“ลูกแม่ เ้าไม่ต้องกลัวนะ!”อนุหวังรีบกอดปกป้องฉู่เมิ่งอิ๋งพลางะโลั่น “พวกเ้ารออะไรกันอยู่!ยังไม่รีบจับนางอีก!”
อนุหวังเป็ผู้ดูแลเรือนมาหลายปีเมื่อนางเอ่ยปาก เหล่าบ่าวรับใช้ย่อมเชื่อฟัง เพียงแต่เมื่อบรรดาผู้คุ้มกันจวนที่ในมือถือไม้ยาวเห็นสีหน้าของคุณหนูสามกลับเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา พากันชะงักไม่กล้าเข้าไปใกล้อยู่พักใหญ่
ฉู่จวินหลันไม่แม้แต่จะเหลียวแลและเดินตรงไปหาฉู่หวาถิง
ฉู่หวาถิงได้ยินเสียงนี้ก็พุ่งเข้ามาทันที“หลันหลัน นั่นเ้าใช่หรือไม่! เ้าหายดีแล้วจริงๆ! เ้า...ยังไม่ตายจริงๆ!”
“พี่ชายใหญ่”ฉู่จวินหลันประคองมือทั้งสองของฉู่หวาถิงไว้ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าเอง ข้าหายดีแล้วตอนที่มีคนลอบวางเพลิงในเรือน ข้าได้ยินเสียงท่านแม่เรียกจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาน่ะเ้าค่ะ”
“เ้าจริงๆ หรือหลันหลัน! ล้วนเป็ความผิดของพี่! หากไม่ใช่เพราะพี่ตกต่ำไร้ค่าก็คงไม่มีผู้ใดถือโอกาสวางเพลิงได้! ทั้งหมดเป็ความผิดของพี่เอง!”
“เื่นี้จะโทษท่านได้อย่างไรข้ารู้ดีว่าท่านเ็ปเพียงใดข้าได้ยินเื่ที่พี่พร่ำระบายกับข้าในยามสูญเสียการมองเห็นมาตลอดเพียงแต่ตอนนั้นข้าพูดไม่ได้ ขยับไม่ได้ ไม่อาจตอบกลับเท่านั้น”ั์ตาของฉู่จวินหลันค่อยๆ เอ่อคลอด้วยน้ำตา ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมหลอมรวมเข้ากับนางราวกับทุกสิ่งที่ผ่านมานั้นคือสิ่งที่เผชิญมาด้วยตนเอง
“ข้ารับรู้ความเ็ปที่ท่านไม่อาจสืบทอดเส้นทางราชการได้ดั่งใจแต่ท่านวางใจเถิด ข้าจะหาทางรักษาให้ท่านหายดีให้จงได้”
“เพียงแค่เ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้วขอแค่เ้าไม่เป็อะไรก็พอ” ฉู่หวาถิงพยักหน้ารับอย่างแรงเขาไม่ทันคิดถึงคำที่นางเอ่ยว่าจะรักษาดวงตาของเขานั้นจริงหรือไม่
บรรดาบ่าวเฝ้ายามช่วยกันขุดคุ้ยซากไม้ที่ถูกไฟไหม้จนพบร่างสองที่ถูกเผาไปกว่าครึ่ง
เมื่อเถาหงสาวใช้ของอนุซุนเห็นศพหญิงสาวก็กรีดร้องทันที“อนุซู นั่นจื่อหลัน จื่อหลันเ้าค่ะ!”
“หุบปาก!”อนุซุนที่สีหน้าเขียวคล้ำตวาดลั่น
พอหม่าเหยียนผู้ดูแลจวนเห็นศพหม่าฉางิบุตรชายของตนก็ทรุดฮวบลงกับพื้นและร้องลั่นเช่นกัน “ลูกข้า! เหตุใดลูกข้าถึงมาตายอยู่ที่นี่!ใครเป็คนทำ!”
อนุหวังบิดผ้าเช็ดหน้าในมือจนแทบขาดนับแต่เห็นฉู่จวินหลันที่ฟื้นสติอย่างแจ่มชัดและกำลังอยู่เคียงข้างฉู่หวาถิงด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับกลายเป็อีกคนนางก็รู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง เืในกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งแม้แต่ฝ่าเท้าก็เย็นเฉียบ
เด็กนั่นนอนนิ่งมาปีกว่าเช่นนั้นแล้วนางยังจำเื่ในวันนั้นได้หรือไม่ หากนางเปิดเผยต่อหน้าผู้คน...
ช่างเถิดต่อให้อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาจริงๆ นางก็แค่ปฏิเสธเสียก็พอ!หากจนตรอกก็คงต้องผลักทุกความผิดให้หม่าเหยียนรับไป!
อนุหวังเริ่มกล่าวอย่างสะอื้น“ฉางิเป็บ่าวที่เติบโตมากับจวนของพวกเรา ส่วนจื่อหลันก็รับใช้ในจวนมาหลายปีแต่เหตุใดพวกเขาถึงมาตายในเรือนของหลันเจี่ยร์[1]ได้อีกทั้งยังถูกไฟคลอกตายอีกด้วย”
อนุหวังทำท่าทีคล้ายเพิ่งนึกเื่บางอย่างขึ้นได้จึงรีบยกมือปิดปากตนเองพลางร้องเบาๆ “หลันเจี่ยร์ เ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!”
ฉู่เมิ่งอิ๋งก็เบิกตากว้างดุจกวางน้อยหันมากอดอนุหวังพลางสั่นสะท้าน “น้องสาวสามทำไมเ้าถึง...เ้าไม่ได้มีเื่บาดหมางใดๆ กับพวกเขาไม่ใช่หรือ!”
แม้คำพูดของสองแม่ลูกยังไม่ไขความให้กระจ่างแต่สีหน้าหวาดกลัวเช่นนั้นก็เพียงพอให้ผู้คนรอบข้างตีความไปต่างๆ นานาบรรดาน้องชายหญิงสายรองต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวั่นกลัว
ฉู่หวาถิงได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัดกำลังจะเอ่ยปากโต้กลับ แต่มือกลับถูกรั้งไว้แน่น
ฉู่จวินหลันยิ้มบางก่อนจะลุกขึ้นยืน
อนุหวังเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังด้วยความตระหนก“เหตุใดเ้าต้องลอบวางเพลิง! เหตุใดถึงต้องฆ่าฉางิกับจื่อหลัน!ตระกูลฉู่ทำสิ่งใดให้เ้าต้องผูกใจเจ็บกัน!”
ฉู่จวินหลันเดินเข้าไปหาอนุหวังช้าๆ
อนุหวังยังคงะโประณาม“ถึงเ้าจะหลับใหลไปปีกว่า แต่นายท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งเ้าทั้งยังหมั้นหมายเ้ากับตระกูลใหญ่อย่างจวนกงติ้งอ๋องแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านรองก็ยังรีบมาร่วมพิธีสมรสของเ้ายังจะไม่พอใจสิ่งใดอีก เหตุใดเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วจึงไม่ไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านรองเหตุใดต้องลอบวางเพลิงโดยไร้เหตุผล เ้าคิดจะเผาตระกูลฉู่ทั้งตระกูลหรืออย่างไร!”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือดังสะท้อนขึ้นฉับพลันฉู่จวินหลันฟาดตบอนุหวังเต็มแรงโดยที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว จากนั้นก็กระชากผมของอีกฝ่ายให้ใบหน้าโน้มเข้ามาใกล้
“โอ๊ย!นางสารเลวมารดาไม่สั่งสอน เ้ากล้าตีข้าอย่างนั้นหรือ!”
เพียะ!
ฉู่จวินหลันฟาดฝ่ามืออีกครั้งและครานี้ยังแรงกว่าเมื่อครู่มาก
“หวังอวี้ชิง” ฉู่จวินหลันยิ้มบางแต่เสียงกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เ้าคิดว่าข้าลืมทุกอย่างแล้วอย่างนั้นหรือ”
อนุหวังเบิกตากว้างด้วยความใร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด
นางจำได้! นางยังจำได้!
ฉู่จวินหลันหัวเราะเบาๆ “เ้าไม่ต้องกลัวข้าไม่ฆ่าเ้าหรอก เื่การตายของท่านแม่ เื่ดวงตาของพี่ชายใหญ่รวมถึงเื่ที่ข้าต้องนอนแน่นิ่งมาตลอดหนึ่งปีกว่าดูเหมือนเราสองคนยังมีเื่ที่ต้องสะสางกันไม่น้อย”
นางสะบัดมือปล่อยอนุหวังก่อนจะหันไปหาอนุซุนที่กำลังจับเสื้อคลุมแน่น นางก้มลงกระซิบข้างหูอีกฝ่าย“เ้าก็เหมือนกัน ข้าจะจำสิ่งที่เ้าทำครั้งนี้ไว้”
อนุซุนหน้าซีดเผือดแทบยืนไม่อยู่
อนุหวังผมเผ้ายุ่งเหยิงทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นด้วยดวงตาเลื่อนลอย
“อนุหวัง!”ฉู่เมิ่งอิ๋งร้องลั่นพลางรีบเข้าไปพยุงอนุหวัง
ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนที่เพิ่งฟื้นคืนสติเอ่ยว่า“ต้องแจ้งทางการ ต้องแจ้งทางการ!” เขาจ้องฉู่จวินหลันด้วยแววตาอาฆาตเขม็ง“นางฆ่าลูกข้า นางต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
“เอาสิ” ฉู่จวินหลันยิ้มพลางกล่าวต่อ“ข้าก็อยากไปแจ้งความต่อขุนนางใหญ่เช่นกัน และเล่าเื่ที่ข้าเห็นหลังโขดหินในสวนเล็กรวมทั้งเื่ที่หม่าฉางิกับจื่อหลันบุกเข้ามาจุดไฟในเรือนของข้าด้วย!”
ทันทีที่หม่าเหยียนได้ยินคำว่า ‘หลังโขดหินในสวนเล็ก’ ในคอของเขาก็ราวกับมีไข่ไก่มาอุดไว้
หม่าเสว์เหวินเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อ“ไม่มีทาง ฉางิไม่มีทางลอบวางเพลิง!”
แน่นอนว่าฉู่จวินหลันรู้ดีว่าคนที่วางเพลิงไม่ใช่หม่าฉางิ
หม่าฉางิเป็คนสนิทของอนุหวังของหมั้นจากจวนกงติ้งอ๋องล้วนอยู่ในมือของอนุหวัง หากเผานางตาย ตระกูลฉู่ที่ไม่อาจส่งตัวเ้าสาวได้ย่อมต้องถอนหมั้นอนุหวังจะยอมเสียเงินทองที่อยู่ในมือทั้งหมดไปได้อย่างไร
จะต้องเป็กลอุบายหินหนึ่งก้อนสังหารนกสองตัว[2]ของอนุซุนอย่างแน่นอนลงมือฆ่านางแล้วบีบให้อนุหวังเอาเงินออกมา!
ทว่าฉู่จวินหลันกลับจงใจกล่าวเช่นนั้นเพื่อโยนความผิดให้ผู้อื่น!
จื่อเยียนรีบเอ่ยขึ้น “ถูกต้องเ้าค่ะตอนนั้นคุณหนูเหมือนกำลังจะฟื้น ข้าจึงจะออกไปบอกนายท่านแต่พอเปิดประตูออกมาก็เจอหม่าฉางิกับจื่อหลัน เนื่องจากเป็คนในจวน ข้าเลยไม่ทันได้ระแวงไม่คิดเลยว่าเดินออกไปไม่ไกล ในห้องก็ไฟไหม้เ้าค่ะ!”
ฉู่หวาถิงยื่นมือให้เป่าเล่อประคองเดินมาข้างกายน้องสาวจากนั้นดึงนางมาไว้ด้านหลังเพื่อปกป้อง ดวงตาที่มืดบอดจ้องตรงไปข้างหน้า แต่สายตานั้นพุ่งตรงไปยังอนุหวังพอดีทำเอานางสะท้านทั้งร่าง
“เห็นได้ชัดว่าไม่หม่าฉางิก็จื่อหลันเป็ผู้วางเพลิงหรือไม่ก็ร่วมมือกัน! หากไม่ใช่เพราะท่านแม่มาปรากฏในฝันปลุกหลันหลันให้ตื่นเกรงว่านางคงสิ้นชีวิตไปแล้ว! ต้องแจ้งทางการข้าจะสืบให้กระจ่างว่าผู้ใดกันแน่ที่คิดฆ่าบุตรสาวภรรยาเอกเพียงคนเดียวของตระกูลฉู่และเป็ถึงว่าที่ภรรยาของซื่อจื่อกงติ้งอ๋องคนต่อไป!”
“เป็ไปไม่ได้!ฉางิไม่มีทางเป็คนวางเพลิง!” หม่าเหยียนะโลั่น
อนุซุนก็รีบเอ่ยเสริม“จื่อหลันเป็เพียงบ่าวรับใช้ขั้นสอง อีกทั้งยังไม่มีเื่บาดหมางใดกับคุณหนูสามเหตุใดจะต้องวางเพลิงด้วยเล่า”
ฉู่หวาถิงหัวเราะเสียงเย็น“พวกเ้าพูดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ได้หรือ คิดจะผลักความผิดไปให้หลันหลัน? ต่อให้หลันหลันยอม แต่ข้าไม่มีวันยอม!ข้ารู้ว่าศาลอยู่ที่ใด เราจะไปว่าความกันที่นั่น แล้วให้ความจริงเป็ผู้ตัดสิน!”
“ไม่ได้!” อนุหวังกรีดร้องสุดเสียงนางไม่มีทางปล่อยให้ฉู่จวินหลันมีโอกาสเปิดเผยเื่นั้น!
ทุกคนหันไปมองนางด้วยความฉงน
อนุหวังรู้ตัวว่าเผลอเสียกิริยารีบกล่าวว่า “เื่แค่นี้ถึงกับจะต้องขึ้นศาล ไม่กลัวขายหน้าหรืออย่างไรวันนี้คุณหนูสามเพิ่งหายดี ทั้งยังเป็วันแต่งงานด้วย พวกเ้าไม่กลัวถูกนินทาจนทำให้การงานของนายท่านมัวหมองหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”ขณะนั้นฉู่ไฉเหลียงกับฉู่ไฉจวิ้นก็เดินเข้ามาพร้อมกัน
ฉู่ไฉเหลียงอายุสามสิบเก้าปีเขาสวมชุดแขนกว้างใหม่เอี่ยมสีฟ้า ศีรษะสวมหมวกสี่เหลี่ยมรูปโฉมสง่างามสมเป็บัณฑิต เขาดำรงตำแหน่งรองเ้ากรมโยธามานานหลายปีไม่เลื่อนขั้นจึงห่วงชื่อเสียงของตน และทำทุกวิถีทางเพื่อไต่เต้าขึ้นตำแหน่งสูง
“ไฟดับแล้วก็แล้วไป จะเอะอะไปทำไม!วันนี้เป็วันมงคลของคุณหนูสาม ไม่กลัวอัปมงคลหรือ”เขามองศพที่ไหม้เกรียมครึ่งท่อนบนพื้นแล้วยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก“ยังไม่รีบหามออกไปอีก! ให้คุณหนูคุณชายเห็นของเช่นนี้ไม่กลัวจะเป็ลางร้ายหรือ”จากนั้นจึงหันไปพูดกับหม่าเหยียน “เื่นี้เป็อุบัติเหตุหาใช่สิ่งที่เ้าหรือข้าปรารถนา เ้าวางใจ ข้าจะชดเชยให้ตระกูลหม่าอย่างเหมาะสมส่วนบ่าวผู้นั้น ข้าจะมอบเงินให้ครอบครัวนางเพิ่มอีกยี่สิบตำลึงเพื่อเป็การชดเชย”
หม่าเหยียนเหลือบมองอนุหวังพลางนึกถึงเื่ราวเมื่อครู่ กลัวว่าหากขึ้นศาลขึ้นมาจะพลอยทำให้ความลับอื่นถูกเปิดโปงสุดท้ายจึงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา “ขอบคุณนายท่านขอรับ”
ฉู่ไฉเหลียงหันกลับมาเห็นฉู่จวินหลันที่ฟื้นคืนสติสมบูรณ์แล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“หลันเจี่ยร์ ร่างกายเ้าดีขึ้นแล้วหรือไม่”
ฉู่จวินหลันยิ้มบางก้มหน้าปกปิดสีหน้าพลางยอบกายอย่างนอบน้อม “เรียนท่านพ่อ ลูกหายดีแล้วเ้าค่ะที่ผ่านมาทำให้ท่านพ่อเป็ห่วง ลูกรู้สึกละอายยิ่งนัก”
เดิมฉู่ไฉเหลียงคิดจะยกนางให้คนโง่เพื่อแลกค่าสินสอดบัดนี้เห็นว่านางแข็งแรงดีจึงนึกอยากใช้ประโยชน์จากนางเพื่อหวังผลประโยชน์ที่มากกว่า
ในเมื่อบิดาเสแสร้งใจดีนางจึงเล่นตามน้ำไปเช่นกัน
เขาลูบเคราสั้นพลางพยักหน้าอย่างพอใจ“ดูท่าคงหายดีแล้วจริงๆ”
“ท่านพ่อ” ฉู่จวินหลันยังไม่ทันเอ่ยอะไรฉู่เมิ่งอิ๋งก็เดินเข้ามายอบกายคารวะพลางกล่าวอย่างน่าสงสาร“ท่านพ่อหาหมอมาตรวจร่างกายน้องสาวสามให้แน่ใจเถิดเ้าค่ะ แม้นางจะฟื้นแล้วแต่ดูคล้ายสติยังไม่สมบูรณ์ เมื่อครู่นางตบท่านแม่ต่อหน้าทุกคนด้วยเ้าค่ะ”
ฉู่ไฉเหลียงได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ไม่พอใจในทันที
ฉู่เมิ่งอิ๋งก้มหน้าแต่หางตากลับเหลือบมองฉู่จวินหลัน แววตาแฝงรอยยิ้มเย้ยหยัน
ทว่าฉู่จวินหลันยังคงเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่ง“ท่านพ่อคิดว่าลูกดูเป็คนเสียสติหรือไม่ หากเป็เช่นนั้น เพื่อไม่ให้ลูกสร้างปัญหาให้ท่านเมื่อเข้าจวนกงติ้งอ๋องเห็นทีว่าควรเลื่อนวันแต่งงานออกไปก่อน”
อนุหวัง อนุซุนและอนุซูต่างหน้าซีดกันถ้วนหน้าไม่คิดว่าฉู่จวินหลันเพิ่งฟื้นก็เอ่ยวาจาคมคายเช่นนี้นางหยั่งเชิงได้อย่างพอดีกับความคิดของฉู่ไฉเหลียงที่อยากใช้ประโยชน์จากการแต่งงานของนาง
“อิ๋งเจี่ยร์ นี่เ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรเ้าไม่อยากให้น้องสาวหายดีหรือ เ้าเป็พี่ ควรมีน้ำใจรักใคร่ต่อพี่น้อง!เ้าลืมที่ข้าสอนหมดสิ้นแล้วหรือ”
ฉู่เมิ่งอิ๋งหน้าซีดเผือดรีบโค้งคำนับกล่าว “ขออภัยท่านพ่อ ลูกเพียงเป็ห่วงน้องสาวลูกจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วเ้าค่ะ”
ฉู่ไฉเหลียงฮึดฮัดพลางสะบัดแขนเสื้อ“รีบไปเตรียมตัวกันได้แล้ว วันนี้เป็วันมงคลของคุณหนูสาม อย่าให้มีสิ่งใดมาขัดขวางได้!”
“เ้าค่ะ” อนุหวังพยักหน้ารับก่อนหันไปสั่งผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนให้จัดเตรียมงาน
ขณะนั้นเอง หญิงรับใช้ที่เฝ้าประตูก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อนหอบหายใจพลางรายงานว่า “เรียนนายท่าน พระอาจารย์ฮุ่ยฉือจากวัดต้าฉือมาถึงแล้วตอนนี้กำลังดื่มชาอยู่ที่โถงหน้าเ้าค่ะ!”
“ว่าอย่างไรนะ! พระอาจารย์ฮุ่ยฉือหรือ!”
“เ้าค่ะ!”
ฉู่ไฉเหลียงตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ วัดต้าฉือมีประวัติกว่าสองร้อยปีพระอาจารย์ฮุ่ยฉืออายุแปดสิบปีแล้วแม้แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนหรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังต้องให้ความเคารพสามส่วนการที่ท่านยอมมาที่ตระกูลฉู่ ช่างเป็วาสนาอันยิ่งใหญ่ราวบรรพชนโปรด!
“เร็วเข้า ทุกคนตามข้าไปด้วยกันรีบไปทักทายท่านกั๋วซือ!” เมื่อฉู่ไฉเหลียงรีบรุดออกไปที่เหลือต่างก็ติดตามไปเป็พรวน
ถึงแม้ฉู่หวาถิงจะมองไม่เห็นแต่หูฟังตลอดเวลา
ฉู่จวินหลันดึงมือเขาเบาๆ “พี่ชายใหญ่พวกเราไม่ต้องไปหรอกเ้าค่ะ มาเถิด ข้าจะตรวจชีพจรให้ท่าน”
“ตรวจชีพจร? เ้าเรียนวิชาแพทย์ั้แ่เมื่อไหร่กัน”ฉู่หวาถิงหัวเราะเบาๆ คิดว่านางเพียงพูดเล่นเหมือนตอนยังเด็ก
“คงเพราะ์สงสารกระมังข้าฟื้นขึ้นมาก็รู้เองโดยที่ไม่ต้องเรียน” นางจับชีพจรทั้งสามตำแหน่งอย่างถี่ถ้วนก่อนจะพินิจดวงตาเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “พี่ชายใหญ่ดวงตาท่านไม่ได้บอดสนิท เพียงแต่ยังพร่าอยู่เล็กน้อย ยามต้องแสงยังมีปฏิกิริยาอยู่ดวงตาของท่านยังรักษาได้เ้าค่ะ!”
[1] เจี่ยร์ หมายถึง คำใช้เรียกเด็กหญิง
[2] หินหนึ่งก้อนสังหารนกสองตัว หมายถึงกระทำครั้งเดียว แต่ได้ผลลัพธ์สองอย่าง ตรงกับสำนวนไทย ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’