เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่นางเข้าเฝ้าฮองเฮา นอกจากจะโดนจิกกัดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว สนมส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าทำอันใดมากกว่านี้อีก เข้าเฝ้าเสร็จแล้ว เว่ยซูฮวาก็รีบไปที่ห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ เมื่อไปถึงขันทีก็เชิญนางให้เข้าไปในห้องได้ทันที
อันที่จริงหากไม่มีขุนนางเข้าพบนางก็สามารถเข้าออกห้องทรงอักษรได้ตามใจชอบอยู่แล้ว นี่ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้บรรดาหญิงงามในวังหลังโกรธแค้นชิงชัง แม้แต่ฮองเฮาก็ยังอดรนทนไม่ไหว สั่งให้นางนั่งคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในอารามหลวงหนึ่งชั่วยามเพื่อเป็การขอบคุณสิ่งศักดิ์ที่ทำให้กองทัพตระกูลเว่ยมีชัยเหนือชนเผ่าหมาน
ช่างเป็ข้ออ้างที่มีเหตุมีผลจริงๆ! หลังจากนางนั่งคุกเข่าครบเวลา ศิษย์พี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังรีบเสด็จมาหานาง ทั้งยังเรียกหมอหลวงส่วนพระองค์ให้มารักษา สร้างความขุ่นเคืองให้แก่บรรดาสนมยิ่งขึ้นไป
เมื่อเว่ยซูฮวาก้าวเท้าเข้าไปยังห้องทรงพระอักษรก็พบกับผู้เป็บิดา พี่ชาย และน้องชายกำลังพูดคุยอยู่กับศิษย์พี่ พวกเขาต่างพร้อมใจหันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มของพวกเขาที่นางไม่ได้เห็นมานาน เว่ยซูฮวาพุ่งตรงเข้ากอดบิดาของตนแน่น น้ำตาเอ่อคลอด้วยความยินดีที่พวกเขาปลอดภัย
“พระสนมจะเสียมารยาทต่อหน้าฝ่าาได้อย่างไร” เจิ้งตงต้าเจียงจวินดุผู้เป็บุตรสาวเมื่อนางทำตัวเสียมารยาทต่อผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดิน
“ฮวาเอ๋อร์คิดถึงท่านพ่อ” เว่ยซูฮวาไม่สนใจกอดรัดผู้เป็บิดาแน่นไม่ยอมปล่อย
“ไม่เป็อันใดหรอกใต้เท้า ฮวาเอ๋อร์ไม่ได้เจอท่านมานานย่อมคิดถึงเป็ธรรมดา” หลี่หยางฮุ่ยยกยิ้มมองศิษย์น้องของตนอย่างเอ็นดู
“เฮ้อ ฝ่าาอย่าทรงตามใจเด็กคนนี้ให้มากกว่านี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งตงต้าเจียงจวินรู้ดีว่าฮ่องเต้พระองค์นี้เป็ศิษย์พี่ของบุตรสาว คราที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ พระองค์เป็ผู้ขอให้เขาพาองค์ชายน้อยขึ้นเขาไปกราบอาจารย์ทั้งสองเป็ศิษย์ มาบัดนี้องค์ชายน้อยพระองค์นั้นได้เติบใหญ่เป็ฮ่องเต้ผู้สง่างาม เก่งกาจ
เมื่อกอดผู้เป็บิดาได้สมใจอยากแล้ว เว่ยซูฮวาก็หันไปยิ้มให้พี่ใหญ่และเดินวนรอบน้องชายของนางอย่าง้าสำรวจ “ประเดี๋ยวนี้เ้าสามได้เป็ถึงนายกองแล้วหรือนี่”
“แน่นอนอยู่แล้วพี่รอง อะแฮ่ม พระสนมเดี๋ยวนี้ข้าเก่งกาจขึ้นเยอะนะขอรับ” เว่ยเซี่ยซงยกยิ้มตาหยีมองผู้เป็พี่สาว
“นี่เป็กระบี่ที่เราและฮวาเอ๋อร์สั่งทำเพื่อร่วมยินดีให้แก่เว่ยเซี่ยหรงที่ได้เรียนยศเป็แม่ทัพบูรพา และเว่ยเซี่ยซงที่ได้เป็นายกอง” หลี่หยางฮุ่ยหยิบกระบี่ที่เขาสั่งตีมาจากเครื่องเงินชั้นดีที่มีเพียงเงินก็หาซื้อไม่ได้ให้พี่ชายและน้องชายของเว่ยซูฮวา
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” ทั้งสองคุกเข่าขอบพระทัยผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดิน
“อย่าได้มากพิธี พวกท่านเป็ครอบครัวของฮวาเอ๋อร์ก็เปรียบเสมือนกับครอบครัวของเรา” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวพลางแตะแขนทั้งสองให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ถือตัว
“ใช่ ๆ ศิษย์พี่ของข้าก็เหมือนกับศิษย์พี่ของพี่ใหญ่กับน้องสาม” เว่ยซูฮวาพยักหน้าฉีกยิ้ม
เฮ้อ เ้าเด็กคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ! เจิ้งตงต้าเจียงจวินได้แต่ส่ายหัวให้กับความไม่รู้เื่รู้ราวของบุตรี ฝ่าาแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนี้ นางยังคิดว่าเป็เพียงศิษย์พี่ได้อยู่อีกหรือ บุรุษทั้งสามของตระกูลเว่ยได้แต่มองผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินด้วยสายตาเห็นใจ
“ฝ่าาทรงเรียกเจิ้งตงต้าเจียงจวินและบุตรชายทั้งสองเข้าเฝ้า เว่ยชงหรงก็อยู่ด้วย?” โจวซูเฟยถามนางกำนัลที่มารายงานอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหู
“ทูลพระสนม เป็เช่นนั้นเพคะ”
เมื่อได้รับการยืนยันโจวซูเฟยก็สะบัดมือไล่นางกำนัลผู้นั้นออกไป พ้นหลังนางกำนัลโจวซูเฟยก็ปาจอกน้ำชาในมือลงพื้น
เพล้ง!
ฝ่าาเป็คนเช่นไรเหตุใดนางจะไม่รู้ ขนาดนางที่เข้าวังมานานถึงเพียงนี้ยังไม่มีโอกาสได้พบเจอครอบครัว ฮ่องเต้ผู้ปรีชาย่อมไม่ปรารถนาให้สนมของตนพบกับตระกูลเก่า
หากมิใช่เพราะนางปีศาจจิ้งจอกผู้นั้นออดอ้อนอยากพบเจอกับครอบครัว ฝ่าาไหนเลยจะต้องออกหน้ายินยอมให้พบกับบิดาและพี่ชายเช่นนี้ “นางปีศาจจิ้งจอกตระกูลเว่ย!”
หลังจากที่ท่านพ่อ พี่ใหญ่และน้องสามจากไป เว่ยซูฮวาก็อารมณ์ดีเป็พิเศษชวนศิษย์พี่ของตนออกมาเดินเล่นที่อุทยานหลวง “ดอกไม้บานงดงามนัก”
“ชวนให้นึกถึงยามเ้าหนีเรียนเย็บปักกับท่านอาจารย์หญิงมาหาพี่เสียจริง” หลี่หยางฮุ่ยยกยิ้มขำยามนึกถึงวัยเยาว์
“ศิษย์พี่แม้ข้าจะหนีวิชาเย็บปักแต่ยามนี้ฝีเข็มของข้างดงามมิเป็รองผู้ใดนะเ้าคะ” เว่ยซูฮวากล่าววาจาโอ้อวดได้ออกมาหน้าตาเฉย
“พี่มิใคร่อยากจะเชื่อนัก” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวอย่างไม่เชื่อถือ ครานั้นก่อนเดินทางลงจากเขาชายหนุ่มก็เคยได้รับผ้าเช็ดหน้าที่นางปักด้วยตนเอง ลายปักนั้นช่างยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบ ทว่าแม้จะเป็เช่นนั้นเขาก็ยังคงเก็บมันเอาไว้ไม่ห่างกาย
เว่ยซูฮวาได้ยินดังนั้นก็เหวี่ยงค้อนอย่างแง่งอน ทั้งสองเดินเข้าไปนั่งยังศาลา นางกำนัลยกขนมของว่างที่เว่ยซูฮวาชอบกินเข้ามามากมาย ศิษย์พี่ของนางช่างรู้ใจ!
“ทูลฝ่าา หลิวเสียนเฟยกับพระสนมท่านอื่น ๆ กำลังมาทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อสือกงกงเข้ามารายงาน เว่ยซูฮวาก็ะโเข้าไปนั่งเกยจนแทบจะนั่งตักศิษย์พี่ของตนในทันที หยิบขนมป้อนให้ศิษย์พี่ใหญ่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เบา “อร่อยหรือไม่เพคะ”
“ยิ่งฮวาเอ๋อร์ป้อนก็ยิ่งอร่อย” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังพอ ๆ กัน
“ฝ่าา” เว่ยซูฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อ
หลี่หยางฮุ่ยหยิบขนมขึ้นป้อนเว่ยซูฮวาเช่นกัน “เป็อย่างไร หากเราป้อนรสดีกว่าเดิมหรือไม่”
เว่ยซูฮวาเคี้ยวขนมจากนั้นก็เอ่ยตอบ “เพคะ ยิ่งฝ่าาป้อนก็ยิ่งรสดีจนหม่อมฉันอยากจะให้ฝ่าาป้อนทุกวันเลยเพคะ”
“ฮ่า ๆ เ้าช่างพูดช่างจา” หลี่หยางฮุ่ยกล่าว เชยคางของนางให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับตน “ดูสิเ้า กินเลอะเป็เด็ก ๆ”
“ตรงไหนหรือเพคะ” เว่ยซูฮวาหยิบผ้าเช็ดหน้ากำลังจะเช็ดขนมที่เลอะอยู่บนใบหน้า ทว่าชายหนุ่มกับจับมือของนางเอาไว้
“เราเช็ดให้เอง” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวแล้วโน้มหน้าประทับริมฝีปากที่มุมปากของหญิงสาวจากนั้นก็เลียเบา ๆ เช็ดขนมที่ติดอยู่ตรงมุมปากนั้น
เว่ยซูฮวาตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ดวงตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึง ใจพลันเต้นผิดจังหวะอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ใบหน้างามแดงเถือกร้อนราวกับจะะเิออกมา
“ถวายพระพรเพคะฝ่าา” เสียงทำความเคารพของหลิวเสียนเฟยและสนมอื่น ๆ ก็ดังขึ้น
หลี่หยางฮุ่ยผละออกจากใบหน้างามอย่างช้า ๆ แววตาขุ่นมัวเล็กน้อยที่มีคนมาขัดจังหวะ ทว่าสำหรับเว่ยซูฮวาเสียงของบรรดานางสนมเ่าั้กลับเข้ามาช่วยให้นางไม่ต้องอยู่ในสภาพมึนงงเช่นเมื่อครู่
“ลุกขึ้น” หลี่หยางฮุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งติดเ็า ไม่คิดจะเอ่ยเชิญชวนให้บรรดาสนมของเขาเข้ามานั่งร่วมวงด้วยแต่อย่างใด
เว่ยซูฮวาตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นทำความเคารพสนมยศสูงกว่านางแล้วนั่งลงข้างกายฮ่องเต้อย่างไม่สนใจสายตาไม่พอใจของบรรดาหญิงงามทั้งหลาย ทั้งยังยกยิ้มอย่างผู้ชนะให้แก่พวกนาง
หลิวเสียนเฟยที่ยศสูงที่สุดไม่เห็นฮ่องเต้เอ่ยเชื้อเชิญก็ให้รู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย ไหนจะรอยยิ้มประหนึ่งผู้ชนะแววตาเย้ยหยันของนางปีศาจจิ้งจอกก็ให้รู้สึกแค้นใจ ทว่าแม้จะแค้นใจเพียงไรใบหน้าก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอ่อนหวาน แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะอาลัยระคนน้อยใจนิด ๆ “เช่นนั้นหม่อมฉันไม่รบกวนเวลาของฝ่าาแล้วเพคะ”
“อืม”
บรรดาหญิงงามที่ได้ยินคำตอบที่แสนจะเ็า แตกต่างจากยามที่พระองค์ตรัสกับเว่ยชงหรงผู้นั้นก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ โกรธแค้นชิงชังเว่ยชงหรงที่โปรยเสน่ห์ใส่ฝ่าาทำให้พระองค์ไม่สนใจพวกนางเช่นนี้
เมื่อพวกนางจากไปแล้ว เว่ยซูฮวาก็ขยับออกห่างจากศิษย์พี่ของตน พลางบอกตัวเองเมื่อครู่นางคงจะตื่นเต้นที่ได้เล่นงิ้วต่อหน้าสนมมากมายเช่นนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ก็เหลือร้าย เห็นนิ่ง ๆ เช่นนี้ยามแสดงงิ้วก็แสดงได้สมจริงยิ่งนัก!
วันนี้เป็วันที่ไทเฮาเสด็จกลับวังหลวง ่บ่ายสนมทุกคนจะต้องไปถวายความเคารพที่ตำหนักฉือหนิงที่พำหนักของไทเฮา ศิษย์พี่ของนางไม่ได้มาค้างที่ตำหนักของนางกว่าหนึ่งอาทิตย์แล้ว สองคืนก่อนที่ไทเฮาจะเสด็จกลับมาศิษย์พี่ได้ไปค้างที่ตำหนักของหวางกุ้ยเฟย
การกระทำของศิษย์พี่นางเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เขา้าให้ไทเฮายังคงเพ่งเล็งไปยังหวางกุ้ยเฟย ให้คิดว่าหวางกุ้ยเฟยเป็คู่แข่งของฮองเฮาที่แท้จริง
เว่ยซูฮวาย่อมรู้ถึงความหวังดีของศิษย์พี่ ทว่านางกลับไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ที่ทำเช่นนี้ นางมิได้กลัวไทเฮาอยู่แล้วยิ่งพระนางเห็นนางเป็คู่แข่งของฮองเฮาก็ยิ่งดีจะได้เคลื่อนไหวให้เร็วขึ้น แต่ก็เอาเถิดลางทีศิษย์พี่อาจจะมีเหตุผลอื่นที่ยังไม่้าให้ไทเฮาเพ่งเล็งมาที่นางอีกกระมัง
เมื่อไปถึงยังตำหนักคุนหนิงนางก็ได้รับสายตาเย้ยหยันจากบรรดาสนมที่คิดว่าฮ่องเต้คงจะเบื่อนางแล้ว และกลับไปหาหวางกุ้ยเฟยสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานอย่างแท้จริง
“สตรีที่มีเพียงรูปโฉมไหนเลยจะพระทัยของฝ่าาได้นาน” เสียงของซุนเจาอี๋ที่เอ่ยกับจูซิวอี๋นั้นดังพอที่จะเข้าหูเว่ยซูฮวา ทว่านางเพียงยกยิ้มดื่มชาอย่างไม่สนใจคนทั้งสอง
“ในเมื่อมาครบแล้วพวกเราก็ไปตำหนักฉือหนิงกันเถิด” ฮองเฮากล่าวใบหน้าเรียบนิ่งทั้งยังมิวายปรายสายตาไปมองหวางกุ้ยเฟย แววตามิพอใจฉายอยู่ในแววตาคู่นั้น แม้จะพยายามปกปิดแต่ก็ไม่อาจเล็ดรอดสายตาของเว่ยซูฮวาไปได้
ดูท่าการที่ศิษย์พี่เลือกป้ายหวางกุ้ยเฟยสองครั้งจะกระตุ้นความไม่พอใจของฮองเฮาเป็อย่างดีกระมัง หึ เชื่อเถิดคืนนี้ศิษย์พี่ก็ยังคงเสด็จตำหนักหวางกุ้ยเฟย
เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักฉือหนิงพวกนางทุกคนก็เข้าไปถวายพระพรไทเฮา ไทเฮาเอ่ยอนุญาตแล้วจับมือฮองเฮาให้นั่งลงข้าง ๆ ตบหลังมือของฮองเฮาเบา ๆ “เรามิอยู่เสียนาน เ้าคงลำบากมิใช่น้อย”
“มิได้ลำบากอันใดเลยเพคะเสด็จแม่” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“เอ๋ นั้นสนมใหม่หรือเหตุใดเราจึงมิเคยเห็นหน้า” ไทเฮากวาดสายตามาหยุดที่เว่ยซูฮวา ใบหน้านั้นงดงามเฉิดฉันกว่าสตรีใดในที่นี้ แม้วังหลวงจะไม่เคยขาดหญิงงาม ทว่าหญิงที่งามถึงเพียงนี้ก็นับว่าหาได้ยากนัก
“เพคะ เสด็จแม่นี่คือเว่ยชงหรงเพิ่งเข้าวังมาไม่นานเพคะ” ฮองเฮากล่าวตอบ นางอยากให้ไทเฮาจัดการสตรีนางนี้นัก แม้จะไม่ได้เกลียดเว่ยชงหรงผู้นี้เท่ากับหวางกุ้ยเฟย ทว่ายามเห็นใบหน้านี้ก็พาให้ขัดหูขัดตานัก
เว่ยซูฮวาย่อกายทำความเคารพไทเฮาอีกครั้ง
“ตระกูลเว่ยหรือ คงจะเป็บุตรสาวของเจิ้งตงต้าเจียงจวินกระมัง เ้าเข้ามาใกล้ ๆ เรา” ไทเฮาตรัสเรียกให้นางขยับเข้าไปใกล้ ๆ เมื่อไปถึงพระนางก็บอกให้เว่ยซูฮวาเงยหน้า “งดงามเป็เอกเสียจริง”
“ขอบพระทัยเพคะ”
แล้วไทเฮาก็ทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด พระนางถอดกำไลหยกขาวมันแพะประทานแก่เว่ยซูฮวา เชิดชูนาง ทั้งยังตรัสถึงตระกูลเว่ยอีกหลายคำ คงมิแคล้วอยากจะดึงนางเป็พวกกระมัง เพราะยามนี้อำนาจของกองทัพมีตระกูลโจวและตระกูลเว่ยที่แข่งขันกันอยู่ แม้โจวซูเฟยจะมิได้สนิทชิดเชื้อกับหวางกุ้ยเฟย แต่บิดาของพวกนางก็ไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง ทั้งโจวซูเฟยก็ไม่เป็ที่โปรดปรานของไทเฮาเท่าใดนัก ยามนี้เมื่อเว่ยซูฮวาตัวแทนของตระกูลเว่ยเข้าวังมา ไทเฮาย่อมไม่พลาดโอกาสดึงนางเป็พวก
แต่ไทเฮาไม่สังเกตสายตาของฮองเฮาเลยหรือไรว่าฮองเฮาก็มิได้ชอบนางไปกว่าหวางกุ้ยเฟยเท่าใดนัก มายามนี้ยังต้องฝืนยิ้มทำดีกับนางเพื่อให้มาเป็พรรคเป็พวกเช่นนี้จะไม่อกแตกตายก่อนหรือ
เพล้ง!
ฮองเฮาปาจอกน้ำชาในมืออย่างโกรธเกรี้ยวเมื่อนางกำนัลมารายงานว่าคืนนี้ฮ่องเต้จุดโคมที่ตำหนักของหวางกุ้ยเฟย
ฝ่าาทำเช่นนี้เท่ากับเป็การหักหน้านางชัด ๆ ยามที่ไทเฮาเพิ่งเสด็จกลับวังเช่นนี้พระองค์ควรเสด็จมาหานางมิใช่เสด็จไปหาหวางกุ้ยเฟยเช่นนั้น!
ฮองเฮาจิกปลายนิ้วเข้ากับขาของตัวเองอย่างอดกลั้น
“ฮองเฮาทรงพระทัยเย็นก่อนเถิดเพคะ หากยังมีโทสะเช่นนี้เกรงว่าพระองค์จะทรงประชวรเอาได้” แม่นมของฮองเฮาก้าวเท้าเข้ามาภายใน ทั้งยังถือยาบำรุงมาถวายฮองเฮา
“ท่านจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไรเ้าค่ะ ข้าเกลียดหวางกุ้ยเฟยเกลียดๆๆ”
“ใจเย็นหน่อยเถิดเพคะ ดื่มยาบำรุงนี้ก่อนเช่นไรหากพระองค์ทรงให้กำเนิดพระโอรส ครานั้นต่อให้หวางกุ้ยเฟยเป็ที่โปรดปรานมากเท่าไหร่ก็มิอาจทำอันใดพระองค์ได้” แม่นมยกถ้วยยาส่งให้ฮองเฮา
“ครานั้นหากข้ามิได้...” ฮองเฮาเอ่ยได้เพียงเท่านี้ก็ราวกับมีก้อนบางอย่างขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“อย่าเสียพระทัยไปเลยเพคะ” แม่นมจับมือของฮองเฮาอย่างปลอบประโลม
เมื่อยามเช้ามาถึงบรรยากาศในการถวายพระพรไทเฮาที่ตำหนักฉือหนิงนับว่ามิสู้ดีนัก ด้วยมีาประสาทระหว่างไทเฮา ฮองเฮากับหวางกุ้ยเฟย มิมีผู้ใดอาจหาญเอ่ยแทรกด้วยกลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปในาของผู้เป็ใหญ่
เว่ยซูฮวาอดที่จะชื่นชมหวางกุ้ยเฟยไม่ได้ แม้ไทเฮากับฮองเฮาจะกล่าวกระทบกระเทียบเท่าไหร่ ใบหน้าของหวางกุ้ยเฟยก็ยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง สตรีที่มีความอดทนเป็เลิศเช่นนี้ ยังคงน่ากลัวกว่าสตรีร้ายกาจที่แสดงออกมาตรง ๆ มากนัก
ค่ำคืนนี้ศิษย์พี่ของนางก็เสด็จไปยังตำหนักโจวซูเฟย
เมื่อถึงยามเข้าถวายพระพรฮองเฮา โจวซูเฟยก็เชิดหน้าขึ้นอย่างทะนงตน ทั้งยังไม่วายหันมาเยาะเย้ยนาง หึ โจวซูเฟยผู้นี้ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง
วันนี้ไทเฮาทรงไม่้าให้บรรดาสนมเข้าเฝ้าดังนั้นเมื่อถวายพระพรฮองเฮาเป็ที่เรียบร้อยแล้วเว่ยซูฮวาก็กลับตำหนักของตนในทันที
“นายหญิง เมื่อครู่โจวซูเฟยทรงให้นางกำนัลนำถุงหอมไปถวายฝ่าาด้วยเพคะ” หวานรั่วเข้ามารายงานผู้เป็นายที่กำลังนอนอ่านหนังสืออย่างเกียจคร้าน
“เช่นนั้นเ้าก็นำถุงหอมที่ข้าปักไว้ไปถวายฝ่าา” เว่ยซูฮวาตาเป็ประกาย หักหน้าโจวซูเฟยสักนิดสักหน่อยก็แล้วกัน แก้เบื่อก็แล้วกัน หึหึ
“ทูลฝ่าา โจวซูเฟยให้นางกำนัลนำถุงหอมมาถวายพ่ะย่ะค่ะ” สือกงกงเข้ามารายงาน
“อืม” หลี่หยางฮุ่ยรับคำไม่เงยหน้าขึ้นมองถุงหอมในมือสือกงกงแม้เพียงนิด
“ทูลฝ่าา เว่ยชงหรงให้นางกำนัลนำถุงหอมมาถวายพ่ะย่ะค่ะ” จวงกงกงเข้ามายืนข้างสือกงกง
หลี่หยางฮุ่ยเงยหน้าขึ้นรับถุงหอมจากจวงกงกง เข้าใจการกระทำของศิษย์น้องในทันที
หึ หากวันนี้ไม่ใช่เพราะ้าหักหน้าโจวซูเฟยเขาคงจะไม่มีโอกาสได้รับถุงหอมนี้เป็แน่
หลี่หยางฮุ่ยปลดถุงหอมที่ใช้อยู่ประจำของตนส่งให้สือกงกงแล้วผูกถุงหอมที่เว่ยซูฮวาเป็ผู้ปักไว้ที่เอว แม้หากเทียบลายปักของนางแล้วจะมิได้งดงามเป็หนึ่ง ทว่าตัวอักษรฮุ่ยกับฮวาก็ทำให้เขาพอใจเป็อย่างยิ่ง
“คืนนี้จุดโคมตำหนักเหลียนฮวา”