ณ โรงเรียนเชจุฬาลักษณ์
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนโยนสาดส่องลงมาจากท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆบดบัง บริเวณลานหน้าเสาธงเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเหล่านักเรียนเก่าและใหม่
เมื่อเสียงสัญญาณดังขึ้นออดดังขึ้น บ่งบอกเวลา7:50น. เหล่าทุกคนต่างหยุดบทสนทนาแล้วมุ่งหน้าไปรวมตัวกันหน้าเสาธงตามกิจวัตรประจำวัน ยืนเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ หลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลงทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นอาคารเรียน
การเรียนในคาบเช้าก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นภายในห้องเรียน เพื่อนๆหลายคนยังคงให้ความสนใจกับนักเรียนใหม่อย่างแนนโน๊ะบ้างก็เดินเข้ามาทักทาย บ้างก็ชวนคุย ชวนหัวเราะราวกับเธอเป็ศูนย์กลางของห้องเรียนโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่กลับไม่มีใครพูดถึงริวนักเรียนใหม่อีกคนที่มาในวันเดียวกันเลยแม้แต่คนเดียว
ริวที่นั่งอยู่โต๊ะประจำที่ด้านหลังสุดเขายังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างเงียบๆราวกับโลกทั้งใบถูกตัดออกไปเหลือเพียงเขากับหน้ากระดาษของหนังสือเล่มนั้น และนี่เป็วันที่สองแล้ว ที่เขาเรียนอยู่ที่นี่และเขายังคงเป็เหมือนเดิม ไม่สุงสิง เขาเคยชินกับการไม่มีตัวตนแบบนี้ การถูกมองข้ามดูจะเื่ปกติสำหรับเขา จนกระทั่งถึงชั่วโมงเรียนสุดท้ายของคาบเช้า เป็ชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์
“ริว มาหาครูที่โต๊ะหน่อย” เสียงของครูสุรชัย ครูประจำวิชาคณิตศาสตร์ดังขึ้น ทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ สายตาหลายคู่เหลือบมองมาทางด้านหลังห้องก่อนจะเบนกลับไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่ได้สนใจจริงจัง
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปยังโต๊ะครูที่อยู่หน้าห้องอย่างเงียบๆด้วยท่าทางสุภาพครูสุรชัยมองนักเรียนชายตรงหน้าด้วยแววตาเป็ห่วงก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ครูซักถามเื่การย้ายมาเรียนที่นี่ และเื่การปรับตัวว่ามันยากไหม…เป็เพียงคำตอบธรรมดาที่ครูทั่วไปจะถามนักเรียน
ริวตอบทุกคำอย่างสั้น กระชับและไม่เปิดเผยเกินจำเป็ จนเมื่อครูถามถึงครอบครัว ทำให้ริวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบขึ้นเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“พ่อแม่ของผมเสียไป… ั้แ่ผมยังเป็เด็กครับ”
คำตอบนั้น ทำให่ครูสุรชัยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ และถามต่ออย่างระมัดระวังว่า เกิดเื่อะไรขึ้นกับครอบครัวของเขาริวลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“พวกเขา… เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้โรงละคร”
ริวพูดเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายต่อ เพราะความรู้สึกเศร้าที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปอย่างไม่ทันตั้งตัวมันยังฝังอยู่ลึกๆในใจ แต่การพูดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ครูสุรชัยจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
“ถ้าอย่างงั้นดูแลตัวเองดีๆนะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาคุยกับครูได้ตลอดเลย”
ริวพยักหน้ารับ “ครับ”
สิ้นสุดบทสนทนา ริวก็เดินกลับไปยังโต๊ะประจำไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็สัญญาณพักเที่ยงครูสุรชัยปล่อยนักเรียนออกจากห้อง ทุกคนลุกขึ้นเก็บของ และพูดคุยกันอย่างครึกครื้นแต่ริวยังตงนั่งนิ่งอยู่กัขบที่ เขารอให้เพื่อนๆออกไปจากห้องก่อน แล้วค่อยเก็บหนังสือลงกระเป๋าจากนั้นเดินออกจากห้องไป
ณ โรงอาหาร
เวลา11:38 น.
่พักกลางวันโรงอาหารของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์เต็มไปด้วยนักเรียน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและเสียงถาดกระทบกันดังระงมจนแทบกลบทุกอย่าง ริวเดินเข้ามามองแถวคิวซื้อข้าวที่ยาวเหยียด ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขาไม่อยากเสียเวลายืนรอและไม่อยากอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนเยอะๆเท่าไหร่
สุดท้ายเขาจึงเลือกเดินไปที่สหกรณ์ของโรงเรียนซื้อขนมปังกับน้ำเปล่ามากินแทน มันไม่ใช่มื้อที่อร่อยนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับเขา
หลังจากกินเสร็จ ริวก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อระหว่างรอเรียน่บ่าย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวก่อนที่เขาจะเปลี่ยนทิศทางการเดิน มุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกับเมื่อวาน
ณ ห้องสมุด
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ลมเย็นจากพัดลมเพดานพัดเข้าหน้าเขาเต็มๆแตกต่างจากความอึกทึกด้านนอกอย่างสิ้นเชิง วันนี้ห้องสมุดไม่เงียบเหมือนตอนเลิกเรียนเมื่อวานนักเรียนหลายคนนั่งจับกลุ่มอ่านหนังสือ บางคนใส่หูฟัง บางคนก้มหน้าจดโน้ตบรรยากาศดูมีชีวิตชีวา แต่ก็ยังคงความสงบในแบบของมัน
ริวเดินเข้าไป แล้ววางกระเป๋าลงบนที่โต๊ะตัวเดิมราวกับมันกลายเป็ที่นั่งประจำของเขาไปแล้ว จากนั้น เขาเดินไปยังโซนหนังสือนิยาย ซึ่งเต็มไปด้วยเื่ราวตำนานและความเชื่อเหนือธรรมชาติสายตาของเขาไล่มองสันหนังสือที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะสุ่มหยิบเล่มหนึ่งออกมา โดยไม่ได้มองชื่อบนปกแล้วกลับมาที่โต๊ะ พร้อมหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เชื่อมต่อไวไฟของโรงเรียน แล้วเปิดเพลงฟังเบาๆขณะที่กำลังเริ่มอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์
แต่เมื่อมองดูที่ปก บุตรสาวของซาตานแม้ชื่อปกจะเป็แบบนั้น แต่เนื้อหาด้านในกลับไม่ได้กล่าวถึงที่ไปที่มาของเธออย่างแน่ชัดเพียงอธิบายไว้ว่า ตัวเธอนั้นไม่อาจทนเห็นมนุษย์บางคนที่กระทำความผิดไว้มากมายแต่กลับยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่เคยทำกรรมมาก่อน เธอจึงตัดสินใจขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อเป็ผู้ลงโทษคนชั่วเ่าั้ด้วยตัวเอง
ริวอ่านต่อไปได้ไม่กี่บรรทัด คิ้วของเขาก็เริ่มขมวดเข้าหากันเขาจึงหยุดอ่าน ก่อนจะปิดหนังสือลงอ่สนชื่อปกอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่ามันย้อนแย้ง ทั้งๆที่ซาตานคือสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายแต่ลูกสาวกลับทำในสิ่งที่ดูเหมือน ความยุติธรรม
ทำไมสิ่งที่เกิดจากความชั่วร้าย ถึงได้ลงมือทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็ความดีด้วยล่ะ…ริวคิดในใจแต่ยังไม่ทันที่ความคิดนั้นยังไม่ทันจะชัดเจน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
“ บางที… สิ่งที่ลูกสาวของซาตานคนนั้นใช้ลงโทษผู้คนก็อาจจะไม่ใช่เื่ดีเสมอไปก็ได้นะคะ”
ริวสะดุ้งเล็กน้อยเขารีบเอื้อมมือไปกดปิดเพลงจากโทรศัพท์ แล้วเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมมองเขาด้วยรอยยิ้มใสๆเหมือนดั่งเช่นเคย เมื่อเห็นแบบนั้นแลว เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วแนนโน๊ะจึงถามขึ้นอีกครั้ง
“ริวชอบอ่านนิยายแนวนี้เหรอคะ”
ริวหลบสายตาเธอ ก่อนจะก้มลงมองหน้าปกหนังสือในมือ“เปล่าครับ ผมแค่ไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาหนังสือมาอ่านเล่นน่ะครับ”
แนนโน๊ะยิ้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วถามต่อด้วยเสียงที่เบาลง“แล้วริว… เชื่อว่ามันเป็ความจริงไหมคะ”
ริวส่ายหน้าเบาๆ แล้วแทบจะทันที “จะจริงได้ยังไงล่ะครับมันก็แค่นิยายที่คนเขียนขึ้น”
“เหตุผลก็ฟังดูดีนะคะ”แนนโน๊ะตอบ สีหน้ายังคงเรียบง่าย
“ผมก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะเป็เื่จริงไงครับ”
แนนโน๊ะไม่ได้ตอบอะไรในทันที เธอเพียงยิ้มเป็รอยยิ้มที่ดูไม่ต่างจากเดิม แต่แล้วสายตาของเธอก็เลื่อนผ่านหนังสือในมือของริวก่อนจะเงยขึ้นเล็กน้อย ราวกับนึกถึงบางอย่าง
ทันใดนั้นภาพในตอนเช้าผุดขึ้นมาในหัวของเธอตอนที่ครูสุรชัยเรียกริวไปคุยหน้าห้อง แม้โต๊ะประจำของเธอจะอยู่ห่างจากโต๊ะของครูมากอีกทั้งเสียงพูดคุยของเพื่อนๆจะดังกลบแทบทุกอย่างแต่แนนโน๊ะกลับได้ยินบทสนทนานั้นชัดเจนทุกคำ เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“แนนโน๊ะได้ยินว่า พ่อแม่ริวเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้เหรอค่ะ”
ประโยคนั้นทำให้ริวนิ่งไป แต่มือที่จับหนังสือแน่นขึ้นเขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เพราะไม่อยากให้เธอเห็นสีหน้าของตัวเองในตอนนี้ แต่ก็ยังตอบออกมาเสียงเบา
“ครับ…”
“น่าสงสารจังนะคะ ชีวิตริวเนี่ย…”น้ำเสียงของแนนโน๊ะเรียบเฉยแต่รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้ากลับดูแปลกตาเกินกว่าจะเรียกว่าความเห็นใจธรรมดาก่อนจะถามต่อ “แล้ว… อะไรที่ทำให้ริวอยากมาเรียนที่โรงเรียนนี้ล่ะคะ”
ริวไม่ตอบ เขาก้มมองหนังสือในมือไม่ใช่เพราะจะอ่านต่อ แต่เพราะไม่อยากอธิบายเื่นี้ให้ใครฟัง เื่บางเื่ มันควรถูกเก็บไว้คนเดียวทันใดนั้น แนนโน๊ะก็เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบาๆ ัันั้นไม่ได้แรงแต่กลับทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย
“ไม่เป็ไรนะคะริว แนนโน๊ะไม่บอกใครหรอกค่ะ”
เมื่อพูดจบ แนนโน๊ะก็ยิ้มให้ ด้วยรอยยิ้มใสๆและดูอ่อนโยนไปในเวลาเดียวกันและนั่นเอง ทำให้ริวใจอ่อนลง เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปกติ
“ผมคิดว่า… เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มันต้องมีคนอยู่เื้ัและพวกเขาก็น่าจะทำงานอยู่ในโรงเรียนนี้ครับ”
แนนโน๊ะเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกาย “หืม..อะไรทำให้ริวคิดแบบนั้นล่ะคะ”
“ก็เพราะ… เบาะแสหลายอย่างครับแล้วผมก็ไปเห็นว่าตำรวจได้รับเงินให้ปิดคดีอีก เลยทำให้… เหตุการณ์ทั้งหมดถูกสรุปว่าเป็แค่อุบัติเหตุครับ”
แนนโน๊ะทำหน้าเหมือนใเล็กน้อย “จ่ายเงินเพื่อปิดคดี…ดูแย่มากเลยนะคะ”
“ครับ นั่นทำให้หลายปีที่ผ่านมา ผมทุ่มเทกับตัวเองไปมากเพื่อสอบชิงทุนมาเรียนที่นี่”
“แต่… เบาะแสที่ริวได้มามันเจาะจงได้หรือยังคะ ว่าคนที่ให้สินบนกับตำรวจเป็ใคร…”
ริวส่ายหน้าเบาๆ “คุณไม่จำเป็ต้องรู้อะไรมากหรอกครับ”
คำตอบนั้นทำให้แนนโน๊ะถอนหายใจเบาๆ เธอยกมือขึ้นท้าวคางสีหน้าดูเหมือนเบื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองหนังสือในมือของริว
“ถ้าลูกสาวของซาตานในหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริงริวอยากให้เธอลงโทษคนพวกนั้นยังไงเหรอคะ”
ริวปิดหนังสือทันที ที่ได้ยินประโยคนั้น มุมปากของเขายกยิ้มบางๆแต่รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขแม้แต่น้อย
“ไม่มีหรอกครับ” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน “มีแค่ผมเท่านั้น…”
คำตอบนั้น ทำให้แนนโน๊ะนิ่งไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังคงอยู่แต่ดวงตากลับดูว่างเปล่าอย่างประหลาด
ไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้นเป็สัญญาณของคาบเรียน่บ่าย นักเรียนในห้องสมุดต่างลุกขึ้นเก็บของ และเดินออกไป ริวกับแนนโน๊ะก็เดินออกไปพร้อมกัน เคียงข้างกันโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก
ทั้งสองเดินไปตามทางเดินยาวของอาคารเรียนเพื่อกลับไปยังห้องเรียนตามปกติ ระหว่างทาง สายตาของนักเรียนที่เดินสวนกันไปมาต่างหันมามองแนนโน๊ะเป็จุดเดียวกัน แววตาเ่าั้เต็มไปด้วยความสนใจั้แ่รูปร่าง หน้าตาของเธอ แต่กลับมองข้ามหัวริวที่เดินอยู่ข้างๆอย่างกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
เมื่อมาถึงหน้าห้องเรียนริวเป็คนเปิดประตู ก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับแนนโน๊ะทั้งสองแยกย้ายกันไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเองตามปกติ และนั่นเองที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ครั้งนี้ สายตาหลายคู่กลับหันมามองริวแทน ไม่ใช่เพราะเขาทำอะไรโดดเด่น แต่เพราะเขาดูสนิทกับแนนโน๊ะมาก
ตลอด่คาบบ่ายมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเดินเข้ามาคุยกับเขา ทั้งถามคำถามเล็กๆน้อยๆ บ้างก็ชวนคุยเื่ไร้สาระบ้างริวตอบกลับไปตามมารยาท แม้จะยังไม่คุ้นชินกับการเป็จุดสนใจนัก
เวลาค่อยๆล่วงเลยไป แสงแดดด้านนอกเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวจ้าเป็สีเหลืองนวลก่อนจะไล่ระดับเป็สีส้มอ่อนของยามบ่ายแก่ สายลมเย็นพัดเข้ามาผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เส้นผมสีดำยาวประบ่าของแนนโน๊ะพริ้วไสวเบาๆ ขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออยู่เงาของแสงแดดทาบลงบนโต๊ะเรียน ทำให้ภาพตรงหน้าดูสงบอย่างประหลาด
ทันใดนั้นเอง นักเรียนชายคนหนึ่งชื่อ ปาร์คก็เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของริว เขาลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆ มานั่งลงตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนสงสัย
“นี่นาย… รู้อะไรมั้ย”
ริวเงยหน้าขึ้นจากสมุด ก่อนจะตอบเรียบๆ “ครับ”
ปาร์คขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดมือข้างหนึ่งยกขึ้นป้องข้างปาก ราวกับกำลังกระซิบ “ก็แนนโน๊ะไงเธอเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่วัน แต่ได้รับความสนใจไปทั่วโรงเรียนเลยนะ”
ริวเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าฉายความแปลกใจ “ครับ…ก็… ฟังดูมหัศจรรย์ดีนะครับ”
ปาร์คถอนหายใจยาว “เฮ้อ…ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายถึงว่า ทำไมนายถึงได้ไปเดินข้างๆเธอได้ล่ะ”
ริวตอบอย่างซื่อๆ “ผมก็เดินปกตินะครับหรือ… ที่นี่เขามีกฎไม่ให้เดินใกล้กันเหรอครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ปาร์คยกมือกุมหัวตัวเองเล็กน้อย“โอ๊ย… นายไปอยู่ไหนมา ถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้วะเนี่ย”
“ผมอยู่ที่สถานสงเคราะห์ประมาณสิบกว่าปี…ทำไมเหรอครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ปาร์คถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง “เออๆ ไม่มีไรหรอกงั้นก็…ขอให้โชคดีแล้วกัน”
จากนั้น เขาลุกขึ้นแล้วลากเก้าอี้กลับไปไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเองโดยไม่พูดอะไรต่อ ชั่วโมงเรียนยังคงดำเนินไปอย่างปกติ จนกระทั่งเสียงออดก็ดังขึ้นในเวลา 15:30 น. เป็สัญญาณว่าคาบสุดท้ายของวันสิ้นสุดลงแล้ว หัวหน้าห้องสั่งทำความเคารพนักเรียนทุกคนลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ก่อนที่ครูประจำวิชาจะเดินออกจากห้องไป เสียงเก้าอี้และบทสนทนาก็ดังขึ้นพร้อมกันนักเรียนต่างรีบเก็บของแล้วทยอยเดินออกจากห้อง
ระหว่างเดินไปตามทางเดิน ริวคิดครู่หนึ่งวันนี้ยังไม่ค่ำนัก เขายังไม่อยากกลับห้องเร็วเกินไป สุดท้ายเขาจึงเลี้ยวออกจากทางหลัก มุ่งหน้าไปยังห้องสมุดของโรงเรียนอีกครั้ง ริวเดินเลี้ยวออกจากทางเดินหลักเสียงพูดคุยของนักเรียนค่อยๆเบาลง
ณ ห้องสมุด
ภายในเงียบกว่า่กลางวันมากโต๊ะอ่านหนังสือว่างเปล่าไม่มีนักเรียนอีกเช่นเคยมีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้าๆ ส่งเสียงเบาๆอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็น่าจะเป็ปกติของโรงเรียนนี้ที่ตอนเลิกเรียนจะไม่มีนักเรียนมาห้องสมุด
ริวเดินไปยังชั้นหนังสือเดิมมือเรียวยาวเอื้อมแล้วไปหยิบเอาหนังสือนิยายเล่นเก่า ที่เคยอ่านเมื่อก่อนหน้านี้มาจากนั้นเดินไปนั่งลงที่มุมห้อง วางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้ แล้วเปิดเชื่อมไวฟายเปิดเพลงเบาๆและอ่านต่อจากหน้าที่ค้างไว้
เขาเลื่อนสายตาอ่านต่อไปเรื่อยๆเื่ราวเริ่มพูดถึงบุตรของซาตานผู้นั้น ที่เธอจะมาพร้อมกับพลังที่เหนือธรรมชาติ แต่ทว่าพลังนั้นจะอ่อนแอลง ก็ต่อเมื่อเธอมีความรู้สึกตุ่์ แต่เนื้อหานั้นทำให้ริวรู้สึกแปลใจเล็กน้อยทั้งๆที่พลังเหนือธรรมชาติของเธอ มันควรจะแข็งแกร่ง แต่ทำไมถึงอ่อนแอลงได้กับแค่การมีความรู้สึกตุ่์
แล้วความรู้สึกที่ว่า มันคืออะไรเหรอครับ…
ริวยังคงเปิดอ่านต่อไปเรื่อยๆ สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาจากหน้าต่างทำให้รู้สึกเย็นนิดๆ หนังตาของเขาหนักขึ้นทีละน้อยเสียงเพลงกลายเป็เพียงจังหวะกล่อมให้สติค่อยๆเลือนหาย ก่อนที่เขาจะรู้ตัวอีกครั้งทุกอย่างก็มืดลง และในที่สุดเขาก็เผลอหลับไป
ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ริวสะดุ้งตื่นขึ้นมา เห็นว่าห้องสมุดมืดสนิทมีเพียงไฟทางเดินด้านนอกที่ส่องลอดกระจกเข้ามาเป็ลำแสงยาวท้องฟ้านอกหน้าต่างกลายเป็สีดำสนิท เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู แต่หน้าจอไม่ติด
ริวถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ…แบตหมดแล้วเหรอครับ” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันมองไปรอบๆก็ไม่พบใคร
จากนั้น ริวลุกขึ้นเก็บหนังสือใส่ชั้นตามเดิมแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องสมุด เสียงฝีเท้าของตัวเองดังก้อง ในทางเดินที่ว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่งของอาคารเสียงร้องไห้แ่ๆแต่ยาวนาน ตามมาด้วยเสียง ปึง!ราวกับของแข็งกระแทกกับอะไรบางอย่าง ริวชะงักเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาควรเดินต่อหรือเดินไปหาต้นเสียงนั้น แต่ก่อนที่สมองจะตัดสินใจได้ร่างกายกลับเคลื่อนไหวไปแล้ว
ริวค่อยๆเดินตามเสียงนั้นไปอย่างระมัดระวังด้านหลังของอาคารเรียนที่แทบไม่มีใครใช้ใน่กลางคืน ยิ่งเข้าใกล้เสียงร้องก็ยิ่งชัด และเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนคนเดียว เขาหยุดอยู่หน้าห้องเก็บของห้องหนึ่งประตูแง้มไว้เล็กน้อย แสงไฟสีขาวสลัวๆลอดออกมา
เขาก้มลงชะโงกหน้ามองผ่านช่องว่างอย่างเงียบงัน ภาพตรงหน้าทำให้เืในกายเขาเย็นเฉียบ มาเบล ลิตา และเกรซสามสาวยืนล้อมนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่นอนคุกเข่าอยู่กับพื้น เสื้อผ้าเปื้อนเืร่างกายเต็มไปด้วยาแ
“ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเงินที่ยืมไปไม่ได้ใช้คืน… ก็ต้องใช้ชีวิตแกแทนไง”
หนึ่งในนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และที่ด้านข้างมีนักเรียนชายสองคนยืนอยู่สามคนสีหน้าไม่สะทกสะท้าน ราวกับนี่เป็เื่ปกติ
ริวเผลอถอยไป แต่ไม่ทันได้สังเกตุเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังเมื่อก้าวถอยไปอีก ส้นรองเท้าชนเข้ากับชั้นวางรองเท้า โครม! ทุกอย่างหยุดนิ่ง แล้วหันกลับไปมองในก่อนที่สายตาหลายคู่จะหันมาทางเขา
“เห้ยๆ! มีคนแอบดู!!” เสียงนักเรียนชายคนหนึ่งะโขึ้น
สิ้นสุดเสียง นักเรียนชายสองคนนั้น ก็วิ่งมาหาริวทันทีริวไม่รอให้ใครเข้ามาถึงตัว เขาหันหลังแล้ววิ่งอย่างสุดแรง เขาเลี้ยวไปในทางเดินมืดสนิทไฟหลายดวงไม่ทำงาน เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะไม่เห็น และก็เป็ไปตามที่คิด เสียงฝีเท้าหนักๆดังไล่ตามมาก็เงียบลง เหมือนจะแยกกันไปหาตัวเขาคนละทาง
ริวหยุดหอบอยู่มุมมืด หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอกแต่แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง เขาจำต้องวิ่งต่อ ระหว่างทางสายตาเหลือบไปเห็นของเหลวสีแดงลากยาวอยู่บนพื้น เขาไม่มีเวลาหยุดดู ยังคงวิ่งตามเส้นทางนั้นไปจนกระทั่งสุดทางเดิน
ภาพหนึ่งปรากฏตรงหน้า คือนักเรียนหญิงคนหนึ่งเธอรวบผมมัดผมหางม้า ผูกด้วยโบว์สีแดง มือของเธอถือขวานเหล็ก แล้วฟาดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนร่างนักเรียนชายที่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้เท้าเสียงกระแทกของเหล็กกับเนื้อดัง ฉึก… ฉึก… เืสีแดงสดไหลออกมาจากร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ริวแทบช็อคกับสิ่งที่เห็น ร่างกายแข็งค้างไม่กล้าขยับ แม้แต่จะหายใจ นักเรียนชายที่ไล่ตามเขามาก็หยุดชะงักไปตามๆกัน
นักเรียนหญิงค่อยๆหันกลับมาเผยให้เห็นใบหน้าว่างเปล่าไร้ความรู้สึกเสื้อนักเรียนสีขาวของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเืแดงฉาน ทันใดนั้นขวานในมือเธอลอยขึ้น หมุนคว้างกลางอากาศ ริวได้สติ หลบฉากได้อย่างหวุดหวิดแต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลับโชคร้าย ถูกขวานฟันเข้าที่กลางท้องต่อหน้าต่อตาริวไม่กล้าหันไปมอง เขาวิ่งหนีสุดชีวิตทิ้งให้นักเรียนหญิงยืนมองตามด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะก้มลงเก็บขวานแล้วเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน
ริววิ่งออกมาจนถึงทางเดินหน้าอาคาร ลมหายใจหอบหนักราวกับอากาศไม่พอใช้ สายตาเขาเหลือบไปยังสุดทางเดิน พบว่าประตูทางออกของโรงเรียนอยู่ไม่ไกล
แต่ก่อนถึงจุดนั้น แนนโน๊ะยืนเอามือไขว้ไว้ด้านหลังเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าโรงเรียนนี้ที่เพิ่งกลายเป็สถานที่ล่าสังหารริวรีบวิ่งเข้าไปหยุดตรงหน้าเธอ
“นะ…แนนโน๊ะ วิ่งเร็วครับ!!” เสียงของเขาสั่นลมหายใจขาดเป็่ๆ
แนนโน๊ะค่อยๆหันหน้ามาทางเขาอย่างช้าๆ สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยดวงตาดำสนิทไม่สะท้อนความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่ริวจะได้พูดอะไรต่อ
ครืดด…. เสียงโลหะถูกลากไปกับพื้นดังขึ้นจากด้านหลังเสียงนั้นเข้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อริวหันกลับไปมอง นักเรียนหญิงคนนั้นเดินออกมาจากเงามืดขวานเล่มใหญ่ที่เปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงอยู่ในมือ ถูกลากไปกับกระเบื้องทิ้งรอยขูดเป็ทางยาว
หัวใจของริวแทบหยุดเต้น เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวสองก้าว แต่นักเรียนหญิงยังคงเดินเข้ามาใกล้ ไม่เร่ง ไม่ช้า เหมือนรู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนีริวกัดฟัน เอื้อมมือไปคว้าแขนแนนโน๊ะ
“ไปเร็วครับ!”
แม้จะได้ยินชัด แต่เแนนโน๊ะไม่ขยับ เธอยืนอยู่ตรงนั้นสายตาจ้องมองไปยังนักเรียนหญิงคนนั้นอย่างอย่างตั้งใจ แต่ในแววตาไม่มีความกลัว มีเพียงความสนใจบางอย่างที่อ่านไม่ออก
ริวไม่เข้าใจ และเขาไม่มีเวลามากพอจะให้เธออธิบายอะไรให้ฟังตอนนี้เพราะนักเรียนหญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที สุดท้ายเข้าไม่มีทางเลือก จึงต้องทำตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของตัวเองเขาปล่อยมือจากเธอ แล้ววิ่งไปที่ยังประตูทางออกอย่างสุดชีวิต
เขาวิ่งออกจากโรงเรียน มุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักของตัวเองทันทีแบบไม่หันกลับไปมอง ไม่รู้ว่าเื้ัเกิดอะไรขึ้น ทิ้งให้แนนโน๊ะยืนอยู่ตรงนั้น
นักเรียนหญิงคนนั้นเดินมาหยุด เสียงลากขวานเงียบลงเธอยืนอยู่ไม่ห่างจากแนนโน๊ะมาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบตากับแนนโน๊ะโดยตรง มุมปากทั้งสองข้างค่อยๆยกยิ้มขึ้นแต่เป็รอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยว
แนนโน๊ะหันไปหาเธอ แล้วเอียงหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “เจอกันจนได้นะ ยูริ”
ยูริเลิกคิ้วขึ้น “อ้าว…แนนโน๊ะ! ยังไม่ตายอีกเหรอ” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี