บนยกพื้นสูงเหล่าอาจารย์เ้าเขานั่งเรียงรายอย่างสง่างาม ตรงกลางคือท่านบรรพจารย์ผู้สูงวัยสายตาเย็นเฉียบดุจคมกระบี่เพียงปรายลงมาก็กดทับเด็กทั้งโถงจนบรรยากาศตึงเครียด
ตรงกลางศาลา ศิลาทดสอบวางอยู่บนโต๊ะกลมแสงขาวนวลเลื่อมพรายสะท้อนสายตาผู้คน เด็กใหม่ทยอยก้าวขึ้นไปทีละคน แสงสีต่างๆพลันพุ่งทะยานออกมาอย่างงดงามเรียกเสียงอุทานฮือฮาไม่ขาดสาย
จนถึงคราวของ จูเจิ้นเขาก้าวออกมาอย่างมั่นใจ ปลายคางเชิดขึ้น หัวไหล่ตั้งตรงรอยยิ้มเย่อหยิ่งฉายชัดบนใบหน้าบรรดาศิษย์ที่ยืนชมอยู่เบื้องล่างพากันทำตาหมั่นไส้ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดอะไรออกมา
ทว่าเมื่อมือน้อยแตะลงบนศิลา...
ความเงียบเข้าครอบงำทั้งโถงเวลาผ่านไปชั่วลมหายใจหนึ่ง... สอง... สาม...
ไม่มีแสงใดปรากฏ
“เป็ไปไม่ได้...”เด็กชายกระซิบเสียงสั่น มองศิลาที่ไร้การตอบสนอง มือเริ่มสั่นระริก
ตลอดการคัดเลือกเขาเห็นอภินิหารของหินก้อนนี้แล้ว ทุกคนล้วนมีเสาแสงปรากฏบ้างแท่งเดียวบ้างหลายแท่ง ต่อให้เขาจะไม่ฉลาดไปกว่าซือเฟิงหลงแต่ก็เห็นเป็ตัวอย่างตลอดการคัดเลือกเหล่าคนที่มีเสาแสงมากกว่าหนึ่งไม่มีใครถูกเลือกให้เป็ศิษย์สายตรงสักคนส่วนคนที่มีเสาแสงแท่งเดียวหากไม่ถูกอาจารย์จากยอดเขาเลือกเป็ศิษย์สายตรงอย่างน้อยก็ต้องได้เป็ศิษย์ฝ่ายใน
แล้วเหตุใดตัวเขาจึงไม่ปรากฏเสาแสงเลยเล่า?
ภาพที่เซียนปริศนาปรากฏขึ้นหลังเหตการณ์ไฟไหม้บ้านสกุลซือตัดแขนบิดาเขาแล้วสมานแผลให้ด้วยวิธีการอันน่าสยดสยอง แม้มารดาจะปิดตาเขาไว้แต่หูยังคงได้ยินทุกอย่าง “...เด็กคนนี้จะถูกเลือกแต่เขาจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้หรือไม่ก็เป็วาสนาของเขาเองแล้ว”
เสียงซุบซิบจากรอบข้างดังขึ้นราวฝูงผึ้ง
“หรือว่า...เขาไม่มีรากิญญา?”
“แต่ผ่านการคัดเลือกมานี่นา!”
“อวดดีนัก สุดท้ายกลับไร้ค่า ฮึ!”
บางคนหัวเราะเบาๆ บ้างแค่นหัวเราะในลำคอความอับอายแล่นวาบขึ้นมาบนใบหน้าจูเจิ้น เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากรอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงแววตื่นตระหนก
บนยกพื้น อาจารย์บางคนขมวดคิ้วบางคนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง มีเพียงท่านเ้าสำนักที่ยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง
“ศิลามีปัญหาหรือไม่?” เสียงเ้าเขาบูรพาดังขึ้น กลับไร้ผู้ใดตอบสนองเพราะศิลานั้นส่องแสงชัดเจนมาตลอด ไม่เคยผิดพลาด
“ศิลาไม่ผิด แต่เป็กระจกที่พลาด”บรรพจารย์อู๋เซิงเอ่ยเสียงขรึม “ท่านเ้าสำนักจัดการตามสมควรเถิด ค่อยพาเด็กคนนี้ไปพบข้าบนยอดเขา”
เ้าสำนักพยักหน้าชำเลืองตามองเด็กชายเพียงชั่วครู่ ก่อนโบกแขนเสื้อเบาๆร่างเล็กของจูเจิ้นพลันลอยคว้าง แล้วถูกพาไปหยุดที่ด้านหลังเก้าอี้ท่านเ้าสำนัก
ศิษย์ทั้งลานกว้างตะลึงงันไปชั่วขณะก่อนเสียงฮือฮาจะะเิขึ้น
“นั่น... เขาถูกท่านเ้าสำนักเลือก!”
“แต่ศิลาทดสอบไม่ส่องแสงนะ...หรือพวกเรามองไม่ออกเองกันแน่?”
สายตาอิจฉาพุ่งตรงมาที่เด็กชายผู้ซึ่งเมื่อครู่ยังแทบจะสิ้นหวังจูเจิ้นเบิกตากว้าง หัวใจที่เย็นเฉียบเมื่อครู่กลับพลุ่งพล่านด้วยความปลาบปลื้ม ท่านเ้าสำนักเลือกข้า...ข้าคือผู้พิเศษจริงๆ!
ริมฝีปากที่ซีดเผือดพลันยกยิ้มอีกครั้งคราวนี้เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจท่ามกลางความอิจฉาของสายตานับร้อยคู่
โดยไม่รู้เลยว่าศิษย์จูเจิ้นที่มีชื่อเสียงเล่าลืออย่างกว้างขวางในวันรับศิษย์ใหม่จะเงียบหายไปจากสำนักในเวลาไม่นาน
การคัดเลือกเสร็จสิ้นลง จูเจิ้นก็ถูกพาตัวมาบนยอดเขาแห่งหนึ่งท่านบรรพจารย์เคราขาวนั่งอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมริมน้ำ กำลังวางหมากอยู่กับตนเองเพียงลำพัง
เ้าสำนักเดินเข้าไปภายในศาลา ประสานมือคาราวะ“ท่านอาจารย์ นำเด็กมาแล้วขอรับ”
“อืม” ท่านผู้เฒ่าไม่ได้หันมองเพียงหยิบหมากดำขึ้นมา ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะวางหมากลงปากเอ่ยถามไปทางนอกศาลาเรียบๆ
“เ้าหนู มีใครในครอบครัวของเ้าเป็ผู้ฝึกตนหรือไม่”
จูเจิ้นนึกถึงหมู่บ้านซานเหอ ที่มีชาวนานายพราน ช่างปั้น ช่างตีเหล็ก แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีครอบครัวใดเป็เซียนมาก่อนด้วยเหตุนี้เมื่อเขาถูกเลือกแม้แต่ผู้าุโในหมู่บ้านยังไม่กล้ามาเอาผิดเื่ที่บิดาทำให้บ้านครองครัวซือไฟไหม้
เขาก็คือคนแรกที่ถูกเลือกให้เข้าเรียนในสำนักเซียน!
เด็กชายยืดอก ใบหน้าฉายแววภาคภูมิใจยามตอบน้ำเสียงจึงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “ไม่มี ข้าคือคนแรกขอรับ”
ปลายคิ้วของเ้าสำนักกระตุก หากไม่อยู่ต่อหน้าท่านบรรพจารย์เขาคงสั่งสอนเด็กไม่รู้ความคนนี้ไปแล้ว แต่ท่านบรรพจารย์กลับสงบนิ่งไม่คิดเอาความเอ่ยถามเรียบเรื่อย ปลายนิ้วคีบเม็ดหมากสีขาววางลงไป
“เช่นนั้น คนในหมู่บ้านของเ้า มีใครเป็ผู้ฝึกตนหรือไม่?”
จูเจิ้นขมวดคิ้วโพล่งตอบมาโดยไม่ต้องหยุดคิ้ว“ในหมู่บ้านซานเหอ มีข้าเป็ผู้ฝึกตนคนแรกขอรับ”
“ฮ่า! ฮ่า!” ท่านบรรพจารย์หัวเราะเสียงดังลั่น ราวกับกำลังฟังเื่น่าขันอยู่
ท่านผู้เฒ่าหันมามองเด็กชาย เอ่ยยิ้มๆ “เช่นนั้นผู้ที่เล่นตุกติกฝังอาวุธเวทไว้ในตัวเ้า ตบตากระจกส่งรากิญญาคือผู้ใดกันเด็กน้อย?”
สิ้นคำ ท่านผู้เฒ่าก็ชี้ปลายนิ้วมาที่เด็กชายแสงสีทองพุ่งเข้ามาที่ตันเถียนเกี่ยวรัดวัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา
จูเจิ้นรู้สึกเหมือนถูกล้วงคอให้อ้วกร่างน้อยโก่งตัวทำท่าจะขย้อนอยู่ครู่ใหญ่ สติของเขาวูบดับ ทรุดตัวลงไปนอนพังพาบบนพื้นดวงตาเบิกโพลง ปากอ้าหายใจหอบแรงราวกับปลาเกยตื้น
สีหน้าเย่อหยิ่งถือดีปลาสนาการไปสิ้นเหลือเพียงแววหวั่นวิตก หวาดกลัวจนฉี่ราดยังไม่รู้ตัว
“เ้ายังไม่ใช่ผู้ฝึกตนหรอกเด็กน้อยแม้แต่คุณสมบัติพื้นฐานยังไม่มีด้วยซ้ำ”
เสียงราบเรียบของผู้ชราดังมาจากศาลารับลมแต่จูเจิ้นไม่ได้ยินแม้แต่น้อย ในหูเขายังดังอื้ออึงหวาดหวั่นขวัญผวาไม่หายรับรู้ถึงความน่ากลัวอย่างแท้จริงราวกับถูกเงาร่างสูงใหญ่ดุจดังขุนเขากดทับร่างเอาไว้
นี่คือความยิ่งใหญ่ของเทพเซียนที่แม้แต่ฝันเขาก็อยากจะไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น เป็ผู้ยิ่งใหญ่ให้คนกราบไหว้บูชาถึงเวลานั้นเขาจะได้เป็ฝ่ายก้มลงมองดูมนุษย์ธรรมดาที่อ่อนแอราวกับมดปลวกเ่าั้บ้าง
เซียนเฒ่าส่ายหน้า พึมพำเบาๆ“เป็เด็กที่มีจิตใจดำมืดเสียจริงๆ”
เ้าสำนักเดินเข้าไปใกล้อาจารย์ของตนมองแผ่นหยกชิ้นเล็กๆ ที่ถูกสลักค่ายกลอาคมหวงห้ามเอาไว้มากมายบ่งบอกฝีมือของผู้สร้างมันขึ้นมาได้เป็อย่างดี“นั่นคือ...จำลองรากวิญาณหรือขอรับ”
“มิผิด! แต่สามารถทำออกมาได้ประณีตเพียงนี้ข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นชิ้นนี้นี่แหละปกติแล้วค่ายกลจำลองเพียงพอให้หลอกสายตาผู้บำเพ็ญที่มีตบะไม่แก่กล้าเท่านั้นไม่อาจหลอกลวงเครื่องมือตรวจจับได้กระจกส่องรากิญญาอาจมีระดับต่ำกว่าผู้ที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา หากไม่ใช่จินตันขั้นปลายก็คงเป็หยวนอิง”
เ้าสำนักสะท้านวูบ คิ้วหนากดลึก“ใครกันที่ทำเช่นนี้ แล้วทำไปเพื่ออะไรขอรับ?”
“หากเด็กในคำทำนายเกิดจากชาวบ้านธรรมดาพ่อแม่คงไม่รู้ว่าเด็กถูกโลกวิเศษจับตาดูอยู่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นเป็บุตรของผู้บำเพ็ญคนหนึ่งเื่คงซับซ้อนขึ้นอีกระดับแล้ว นี่ก็คือเหตุผลว่าเหตุใดจูเจิ้นผู้นี้จึงถูกใช้เป็ ‘ผีที่ตายแทน’[1]”
“ท่านอาจารย์จะบอกว่าเด็กในคำทำนายที่แท้จริง ถูกซ่อนไว้ที่ใดสักแห่งหรือขอรับ”
“เป็เช่นนั้น”
สายลมหนาวจากยอดเขาหอบเอาใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีโปรยปรายราวสายฝนเสริมทัศนียภาพงดงามราวกับภาพวาด
เ้าสำนักเบือนหน้าไปมองเด็กชายผู้โชคร้ายหลงคิดว่าตนเองคือผู้วิเศษ ถูกเลือกมาท่ามกลางเด็กทั้งหมู่บ้าน กลับกลายเป็ว่าทั้งหมดนี้เป็เพียงฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น
“แล้วจะทำเช่นไรกับเด็กคนนี้ดีเล่าขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าครุ่นคิด ตามองกระดานหมากปลายนิ้วคีบหมากดำไว้นิ่ง “ข่าวว่าสำนักเราพบเด็กในคำทำนายถูกเล่าลือออกไปแล้วหากไม่อยากถูกชาวโลกหัวเราะเยาะก็แค่ปฏิเสธข่าวลือ แล้วส่งเด็กกลับไป”
ดวงตาของท่านผู้เฒ่าสว่างวาบ คล้ายเพิ่งมองเห็นทางเดินจึงวางหมากลงตำแหน่งหนึ่ง “อีกวิธีคือ ปฏิเสธข่าวลือ แต่อย่าเพิ่งส่งเด็กกลับรอให้ข่าวลือเงียบลง ค่อยส่งเขาจากไป แต่ระหว่างอยู่บนเขาจะให้เด็กคนนี้สมาคมกับผู้อื่นไม่ได้หากระหว่างนี้เขาสามารถปลุกรากิญญาขึ้นมาได้จริงๆ ค่อยมาดูกันใหม่ว่าเขาได้ขัดเกลานิสัยแล้วหรือยังการส่งอาวุธให้คนจิตใจเหี้ยมโหดอาจไม่ใช่เื่ดี”
เ้าสำนักโค้งตัวคาราวะแล้วหมุนกายออกจากศาลาริมน้ำ เด็กชายที่น่าสงสารยังคงพยุงกายขึ้นมาไม่ได้สักทีดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยแววประหวั่นพรั่นพรึง น้ำกลบดวงตา ลมหายใจหอบถี่
“เด็กน้อย นี่เป็เพียงเื่เข้าใจผิดเ้าอย่ากลัวไปเลย ข้าจะส่งเ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน”
เ้าสำนักกล่าวเบาๆปลายนิ้วแตะที่หว่างคิ้วของเด็กชาย ร่างเล็กก็พับอ่อนลงราวกับิญญาหลุดออกจากร่างเขาโบกแขนเสื้อคราหนึ่ง ร่างของจูเจิ้นก็ลอยขึ้นมาแล้วหายวับไปพร้อมกับเ้าสำนัก
ศาลาแปดเหลี่ยมกลับสู่ความสงบ มีท่านผู้เฒ่าเครายาวขาวโพลนนั่งวางหมากอยู่เพียงลำพัง
สายลมระรอกใหม่พัดพาไอเย็นหวีดหวิวทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงไม่อาจระคายผิวแม้แต่น้อย
[1] ผีตายแทนเปรียบเปรย ถึงคนที่ต้องรับเคราะห์แทนผู้อื่น ตรงกับสำนวนไทยว่าแพะรับบาป