ค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง...หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดที่เขตอุตสาหกรรมจบลง
ภายในศูนย์บัญชาการหลักส่วนลึกสุดของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA บรรยากาศภายในห้องประชุมระดับฉุกเฉิน เต็มไปด้วยความอึมครึมและกดดันอย่างหนักหน่วง เคร่งเครียดยิ่งกว่าทุกการประชุมที่เคยมีมาตลอดทศวรรษ
เ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้บัญชาการจากหลายฐานปฏิบัติการทั่วทุกมุมโลก กำลังเชื่อมต่อสัญญาณเข้าร่วมการประชุมด่วนผ่านระบบโฮโลแกรมพร้อมกันนับสิบชีวิต ร่างจำลองสีฟ้าโปร่งแสงของแต่ละคนนั่งล้อมรอบโต๊ะวงกลม โดยมีจุดศูนย์กลางของห้องเป็ภาพฉายแผนที่โลกสามมิติขนาดมหึมาที่หมุนวนอย่างช้าๆ
ทว่า สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ให้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก...คือบริเวณขั้วโลกเหนือบนแผนที่ ซึ่งบัดนี้กำลังกะพริบวาบเป็แสงสีแดงฉาน แจ้งเตือนสถานะภัยคุกคามระดับสูงสุด
“ผลการวิเคราะห์และถอดรหัสคลื่นความถี่ล่าสุดเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ”
หัวหน้าเ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด “คลื่นพลังงานมิติที่พวกเราตรวจพบหลังจากที่ผู้ถือครองพลังลีซิลนอสทำการกำจัดการ์เลนอส Class 2 ในวันนี้...ไม่ใช่ปรากฏการณ์สะท้อนกลับตามธรรมชาติอย่างที่พวกเราเคยสันนิษฐานไว้ครับ”
ทุกคนในห้องประชุมนั่งเงียบกริบ รอฟังประโยคถัดไปอย่างใจจดใจจ่อ
ก่อนที่ภาพข้อมูลชุดใหม่จะถูกป้อนเข้าสู่แผนที่โฮโลแกรมส่วนกลาง ทันใดนั้น เส้นสายพลังงานสีแดงนับพันๆ สายก็ปรากฏขึ้น มันลากโยงจากจุดเกิดเหตุที่เคยมีการปะทะกับการ์เลนอสทั่วทุกมุมโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา และพุ่งตรงไปรวมกันยังตำแหน่งเพียงหนึ่งเดียว...ใจกลางทวีปน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ
“ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา นับั้แ่พวกมันเริ่มรุกราน….การ์เลนอสทุกตัวที่ถูกพวกเรากำจัดทิ้ง จะอาศัยเสี้ยววินาทีก่อนที่แกนพลังงานจะแหลกสลาย ทำการส่งข้อมูล บางอย่างกลับไปยังจุดศูนย์กลางแห่งนี้มาโดยตลอดครับ”
โรซาเลียขมวดคิ้วมุ่นจนเป็ปม แววตาสีม่วงฉายความเครียดจัด “...เหมือนระบบเครือข่ายรวบรวมข้อมูลอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ครับท่าน” นักวิจัยหนุ่มพยักหน้า
คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้อุณหภูมิในห้องประชุมลดฮวบ ทุกคนรู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง
เพราะนั่นหมายความว่า...ตลอดระยะเวลาที่มนุษยชาติคิดว่าตนเองกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตายกับฝูงสัตว์ประหลาดไร้สติปัญญา แท้จริงแล้ว พวกมันอาจเป็เพียงแค่เครื่องมือเก็บข้อมูล ของใครบางคน หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบางอย่าง ที่เฝ้ามอง สังเกตการณ์ และเรียนรู้จุดอ่อนของมนุษย์อยู่ตลอดเวลาจากเงามืด!
“...”
กัปตันแบล็คเบิร์ด ผู้นำสูงสุดแห่งหน่วย Vanguard กำหมัดที่วางอยู่บนโต๊ะแน่นจนข้อต่อขาวซีด “แล้วสถานการณ์ในตอนนี้ล่ะ? จุดศูนย์กลางนั่นเกิดอะไรขึ้น”
เ้าหน้าที่วิจัยกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะตอบออกมาด้วยเสียงแ่เบาราวกับกลัวว่าสิ่งนั้นจะล่วงรู้
“...มันกำลังตื่นขึ้นครับ”
สิ้นคำพูด ภาพสัญญาณภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงก็ถูกฉายตัดขึ้นกลางอากาศ
บริเวณใจกลางดินแดนทุ่งน้ำแข็งขั้วโลกเหนืออันเงียบเหงาและเวิ้งว้าง บัดนี้ พื้นผิวน้ำแข็งกำลังแตกแยกออก รอยแยกมิติสีดำสนิทขนาดมหึมากำลังค่อยๆ ปริแตกและเปิดอ้าออกอย่างเชื่องช้า...ช้าๆ... ราวกับเปลือกตาของปีศาจร้ายาที่กำลังลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน
ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ไม่มีใครกล้าปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา เพราะทุกคนต่างััได้ถึงกลิ่นอายของลางร้าย...ลางร้ายที่บ่งบอกว่ามหันตภัยที่กำลังจะก้าวข้ามรอยแยกนั้นมาเป็บางสิ่ง ที่น่าสะพรึงกลัวและทรงพลังยิ่งกว่าการ์เลนอสทุกตัวที่พวกเขาเคยพบเจอรวมกันเสียอีก
ในขณะเดียวกัน...ท่ามกลางความตึงเครียดของเหล่าผู้บริหาร
ภายในห้องพักส่วนตัวที่เงียบสงบของริน เด็กสาวผมแดงกำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงริมหน้าต่างกระจกใสบานกว้าง ทอดสายตามองดูแสงไฟกะพริบจากโครงสร้างป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ที่ส่องสว่างตัดกับความมืดมิดของผืนฟ้ายามราตรี
ร่างกายของเธอยังคงปวดระบมไปทุกสัดส่วน กล้ามเนื้อตึงเครียดจากแรงกระแทกในการใช้พลังงานระดับสูงในภารกิจ่บ่าย ทว่าลึกลงไปในหัวใจของเธอ...มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
วันนี้เป็ครั้งแรก...ที่สองมือของเธอสามารถปกป้องและช่วยชีวิตผู้คนเอาไว้ได้จริงๆ
ไม่ใช่การฝึกซ้อมกับหุ่นจำลอง ไม่ใช่การจำลองสถานการณ์ในห้องระบบปิด แต่เป็ชีวิตจริง เืเนื้อจริงๆ และลมหายใจของผู้คนนับร้อยที่รอดตายเพราะการตัดสินใจของเธอ
“...ฉันทำได้จริงๆ ด้วย”
รินพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่เธอจะค่อยๆ แบฝ่ามือขวาของตนเองออก เพ่งสมาธิเพียงเล็กน้อย เปลวไฟสีแดงทองขนาดเล็กจิ๋วก็จุดติดและลุกโชนขึ้นเหนือปลายนิ้วชี้ เปล่งแสงอบอุ่นสว่างไสว
นี่คือ Evolution Weapon Level 1 พลังลึกลับแห่งผู้สืบทอดลีซิลนอสและตอนนี้ มันกำลังหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับจิติญญาของเธอ
แต่แล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นเอง
ติ๊ด!
ระบบสื่อสารส่วนตัวบนสมาร์ตวอตช์ที่ข้อมือของเธอก็ส่งเสียงแจ้งเตือนจังหวะสั้นๆ หน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กเด้งขึ้นมาตรงหน้า แสดงชื่อผู้ส่งข้อความใหม่ที่ทำให้ดวงตาของรินเบิกกว้าง
ผู้ส่ง : โรเชลล์
รินแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอรีบใช้นิ้วกดเปิดอ่านข้อความนั้นทันทีด้วยความตื่นเต้น ภาพเซลฟีของเด็กสาวผมทองใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เื้ัของภาพคือห้องนอนที่คุ้นตาในบ้านพัก ณ มหานครโครเนแซนเดรีย พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่แนบมาด้วย:
"ถึงบ้านแล้วนะ! พ่อกับแม่ใใหญ่เลยที่ฉันหายไปตั้งหลายวันคราวนั้น...แล้วก็... ขอบคุณนะริน ถ้าวันนั้นไม่มีเธอ ฉันคงไม่ได้กลับมานอนเตียงนุ่มๆ ที่บ้านอีกแล้ว"
รินหลุดยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี ความหนักอึ้งและความเหนื่อยล้าจากการรบปลิวหายไปเป็ปลิดทิ้ง เธอรีบใช้นิ้วรัวแป้นพิมพ์โฮโลแกรมตอบกลับไปทันที
"พักผ่อนเยอะๆล่ะ ยัยคุณหนู แล้วก็อย่าไปหาเื่ซนสร้างความเดือดร้อนที่โรงเรียนอีกล่ะ!"
ไม่ถึงสามวินาที ข้อความตอบกลับก็เด้งสวนขึ้นมาแทบจะทันทีทันใด ราวกับอีกฝั่งจ้องหน้าจอรออยู่แล้ว
"ยัยบ้า! ฉันไม่ได้สร้างเื่สักหน่อย ยัยเพื่อนบ๊อง!"
เสียงหัวเราะคิกคักของรินดังขึ้นเบาๆ ในห้องพักที่เงียบเหงา มันเป็เสียงหัวเราะแห่งความสุขที่ขาดหายไปนานนับั้แ่เธอตื่นขึ้นมาในองค์กรแห่งนี้ การได้รับรู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอยังคงใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีความสุขดี คือรางวัลที่ดีที่สุดสำหรับความพยายามทั้งหมดของเธอในวันนี้
ทว่า ในขณะที่เด็กสาวทั้งสองคนกำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสบายใจและไร้เดียงสานั้น
ณ สถานที่อันลึกลับอีกแห่งหนึ่งบนโลก... สถานที่ซึ่งถูกลบเลือนและไม่เคยปรากฏระบุพิกัดอยู่บนแผนที่ดาวเทียมดวงใด
ภายในโถงวิหารหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ทว่ากลับตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ชายหนุ่มเรือนผมสีขาวในชุดคลุมยาวกรอมเท้ากำลังยืนกอดอกอยู่อย่างเงียบงันเบื้องหน้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผิวน้ำเป็สีดำสนิทราวกับน้ำหมึก
ั์ตาของเขาที่เคยเป็สีน้ำเงินเข้ม บัดนี้กลับทรงอำนาจและเยียบเย็น สายตาคู่นั้นกำลังจับจ้องลงไปยังภาพเงาที่กำลังสะท้อนไหววูบอยู่บนผิวน้ำสีดำ
ภาพที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั้น...ไม่ใช่ใบหน้าของริน อาซากิ ไม่ใช่ใบหน้าของผู้การโรซาเลีย และไม่ใช่แผนผังโครงสร้างขององค์กร V.I.F.
แต่สิ่งประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าเขา คือภาพรอยยิ้มของเด็กสาวผมทอง...โรเชลล์...เด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่กำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงนอนของตนเองอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
รอยยิ้มแสยะอันแสนประหลาดและชวนขนลุก ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มผมขาว
“...ในที่สุด ก็ค้นพบตำแหน่งที่ซ่อนเสียที”
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังแ่เบาสะท้อนก้องไปทั่วโถงวิหาร เื้ัร่างของสตีฟ บริเวณเงามืดตรงมุมห้อง กลุ่มก้อนพลังงานสีดำมหึมาและบิดเบี้ยวผิดรูปทรงกำลังค่อยๆ ขยับตัวสั่นไหว ราวกับว่ามันมีชีวิตและกำลังน้อมรับฟังคำบัญชาของเขา
“ภาชนะอาจจะยังไม่สมบูรณ์พร้อม...” สตีฟพึมพำพลางยื่นมือออกไปลูบไล้ผิวน้ำที่ฉายภาพของโรเชลล์เบาๆ “...แต่ฉันสามารถบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างลงไปในจิติญญาของหล่อนได้”
ดวงตาสีทองของเขาทวีประกายเจิดจ้าและน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น ขณะที่สายตายังคงจดจ้องภาพของเด็กสาวผมทองราวกับหมาป่าจ้องมองลูกแกะ
“...รออีกเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น” “...แล้วพวกเรา...จะได้พบกันอย่างเป็ทางการ”
ฟู่มมม..!!
ทันใดนั้น คลื่นพลังงานสีดำทมิฬอันหนาแน่นก็ะเิแผ่กระจายพวยพุ่งออกจากร่างของสตีฟ แรงกดดันมหาศาลนั้นรุนแรงเสียจนทำให้โครงสร้างวิหารหินอ่อนทั้งหลังสั่นะเืเลื่อนลั่น ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน
ในขณะเดียวกันนั้นเอง บนท้องฟ้าเหนือทุ่งน้ำแข็งขั้วโลกเหนืออันไกลโพ้น...รอยแยกมิติสีฟ้าขนาดมหึมาก็เกิดการสั่นพ้องรับกับพลังงานนั้น มันกำลังค่อยๆ ฉีกกระชากขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่ขึ้น...กว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับฝีมือของสิ่งมีชีวิตขนาดั์ไร้รูปร่างที่กำลังพยายามแหวกม่านแห่งความเป็จริงเพื่อก้าวข้ามมายังโลกมนุษย์
และในการรุกรานครั้งนี้...ทิศทางและเป้าหมายแรกของพวกมัน อาจไม่ใช่การบดขยี้ป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ไม่ใช่การสังหาร ริน อาซากิ ผู้ถือครองพลังลีซิลนอส
แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ...โรเชลล์
เด็กสาวธรรมดาผู้กำลังยิ้มให้กับหน้าจอโทรศัพท์ โดยที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย...ว่าบัดนี้ ตนเองกำลังตกเป็เป้าหมายสูงสุด และกำลังถูกบางสิ่ง จากห้วงลึกนอกมิติโลก เฝ้าจดจ้องรอคอยเวลาที่เธอจะนำพาโลกเข้าสู่การพิพากษา
[จบตอนที่ 16: สัญญาณจากแดนเหนือ]