปแคว้นมู่ก่านพ่อได้ยินว่าถังหยวนจะพาบุตรสาวไปด้วยพอรู้เช่นนี้พ่อคิดว่าเ้าก็ควรไปเปิดหูเปิดตาเช่นกันอย่างไรเสียก็มีสตรีรุ่นราวคราวเดียวกัน เ้าอาจได้มิตรภาพเพิ่มขึ้นด้วย”
นางจะรู้ดีอยู่แล้วว่าต้องมาถึงวันนี้ถ้านางจะไม่ไปภารกิจก็จะล้มเหลว แต่ถ้านางไปจะเป็ตัวนางเองที่ล้มเหลว ภาพจากชาติที่แล้วยังติดตาความอับอายที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปกับคณะทูต ฟ่านหนิงอยากจะปฏิเสธเสียจริง แล้วให้พระเอกนางเอกได้ไปใช้ชีวิตกันเองโดยไม่มีนางร้าย
แต่ในขณะที่กำลังชั่งใจเพียงชั่วครู่เสียงกังวานของระบบก็ดังขึ้นในหัวทันที
【ภารกิจ: ตอบรับการร่วมเดินทางไปกับคณะทูต】
【ปฏิเสธ: ภารกิจล้มเหลว -150】
‘จะบ้าหรือ!’ ฟ่านหนิงกัดฟันแน่นนึกคาดโทษในใจตัดแต้มขนาดนั้นไม่เท่ากับตายหรือ แค่ไม่สำเร็จภารกิจเดียวโลกจะล่มสลายเลยหรือไร หึ...จะปฏิเสธไม่ได้สินะ! นางที่ทำได้แต้พาลด่ากราดระบบในใจ ‘เ้าระบบไปตายซะ!;
สุดท้ายถึงจะไม่อยากไปแต่ภารกิจนี้ไม่ทำคือจบชีวิตแต่ถ้าทำก็จะได้แต้มพลังชีวิตง่ายๆ ช่างเถอะอย่างไรชีวิตก็ไม่ใช่ของข้าอยู่แล้ว
นางเงยหน้าขึ้น สีหน้านิ่งสงบก่อนเอ่ยตอบเสียงอ่อนโยนกลับให้บิดาหลังครุ่นคิดแล้ว “เ้าค่ะท่านพ่อข้าก็อยากลองไปเปิดหูเปิดตาเช่นกัน ได้เห็นสิ่งต่างๆภายนอกบ้างก็นับว่าน่าสนใจอยู่”
ข้อความลอยขึ้นตรงหน้าทันทีหลังสิ้นคำตอบ
【ภารกิจสำเร็จ】
【พลังชีวิต+10】
ฟ่านหนิงเกือบหลุดยิ้มออกมา...ที่หมายถึงยิ้มเยาะตัวเอง ดูเอาเถิดภารกิจสำเร็จได้มาเพียงสิบ
ได้ยินเช่นนั้นฟ่านซือิพยักหน้าด้วยความพอใจ“ดีแล้ว เช่นนั้นไปบอกมารดาเ้าด้วยระหว่างนี้เ้าก็เตรียมตัวเถิด ของใช้จำเป็ ให้พร้อมก่อนวันออกเดินทาง”
“เ้าค่ะ”ฟ่านหนิงรับคำพลางย่อตัวจะลาบิดาแต่ยังไม่ทันได้หมุนกายเสียงกังวานจากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งกล่องข้อความส่องแสงเรืองรองตรงหน้า
【ภารกิจใหม่: ทำให้หานอี้เหอร่วมเดินทางไปกับคณะทูต】
หลังอ่านข้อความใหม่ที่ดันบรรทัดเดิมขึ้นไป้าจบแสงสว่างจากอักขระจะทำให้ฝีเท้าของฟ่านหนิงชะงัก นางเผลอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยไม่ให้บิดาสังเกตเห็น พร้อมเกิดคำถามในใจ ‘ทำไมถึงมีภารกิจเช่นนี้ไม่ใช่ว่าหานอี้เหอต้องเข้าร่วมอยู่แล้วหรือ?’
นางจึงเอ่ยถามบิดาให้เหมือนแค่บทสนทนาธรรมดา“ท่านพ่อเ้าคะ แล้วนอกจากท่านพ่อและท่านถังหยวนยังมีใครร่วมเดินทางไปด้วยอีกเ้าคะ?”
ฟ่านซือิลูบเคราอย่างครุ่นคิดก่อนตอบ“ถ้าพูดถึงมีอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญฝ่าาเพิ่งมีพระบัญชาเมื่อเช้านี้ให้ซื่อจื่อหลินฝูโหวร่วมคณะเป็ผู้นำคุ้มกันไปด้วย”
ฟ่านหนิงชะงักกายเล็กน้อยก่อนเอ่ยขอตัวลาขณะก้าวออกจากห้องหนักสือริมฝีปากคล้ายถูกเย็บปิด ซื่อจื่อหลินฝูโหว...จ้าวจวิ้นหยาง!
ทันทีที่เดินพ้นประตูห้องหนังสือความขุ่นเคืองก็ประดังขึ้นมาท่วมอก นางเร่งฝีเท้ากลับเรือนดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมเป็เขาเล่า! ชาติที่แล้วหานอี้เหอเป็ผู้นำคุ้มกันมิใช่หรือจ้าวจวิ้นหยางผู้นี้ปกติไม่เคยจริงจังเื่ใด ไร้แก่นสาร นอกจากเล่นสนุกไปวันๆจะขยับเข้าสู่ราชสำนักจริงๆ ก็ตอนที่เริ่มอยากช่วยถังหลันชิงสืบคดีค้าของเถื่อน...แต่นั่นมันภายหลังแล้วมิใช่หรือ
ตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปหมดบุรุษคนนี้คาดเดาไม่ได้เกินไปแล้ว นี่เขาจะทำอะไรกันแน่!