
ทันทีที่แผ่นหลังของฮ่องเต้จ้าวิหายลับเข้าไปหลังม่านทองคำ ความเงียบงันในท้องพระโรงไท่เหอก็แตกกระจายกลายเป็เสียงอื้ออึงราวกับผึ้งแตกรัง เหล่าขุนนางที่เคยก้มหน้าสำรวมต่างพากันเงยหน้าขึ้น มองหน้ากันด้วยความฉงนสงสัย บางคนถึงกับเดินเข้ามาสะกิดไหล่เสนาบดีหลี่ที่ยังคงยืนแข็งทื่อเป็หิน
“ท่านเสนาบดีหลี่... นี่มันเื่อันใดกัน? ฝ่าาทรงเห็นรัศมีมงคลในตัวบุตรชายของท่านจริง ๆ หรือ?”
“วาสนาจาก์งั้นรึ? ข้าเห็นแต่คราบเหล้าที่คอเสื้อเขามากกว่านะท่านเสนาบดีหลี่!”
“ค่ายทหารทิศอุดรงั้นหรือ... ท่านแม่ทัพเว่ยเจาเอาจริงรึ? นั่นมันแดนปะาชัด ๆ นะ!”
เสนาบดีหลี่ไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาเ่าั้ ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังของ ‘หลี่เฟิ่งเหลียน’ บุตรชายที่เขาเคยคิดว่าเป็เศษสวะไร้ค่า บัดนี้กลับยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางสายตาดูแคลน รอยยิ้มจาง ๆ ที่ประดับบนใบหน้านั้นดูประหลาด... มันดูเหมือนรอยยิ้มของพยัคฆ์ที่กำลังมองดูฝูงแกะกำลังวิ่งวุ่น
“อาเหลียน... เ้าทำอันใดลงไป?” เสนาบดีหลี่ถามเสียงสั่น “ฝ่าาทรง... ทรงประชวรเพราะเ้างั้นหรือ?”
เฟิ่งเหลียนหันกลับมา ยักคิ้วให้บิดาในชาตินี้อย่างกวนโทสะ “ท่านพ่อ ท่านกล่าวหาข้าอีกแล้วนะ ข้าจะไปทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ ฝ่าาทรงเห็นความดีงามในตัวข้าต่างหากเล่า ท่านควรจะภูมิใจนะที่มีบุตรชายเป็ ‘ผู้มีวาสนาจาก์’ เช่นข้า”
“เ้า!” เสนาบดีหลี่เงื้อมือจะฟาด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นแม่ทัพเว่ยเจาเดินตรงเข้ามา
ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพในชุดเกราะทมิฬบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในโถง เว่ยเจาหยุดยืนตรงหน้าเฟิ่งเหลียน กลิ่นอายเหล็กและเืจาง ๆ จากสนามรบแผ่ออกมาข่มขวัญคนรอบข้าง แต่เฟิ่งเหลียนกลับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางทำหน้าเหมือนได้รับกลิ่นหอมของดอกไม้
“วันรุ่งขึ้น ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ข้าจะไปรับเ้าที่จวนด้วยตัวเอง” เว่ยเจาเอ่ยเสียงเย็น “และอย่าคิดจะหนี เพราะต่อให้เ้ามุดดินหนี ข้าก็จะไปตามขุดเ้าขึ้นมาส่งเข้าค่ายทหารให้ได้”
เฟิ่งเหลียนหัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่ทัพเว่ย ท่านช่างใส่ใจข้ายิ่งนัก ถึงขั้นจะมารับข้าด้วยตัวเองเชียวหรือขอรับ? ข้าซึ้งใจจนอยากจะขอมอบรางวัลให้ท่านเลยขอรับ... สนใจ ‘ยาบำรุงหัวใจ’ หรือไม่ขอรับ? ข้าเห็นท่านจ้องหน้าข้าจนตาเขม็ง ข้าเกรงว่าหัวใจของท่านจะทำงานหนักเกินไป”
เว่ยเจาขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะเป็เส้นตรง “เก็บปากของเ้าไว้ร้องขอชีวิตในค่ายทหารเถิดหลี่เฟิ่งเหลียน!”
พูดจบ แม่ทัพใหญ่ก็สะบัดผ้าคลุมเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เฟิ่งเหลียนมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปพลางพึมพำ ‘อืม... แผ่นหลังช่างกว้างดีจริง ๆ น่าซบให้หายเมื่อยชะมัด’
ระหว่างทางเดินออกจากพระราชวัง เฟิ่งเหลียนแกล้งทำเป็เดินช้า ๆ ปล่อยให้บิดาเดินนำไปไกล ทันใดนั้น ความรู้สึกอุ่นวาบก็เกิดขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยซึ่งส่งตรงมาทางจิต
‘ท่านโสมเทพ! ท่านฟังข้าน้อยอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!’ เสียงของจ้าวิดังขึ้นอย่างร้อนรน
เฟิ่งเหลียนยิ้มกริ่ม ‘ว่าอย่างไรจ้าวิ เ้าหายใแล้วหรือยัง? บัลลังก์ัของเ้ายังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่? ฮ่า ๆ’
‘ท่านโสมเทพพ่ะย่ะค่ะ! อย่าทรงล้อเล่นนักสิพ่ะย่ะค่ะ!’ จ้าวิโอดครวญ ‘ข้าน้อยขอต้องเตือนท่านหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพเว่ยเจาผู้นี้มิใช่คนธรรมดา เขาคือนักรบที่เกิดมาพร้อมกับดาวพิฆาต จิตใจแข็งแกร่งดุจหินผา แม้แต่ข้าน้อยที่เป็ฮ่องเต้ยังข่มเขาไม่ได้เต็มที่เลยนะพ่ะย่ะค่ะ หากท่านเข้าในค่ายทหารของเขา เขาจะปฏิบัติกับท่านเหมือนทหารคนหนึ่งจริง ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ!’
‘แล้วอย่างไรเล่า?’ เฟิ่งเหลียนถามอย่างไม่ยี่หระ ‘ข้าก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง บน์มีแต่คนคอยประคบประหงมข้า ข้าอยากรู้ว่าการโดน ‘ขัดเกลา’ แบบมนุษย์มันเป็อย่างไร อีกอย่าง... จิติญญาของเขาช่างแข็งแกร่งนัก ข้าอยากรู้ว่าถ้าข้าลองแหย่เขาเล่นบ่อย ๆ เขาจะแตกสลายหรือจะยิ่งแกร่งขึ้นกันนะ’
‘ท่านโสมเทพ... ท่านจะเล่นสนุกกับแม่ทัพใหญ่ของแคว้นข้าน้อยไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! ถ้าค่ายทหารของเขาถล่ม แคว้นต้าจ้าวของข้าน้อยจะเหลืออันใดล่ะพ่ะย่ะค่ะ!’
‘ไม่ต้องห่วงหรอกหน่าจ้าวิ... ข้าจะระวังมิให้เขาหัวใจวายตายก่อนเวลาอันควร’ เฟิ่งเหลียนตอบกลับอย่างขี้เล่น ‘อ้อ... แล้วเ้าอย่าลืมส่งอาหารดี ๆ เข้าค่ายทหารให้ข้าด้วยล่ะ ข้าไม่อยากกินรำข้าวเหมือนพวกทหารมนุษย์ในค่ายหรอกนะ’
‘ท่านโสมเทพ!!!’ เสียงจ้าวิหายไปพร้อมกับความอ่อนใจที่ส่งผ่านมาตามคลื่นจิต เฟิ่งเหลียนหัวเราะชอบใจ เดินผิวปากออกจากประตูวังท่ามกลางสายตางุนงงของทหารยาม
เมื่อกลับถึงจวนเสนาบดีหลี่ ข่าวเื่ที่เฟิ่งเหลียนต้องเข้าค่ายทหารทิศอุดรก็แพร่สะพัดไปทั่วจวน ฮูหยินหลี่ถึงกับเป็ลมล้มไปสามรอบ ส่วนบ่าวไพร่ต่างก็พากันจัดข้าวของให้คุณชายสามด้วยน้ำตานองหน้า เพราะคิดว่านี่คือการสั่งลาครั้งสุดท้าย
“อาเหลียน... ลูกแม่... เ้าจะทนได้อย่างไรกัน!” ฮูหยินหลี่ที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเกาะแขนลูกชาย “ที่นั่นมีแต่ทหารป่าเถื่อน อาหารก็หยาบแข็งกระด้าง เ้าไปขอร้องฝ่าาอีกรอบมิได้หรือลูก?”
เฟิ่งเหลียนที่กำลังนั่งเลือก ‘เครื่องประดับ’ ใส่กล่องหยกหันมายิ้มหวาน “ท่านแม่ ท่านกังวลเกินไปแล้ว ข้าไปค่ายทหาร มิได้ไปสนามรบเสียหน่อย อีกอย่าง... ท่านแม่ทัพเว่ยเขาบอกจะดูแลข้าเป็อย่างดี ท่านไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ”
เสนาบดีหลี่เดินเข้ามาในห้อง มองดูสิ่งที่ลูกชายกำลังเก็บของใส่หีบแล้วก็ต้องเส้นเืปูดที่ขมับ “หลี่เฟิ่งเหลียน! นั่นเ้ากำลังทำอันใด! เ้าจะเอาหมอนขนเป็ด ผ้าห่มไหมไปค่ายทหารรึ? แล้วนั่นคือสิ่งใด... ชุดกาน้ำชาหยกขาว? เ้าไปค่ายทหารหรือไปเที่ยวเล่นกันแน่!”
เฟิ่งเหลียนชูถุงผ้าเล็ก ๆ ขึ้นมา “นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดเลยนะขอรับท่านพ่อ... ขนมดอกท้อร้านหลินจี้ ข้าขาดมันไม่ได้แม้แต่วันเดียว!”
“ไอ้ลูกคนนี้!” เสนาบดีหลี่กุมขมับ “เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าแม่ทัพเว่ยเจาเขาเคร่งครัดเพียงใด ระวังเขาจะโยนของพวกนี้ทิ้งั้แ่ทีแรกที่เ้าก้าวเข้าไปในค่ายนะ!”
เฟิ่งเหลียนยิ้มลึกลับ ‘หึ... ลองโยนดูสิ ข้าจะเสกให้ของทุกชิ้นบินกลับมาวางบนหัวเขาเอง’
ในคืนนั้น เฟิ่งเหลียนไม่ได้นอนหลับเหมือนมนุษย์ทั่วไป เขานั่งสมาธิเพื่อรวบรวมไอทิพย์ที่เบาบางในโลกมนุษย์มาควบแน่นเป็ ‘แหวนมิติ’ ขนาดเล็กที่ปลายนิ้ว (ซึ่งมนุษย์มองเห็นเป็เพียงแหวนเงินธรรมดา) เขาจัดแจงยัดฟูกนอนหนา ๆ ขนมรสเลิศ และสุรา์ที่แอบปรุงเองเข้าไปในนั้นจนครบถ้วน
‘ชีวิตในค่ายทหาร... ถ้าไม่มีความสะดวกสบาย ข้าจะอยู่ไปทำไมกันล่ะ’
ยามเหม่า... ท้องฟ้ายังคงเป็สีน้ำเงินเข้ม เสียงไก่ป่ายังไม่ทันขัน เสียงฝีเท้าของม้าศึกก็นำมาซึ่งแรงสั่นะเืถึงหน้าจวนเสนาบดีหลี่
เว่ยเจาในชุดเกราะเบาสำหรับเดินทาง ควบม้าสีดำทมิฬมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวน ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและเ็าดุจน้ำแข็งค้างปี เขาจ้องมองไปยังประตูจวนที่ยังปิดสนิท
“หลี่เฟิ่งเหลียน! ออกมาได้แล้ว!” เสียงะโของแม่ทัพดังกังวานจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินหนีกระเจิง
ครู่ต่อมา ประตูจวนก็เปิดออก เฟิ่งเหลียนเดินออกมาด้วยท่าทางง่วงเหงาหาวนอน เขาสวมชุดสีฟ้าอ่อนที่ดูรุ่มร่ามเกินกว่าจะไปค่ายทหาร ในมือถือพัดจีบเล่มหนึ่งพลางพัดเบา ๆ ทั้งที่อากาศเย็นจัด
“ท่านแม่ทัพ... ท่านมาเช้าเสียจริง ข้ายังไม่ได้กินรังนกมื้อเช้าเลยนะขอรับ” เฟิ่งเหลียนบ่นอุบ
เว่ยเจามองดูหีบไม้ขนาดใหญ่ที่บ่าวไพร่สองคนกำลังแบกตามหลังเฟิ่งเหลียนมา “นั่นคือสิ่งใด?”
“สัมภาระของข้าอย่างไรเล่าขอรับ” เฟิ่งเหลียนตอบหน้าซื่อ “มีแค่เสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไม่กี่ชุด กับของใช้ส่วนตัวเพียงเล็กน้อยเองขอรับ...”
เว่ยเจาลงจากม้า เดินเข้าไปเปิดหีบใบนั้นออก และเขาก็ต้องผงะเมื่อเห็นขวดกระเบื้องเคลือบสีสวยนับสิบใบ ผ้าห่มขนสัตว์หนาเตอะ และแม้กระทั่งกระจกเงาบานใหญ่
“ของพวกนี้... ห้ามนำเข้าค่ายเด็ดขาด!” เว่ยเจาสั่งเสียงเฉียบขาด เขาหยิบขวดเหล้าขวดหนึ่งขึ้นมา ทำท่าจะโยนทิ้ง
ทว่า... ทันทีที่มือของเขาััขวดเหล้า เขากลับรู้สึกเหมือนถูก ‘ไฟช็อต’ เบา ๆ จนต้องชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เว่ยเจาชะงัก จ้องมองขวดเหล้านั้นอย่างประหลาดใจ
“ท่านแม่ทัพ... ของพวกนี้สำคัญต่อขวัญและกำลังใจของข้านัก หากท่านโยนทิ้งไป ข้าอาจจะตรอมใจตายั้แ่วันแรก แล้วท่านจะไปทูลฝ่าาว่าอย่างไรกันล่ะขอรับ?” เฟิ่งเหลียนยิ้มกริ่ม ดวงตาหงส์ทอประกายลึกลับ
เว่ยเจาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความโกรธเขารู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างที่ไม่ธรรมดา “ได้... เ้าอยากแบกไปก็แบกไป แต่จำไว้ว่า... ในค่ายทหารไม่มีบ่าวรับใช้ เ้าต้องเป็คนแบกหีบใบนี้เดินขึ้นเขาไปที่ค่ายด้วยตัวเอง!”
เฟิ่งเหลียนมองดูหีบไม้ใบโต แล้วหันไปมองแม่ทัพใหญ่ “แบกเองงั้นหรือขอรับ? ท่านแม่ทัพช่างล้อเล่นกับข้าเก่งนัก... แต่เอาเถิด ข้าจะลองดู”
เฟิ่งเหลียนเดินเข้าไปใกล้หีบไม้ เขาแสร้งทำเป็ใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อยกมันขึ้น ทหารของเว่ยเจาที่ตามมาต่างพากันหัวเราะเยาะ เพราะหีบใบนั้นหนักอย่างน้อยก็ร้อยจิน (ประมาณ 50 กก.) สำหรับคุณชายอ่อนแอเช่นเขา ไม่มีทางยกมันขึ้นได้แน่
แต่แล้วทุกคนก็ต้องอ้าปากค้าง!
เฟิ่งเหลียนยกหีบใบนั้นขึ้นมาวางบนบ่าได้อย่างง่ายดายราวกับมันทำจากขนนก เขาไม่ได้แสดงสีหน้าเหนื่อยหอบแม้แต่นิดเดียว แถมยังยืนหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ
“แหม... ก็ไม่หนักเท่าไหร่นี่นา... ท่านแม่ทัพ! เราไปกันเลยไหมขอรับ?”
เว่ยเจาหรี่ตาลง มองดูเด็กหนุ่มที่แบกหีบหนักร้อยจินด้วยท่าทางร่าเริง ‘หลี่เฟิ่งเหลียน... เ้าซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่’
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง ผ่านป่าลึกและเทือกเขาที่สลับซับซ้อน เว่ยเจาควบม้านำหน้า คอยชำเลืองมองเฟิ่งเหลียนที่เดินเท้าตามหลังมาตลอดทาง เขาตั้งใจจะเร่งความเร็วเพื่อให้เด็กหนุ่มหมดแรงและยอมแพ้ แต่ไม่ว่าเขาจะเร่งม้าเท่าไหร่ เฟิ่งเหลียนก็ยังคงเดินตามมาด้วยฝีเท้าที่สม่ำเสมอ พัดในมือยังคงสะบัดไปมาอย่างใจเย็น
“หยุดพัก!” เว่ยเจาสั่งเมื่อถึงลำธารกลางป่า
เขาลงจากม้า เดินเข้าไปหาเฟิ่งเหลียนที่กำลังนั่งลงบนก้อนหินและเปิดหีบหยิบขนมออกมากิน “เ้า... ไม่เหนื่อยเลยหรือ?”
เฟิ่งเหลียนเงยหน้าขึ้น ยื่นขนมดอกท้อให้แม่ทัพ “เหนื่อยสิขอรับ... เหนื่อยที่จะต้องเดินตามม้าท่านนี่แหละ เหตุใดท่านมิให้ข้านั่งม้าไปด้วยกันล่ะขอรับ? หลังม้าท่านดูกว้างออกนะ นั่งสองคนน่าจะได้สบาย ๆ เลยนะขอรับ”
เว่ยเจาหน้าตึง “ม้าศึกมิใช่ของเล่นสำหรับคุณชายอย่างเ้า กินเสร็จแล้วก็รีบไปต่อ เราต้องถึงค่ายทหารก่อนตะวันตกดิน”
เฟิ่งเหลียนพยักหน้าพลางเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ ‘หึ... เดี๋ยวถึงค่ายทหารเมื่อไหร่ ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า ‘์บนดิน’ ที่แท้จริงมันเป็อย่างไร’
ในขณะที่เว่ยเจาเดินกลับไปที่ม้า เขากลับรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากพุ่มไม้ไกล ๆ สัญชาตญาณเขาสั่งให้มือจับกระบี่ แต่เมื่อหันไปมองกลับพบเพียงแค่ความว่างเปล่า เขาหารู้ไม่ว่า... นั่นคือ ‘ทหาร์’ ที่มหาเทพส่งมาแอบดูบุตรชาย และพวกเขากำลังจดบันทึกอย่างเคร่งครัดว่า “ท่านโสมเทพกำลังให้ท่าแม่ทัพมนุษย์... เอ๊ย กำลังบำเพ็ญเพียรอย่างหนักด้วยการกินขนมดอกท้อ”