แสงแดดยามเช้าส่องลอดม่านผ้าไหมภายในคฤหาสน์ใหญ่ ใจกลางเมือง
ชายวัยกลางคนนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้สูง ใบหน้าสงบ แต่แววตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว
เขาคือ—พระยาบวร
“ได้ข่าวว่าอย่างไรบ้าง…”
เสียงของเขาเรียบ…แต่แฝงอำนาจ
เบื้องหน้า ชายรับใช้ก้มหน้ารายงาน
“คุณหนูเรือนแก้ว…ถูกลอบทำร้ายขอรับ”
ความเงียบเข้าปกคลุม
ก่อนที่แววตาของพระยาบวรจะเย็นลง
“เื่ราวเป็ยังงัย เล่ามาให้ละเอียด”
“คุณหนูแอบออกไปเที่ยวตลาดเพียงลำพัง พวกลูกหลานพระยาเดช เรือนตะวันตก 3 คนเข้ามากลั่นแกล้ง แต่ได้รับการช่วยเหลือจากเด็กวัดคนนึง ขอรับ”
พระยาบวรนิ่งไปเล็กน้อย
“แล้วอย่างไรต่อ”
…… “ขอรับ เอ่อ หลังการต่อสู้ 3 คนนั้นาเ็หนัก ขอรับ”
“แล้วเด็กคนนั้นเป็อย่างไรเล่า”
“เห็นว่าเพียงาเ็เล็กน้อยขอรับ เห็นเขาว่าเป็เด็กวัดของหลวงปู่บุญมา ขอรับ เอ่อ ชื่อ…เอ่อ..ภูผา ขอรับ”
พระยาบวรนิ่งคิด “การกระทำนี้” —ไม่ธรรมดา เห็นท่าต่อจากนี้ เด็กน้อยนี้ คงไม่สามารถมีชีวิตที่ธรรมดาได้แล้ว
“เรียกขุนไกรมา”
ไม่นานนัก
ชายร่างใหญ่ เดินเข้ามาในห้อง
ก้าวมั่นคง ดวงตานิ่งสงบ แต่แฝงพลัง
“ขุนไกร…รับคำสั่งขอรับ”
พระยาบวรมองเขา
“ไปสืบเื่เด็กวัดคนนี้”
“และ…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“คอยช่วยเหลือ…ห่าง ๆ”
ขุนไกรเลิกคิ้วเล็กน้อย
แต่ไม่ถาม
“รับทราบขอรับ”
“อีกอย่าง…”
พระยาบวรเอนตัวเล็กน้อย
“อย่าให้มันรู้ตัว”
“ขอรับ”
ขณะเดียวกัน
ป่าช้าหลังวัด
ลมพัดเอื่อย บรรยากาศยังคงเย็นเยียบเช่นเดิม
ภูผายืนอยู่กลางลาน
เหงื่อไหลเต็มตัว
ดาบในมือยังสั่นเล็กน้อย
หลังการฝึกหนัก
“แค่นี้ยังไม่พอ”
เสียงอรชุนดังขึ้น
ภูผาพยักหน้า
กำลังจะตอบ—
แต่หยุด
เขาหันไปมองเงาไม้ด้านหนึ่ง
“ออกมา”
เสียงเรียบ
เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่—
ชายคนหนึ่งจะก้าวออกมา
ร่างโปร่ง ผิวคล้ำเล็กน้อย ดวงตาไวเหมือนสัตว์ป่า
“หูไวดีนี่”
เขายิ้มบาง ๆ
ภูผาหรี่ตา
“ใคร”
อรชุนเดินเข้ามา
“ศิษย์ข้าอีกคน”
ชายคนนั้นยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ทองขาว”
สายตาของทั้งสองปะทะกัน
เงียบ
แต่เต็มไปด้วยการประเมิน
“เด็กนี่เหรอ…”
ทองขาวมองั้แ่หัวจรดเท้า
“ที่อาจารย์พูดถึง”
ภูผาไม่ตอบ
แค่ยืนเฉย
“ลองหน่อยไหม”
ทองขาวเอ่ย
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
อรชุนไม่ห้าม
เพียงพูดสั้น ๆ
“เอาแค่พอรู้”
ฟึ่บ!
ทองขาวหายไปจากจุดเดิม
เร็ว
แต่—
ภูผาขยับทัน
ฉับ!
ดาบยกขึ้นรับ
ปัง!
แรงปะทะดังสนั่น
“โอ้…”
ทองขาวยิ้มกว้างขึ้น
“ไม่เลว”
การต่อสู้เริ่มขึ้น
เร็วเงียบเฉียบ
ทองขาวเคลื่อนที่เหมือนเงา
เข้า—หาย—โผล่
ภูผาต้องใช้สมาธิเต็มที่
“ลม…”
เขาหายใจลึก
จับจังหวะ
เริ่ม “อ่าน”
ฉับ!
เขาสวนได้
แม้ไม่โดนเต็ม
แต่—
“โดน”
ทองขาวถอย
หัวเราะเบา ๆ
“ใช้ได้จริง ๆ”
เขาลดมือ
“พอแค่นี้”
หลังการประลอง
ทั้งสองนั่งพัก
เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่ทองขาวจะพูดขึ้น
“เ้า…ไม่เหมือนเด็กวัดทั่วไป”
ภูผาหัวเราะเบา ๆ
“ข้าก็คิดแบบนั้น”
ทองขาวยิ้ม
“ดี ข้าชอบคนตรง”
วันต่อมา
ลานฝึกถูกเปลี่ยนเป็ “โรงตีเหล็กชั่วคราว”
เตาไฟลุกโชน
เสียงเหล็กกระทบกันดังเป็จังหวะ
“นี่แหละของถนัดข้า”
ทองขาวกล่าว พลางยกค้อนขึ้น
ภูผายืนมอง
สายตาเป็ประกาย
“ถ้าเรามีอาวุธที่เหมาะกับเรา…”
เขาพึมพำ
“เราจะเหนือกว่า”
ทองขาวเลิกคิ้ว
“เ้าคิดอะไรอยู่”
ภูผาหยิบไม้ขึ้นมา วาดลงบนดิน
“อาวุธลับ”
รูปทรงเรียวยาว คล้ายขลุ่ย
แต่—
มีช่องเล็ก ๆ หลายช่อง
“ขลุ่ย…เก้าเข็ม”
เขาพูดช้า ๆ
“ยิงเข็มพิษ หรือเข็มธรรมดาได้”
ทองขาวนิ่งไป
ก่อนจะยิ้ม
“น่าสนใจ”
อรชุนมองเงียบ ๆ
แต่แววตา—
“พอใจ”
หลายวันต่อมา
อาวุธชิ้นแรกเสร็จ
ขลุ่ยไม้เรียบง่าย
แต่ซ่อนความอันตราย
ภูผาทดลอง
เป่า
ฟึ่บ!
เข็มพุ่งออกไป
ปักต้นไม้
ลึก
แม่น
ทองขาวพยักหน้า
“ถ้าใช้ดี ๆ …ฆ่าคนได้โดยไม่รู้ตัว”
ภูผาไม่ตอบ
เพียงมองมันนิ่ง ๆ
การฝึกยกระดับอีกครั้ง
สามคน
มวยดาบธนูลอบเร้นอาวุธลับ
ทุกอย่างถูกรวมเข้าด้วยกัน
ภูผาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
และ—
ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
ค่ำวันหนึ่ง
ทั้งสามนั่งล้อมกองไฟ
เงียบ
แต่ไม่อึดอัด
ทองขาวเอ่ยขึ้น
“ข้าเร่ร่อนมานาน”
“ไม่เคยคิดจะผูกมิตรกับใคร”
เขาหยุด
มองภูผา
“แต่เ้าต่างออกไป”
ภูผาไม่พูด
แค่ฟัง
อรชุนนั่งเงียบ ๆ
เหมือนรอคำตอบ
ทองขาวยื่นมือออกมา
“เป็พี่น้องกันไหม”
คำพูดง่าย ๆ
แต่หนักแน่น
ภูผามองมือ
ก่อนจะยื่นมือไปจับ
“เอาสิ”
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ั้แ่วันนี้…เราคือพี่น้อง”
เปลวไฟลุกไหว
ส่องให้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของทั้งสอง
และสายตานิ่งสงบของอรชุน
เครือข่ายเล็ก ๆ
กำลังก่อตัว
อย่างเงียบงัน
ในเงามืดของเมือง
ขุนไกรยืนมองจากระยะไกล
สายตาจับจ้องไปยังป่าช้า
“เด็กวัด…”
เขาพึมพำ
ก่อนจะหันหลัง
“น่าสนใจจริง ๆ”
โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า—
จากนี้ไป
ภูผา…ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังอีกแล้ว