ตอนที่ 30
“ฝันดีนะครับพี่ พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำงานด้วยนะครับ” ในที่สุดวันแรกของการกลับมายังโลกก็เกือบจะจบลงแล้ว เพราะจูนและฝนยังอยู่ในขั้นตอนที่ทางสมาคมฮันเตอร์ยังต้องเฝ้าระวังอยู่พวกเธอก็เลยต้องพักอาศัยอยู่ในบ้านพักชั่วคราวที่ทางสมาคมฮันเตอร์จัดหาให้ไปก่อน แต่ถึงจะบอกว่าเป็นบ้านพักชั่วคราวแต่เพราะคริสตัลมานาที่จูนจ่ายให้เป็นภาษีให้กับรัฐบาลของประเทศทำให้บ้านพักหลังนี้ออกจะหรูเกินกว่าจะเรียกบ้านพักชั่วคราวไปสักหน่อย
“ยูต่างหากล่ะที่ต้องฝันดี ความจริงร่างนี้น่ะไม่ต้องนอนหรอกนะแล้วพี่ก็มีซีรีย์ที่ดองเอาไว้ตั้งยี่สิบปีให้ดูด้วยล่ะ ถึงพี่จะพยายามพัฒนาเรื่องสื่อบันเทิงที่โลกของพี่แล้วแต่มันก็ยังไม่ดีเท่าโลกนี้อยู่ดี” จูนยิ้มแฉ่งก่อนจะสารภาพกับน้องชายออกมาตามตรงว่าคืนนี้เธอจะอยู่โต้รุ่งยันเช้าเพื่อดูละครที่ค้างเอาไว้ให้เต็มอิ่ม เวลาของโลกนี้ผ่านมาตั้ง 20 ปีแล้วทั้งหนังสือนิยายที่เคยอ่านเล่มแรกหรือซีรีย์ที่มีแค่ไม่กี่ตอนก็ถูกสร้างจนจบไปแล้วหลายเรื่อง นี่ยังไม่รวมพวกที่สร้างใหม่อีกนะ ไหนจะวงศิลปินยุคใหม่อีก เพลงสมัยนี้เปลี่ยนไปจาก 20 ปีก่อนเยอะเลย เรียกได้ว่ามีเรื่องให้จูนต้องอัพเดทเพิ่มอีกเพียบ
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมเวลาเริ่มงานนะ พี่เข้าไปทำงานกลางทางแบบนี้คงจะมีเรื่องยุ่งยากเยอะแยะเลย” ยูกล่าวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะเดินทางออกมาจากบ้านพักชั่วคราวของพี่สาวท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบเฉกเช่นคืนวันอันแสนปกติราวกับไม่มีเกทเบรคปรากฏขึ้นเลยด้วยซ้ำ ท่าทางคนของโลกฝั่งนั้นจะเชื่อฟังพี่มากๆแน่
แกร๊ก…
ยูใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการขับรถกลับมาที่บ้านหลังใหญ่ที่มีคุณลุงสันติเป็นเจ้าของ บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากที่พักของจูนมากเพราะคนที่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ร่วมกับยูนั้นเป็นคนที่ไม่ควรรู้เรื่องปล่อยให้เกิดเกทเบรคที่สุด เพราะถ้าเธอรู้ว่ารัฐบาลและสมาคมฮันเตอร์ปล่อยให้เกทเบรคเปิดค้างเอาไว้เพราะผลประโยชน์มีหวังได้วุ่นวายกันหมดแน่ๆ
“ยู… กลับมาแล้วเหรอ” ทันทีที่ยูเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นของบ้าน สิ่งแรกที่ได้พบก็คือเรือนร่างของหญิงสาวภายใต้ชุดนอนบางเบาที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาตรงหน้าทีวีที่เปิดช่องละครทิ้งเอาไว้ ดูเหมือนก่อนที่ยูจะกลับมาเธอจะเผลอหลับไปก่อนแล้ว แต่ที่เธอยังไม่เข้าไปนอนในห้องก็เพราะกำลังรอเขากลับบ้านมาแน่ๆ
“ทำไมกลับช้าจังเลยล่ะ นี่มันสี่ทุ่มแล้วนะ” หญิงสาวผู้ได้สมญานามว่าธิดาสวรรค์กำลังหาวออกมาระหว่างเดินเข้ามาหายูด้วยท่าทีคุ้นเคย แม้ดวงตาสีทองที่กำลังเปล่งประกายราวกับอัญมณีคู่นั้นจะยังลืมตื่นไม่เต็มที่แต่ก็ทำให้ยูต้องเผลอหลบตาไม่กล้ามองเธอตรงๆ
“นี่มันกลิ่นน้ำหอมนี่นา หรือว่าไปกับผู้หญิงมา” ดวงตาสีทองของธิดาสวรรค์ไล่สายตามองร่างกายของยูอย่างละเอียดเหมือนไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่ที่ยูมีกลิ่นหอมแปลกๆติดร่างกายมาด้วย แต่กลิ่นนี้ไม่ได้มาจากพี่สาวของเขาอย่างจูน หรือ พี่ฝนที่ไปด้วยกันแต่อย่างไร เพราะกลิ่นนี้มันเป็นกลิ่นของเลือดที่เขาดื่มเข้าไปต่างหาก
“ขอโทษครับ…พี่ริน พอดีวันนี้ผมมีกินเลี้ยงกับคนของกิลด์พอดีก็เลยกลับช้านิดหน่อย” เพราะเรื่องของจูนยังเป็นความลับอยู่และตัวเขาก็ไม่รู้จะบอกพี่ รินรดา ผู้มีฐานะเป็นพี่สาวบุญธรรมของเขาดีหรือเปล่าด้วย ยูก็เลยต้องโกหกออกไป เพียงแต่ท่าทางโกหกของยูออกจะไม่แนบเนียนเท่าไหร่จนแม้แต่รินที่อยู่ตรงหน้าก็ยังไม่รู้สึกเชื่อเลยสักนิด
“ทำไมถึงเรียกว่าพี่ล่ะ ตอนอยู่ด้วยกันแค่สองคนจะเรียกเหมือนเดิมก็ได้แท้ๆ” ถึงจะรู้ว่ายูไม่ได้พูดความจริง แต่เพราะยูเป็นเด็กดีไม่เคยโกหกเพราะเรื่องเลวร้ายอะไรอยู่แล้วรินก็เลยไม่ได้คาดคั้นอะไรเขามาก แต่ท่าทีเหินห่างของเขามันอะไรกัน ทั้งๆที่เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองเขามักจะทำตัวผ่อนคลายกว่านี้แท้ๆ
“อ๋อจริงสิ… ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังนี่นา” รินกระแอมกระไอออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองทางแม่บ้าน 2 คนที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆตรงที่เธอใช้นอนพักก่อนหน้านี้ เพราะเพิ่งจะตื่นก็เลยลืมไปเลยว่าเธอชวนทั้ง 2 คนมาดูละครด้วยกัน
“อะแฮ่ม ถ้าอย่างนั้นยูก็ไปอาบน้ำแล้วก็เข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องเข้าไปที่ตึกกิลด์นี่นา” รินกระแอมกระไอเล็กน้อยก่อนจะผละตัวออกมาห่างยูอย่างช่วยไม่ได้ แต่ท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมและคำพูดที่บอกให้เรียกตามปกติก็ทำเอาพวกแม่บ้านต่างพากันหน้าแดงและคิดกันไปไกลเสียแล้ว
“งั้นผมขอเข้านอนเลยนะครับ พี่รินเองก็เพิ่งกลับมาจากเกทนี่นา อย่านอนดึกสิครับ” ยูถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะมองพี่รินที่กำลังเดินกลับไปดูละครกับพวกแม่บ้านต่อเสียอย่างนั้น ท่าทางคนที่โต้รุ่งจะไม่ได้มีแค่พี่จูนซะแล้ว
“...” ความจริงยูอยากจะบอกเรื่องของจูนให้พี่รินฟังอยู่หรอก แต่เพราะสมาคมคัดค้านอย่างรุนแรงว่าไม่ควรบอกเรื่องนี้กับรินรดาเด็ดขาดเขาก็เลยบอกความจริงกับพี่รินไม่ได้ แม้จะรู้สึกผิดแต่ยูก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อยู่ดี แต่ความลับมันก็ไม่มีในโลกสักวันพี่รินก็ต้องได้พบกับพี่จูนแน่ๆ ท่าทางเขาคงต้องหาคำอธิบายดีๆเอาไว้เสียแล้ว
.
.
.
“น้องมะลิ ได้ยินหรือยังว่าวันนี้จะมีคนใหม่เข้ามาแน่ะ แถมยังตั้งสองคนด้วย” ท่ามกลางกองเอกสารและหนังสืออ้างอิงจำนวนมาก มะลิ เด็กสาวอายุ 22 ปีที่เพิ่งจะได้บรรจุเข้ามาในทีมวิจัยที่ 7 ของหน่วยเฝ้าระวังและศึกษาพื้นที่พิเศษได้ไม่กี่เดือนกำลังนั่งกินบะหมี่ถ้วยด้วยท่าทีสะลึมสะลือเหมือนไม่ค่อยจะได้นอนเท่าไหร่ แต่หลังจากโต้รุ่งยันเช้าจนทำงานที่หัวหน้าฝากฝังให้สำเร็จอยู่ๆรุ่นพี่ที่เพิ่งจะมาเข้างานก็ชวนเธอคุยเรื่องคนเข้าใหม่เสียอย่างนั้น
“เอ๊ะ…แต่การสอบเพิ่งจบไปไม่กี่เดือนนี่คะ ไม่น่าจะมีการสอบใหม่ช่วงนี้นี่นา” มะลิสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันทีเพราะคนที่เพิ่งเข้ามาล่าสุดก็คือตัวมะลิเองนี่แหล่ะ หลังจากผ่านการสอบถึง 3 ครั้งทั้งยังต้องขอใบอนุญาตฮันเตอร์ระดับแรงค์ D ขึ้นไปให้ได้อีกทำให้มะลิเหนื่อยแทบรากเลือดกว่าจะสอบเข้ามาในทีมวิจัยที่ 7 แห่งนี้ได้ แต่งานที่เธอแย่งชิงมาอย่างยากลำบากเพราะตำแหน่งนี้ว่างรับแค่คนเดียวกลับมีคนเข้ามาเพิ่มถึง 2 คนเสียอย่างนั้น นี่มันแปลกเกินไปแล้ว
“ได้ยินว่าเป็นเด็กเส้นแน่ะ พอกลับมาจากเมืองนอกก็ได้บรรจุเข้าเลย ไม่รู้ว่าหัวหน้าหน่วยคิดอะไรอยู่ ไหนตอนพวกเราสอบเอาแต่ย้ำนักย้ำหนาว่าหน้าที่หน่วยนี้มันอันตรายก็เลยต้องให้คนที่มีความพร้อมจริงๆเข้ามาแท้ๆ ทำไมตอนนี้ถึงมีเด็กเส้นเข้ามาง่ายๆได้ล่ะ” พี่เกรส หนึ่งในทีมวิจัยที่ 7 วางกระเป๋าสะพายของตัวเองอย่างแรงก่อนจะนั่งลงบนกองเอกสารด้วยท่าทีไม่พอใจนัก แต่ฝ่ายมะลิที่เป็นเด็กใหม่กลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวอะไรออกมาเลยท่าทางจะเป็นคนใจเย็นทีเดียว…
[ เด็กเส้นเนี่ยนะ จะเล่นมุกก็ไปเล่นในคณะตลกสิยะ คิดว่าคนอื่นเขาสอบกันมายากเย็นขนาดไหนกัน แค่ตัวเองมีคนหนุนหลังก็เข้าได้เลยเนี่ยนะคิดว่าพวกฉันเป็นตัวอะไรกันคะ! ]
เสียงจากระบบที่อยู่ภายในหัวของมะลินั้นทำเอาเหงื่อบนใบหน้าของเธอไหลออกมาเล็กน้อย เสียงนั่นไม่ได้มาจากเธอแต่กลับเป็นร่างกายโปร่งใสที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับเธอราวกับแกะที่กำลังโวยวายอยู่ข้างๆต่างหาก ตัวตนของร่างโปร่งใสที่กำลังโวยวายโดยมีเพียงมะลิคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินก็คือ สกิลวิญญาณแฝด ของมะลินั่นเอง จัสมิน เป็นร่างวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นจากมานาของมะลิ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเธอทุกระเบียบนิ้วแต่กลับมีนิสัยที่ซื่อตรงต่างจากมะลิที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าไหร่ เธอมักจะพูดสิ่งที่มะลิคิดออกมาในวูบแรกทันทีทำให้สิ่งที่เธอพูดออกมาค่อนข้างตรงกับใจจริงของมะลิพอสมควร เพียงแต่มันตรงเกินไปจนคนอื่นน่าจะรับไม่ได้ แต่มะลิก็ยังโชคดีที่ร่างวิญญาณแฝดของเธอนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่สามารถมองเห็นได้ ไม่อย่างนั้นเธอได้โดนคนอื่นเกลียดเพราะคำพูดของจัสมินไปแล้ว
“ว่าไง ได้ยินเรื่องเด็กใหม่หรือเปล่า” หลังจากพี่เกรสเข้ามาเหล่ารุ่นพี่ของทีมวิจัยที่ 7 ก็เริ่มเข้ามาในที่ทำงานด้วยท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์นัก และทุกคนที่เข้ามาก็เอาแต่พูดเรื่องเด็กใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในทีมกันทั้งนั้นเลย
[ ฮึ้ย ยิ่งฟังยิ่งน่าโมโห งานก็หนักมากอยู่แล้วยังจะมีเรื่องเด็กเส้นอะไรนี่เข้ามาอีก แล้วเข้ามาพวกนั้นจะช่วยงานอะไรได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างน้อยก็ขอให้พวกนั้นช่วยจัดเรียงเอกสารให้ได้สักหน่อยก็ยังดี ]
ยิ่งคนในทีมพูดเรื่องนี้เท่าไหร่ จัสมินก็ยิ่งล่องลอยเข้าไปร่วมวงสนทนาอย่างออกรสเสียอย่างนั้นทั้งๆที่ไม่มีใครได้ยินเธอเลยแท้ๆ แต่เพราะสิ่งที่จัสมินได้ยินและได้เห็นจะถูกถ่ายทอดมาให้มะลิได้รับฟังด้วย มะลิก็เลยได้ยินสิ่งที่พวกรุ่นพี่นินทากันหมดเลย
“เอาล่ะทุกคน ท่าทางจะรู้ข่าวกันแล้วสินะ วันนี้พวกเรามีน้องใหม่เข้ามาสองคนจะมาช่วยพวกเราในการศึกษาวิจัยมอนสเตอร์ของเกทคุกทองคำแห่งนี้ด้วย น้องจูนกับน้องฝนเข้ามาได้เลยค่ะ” ทันทีที่เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เสียงนินทาของเหล่าสมาชิกทีมวิจัยที่ 7 ก็แทบจะเงียบหายไปอย่างพร้อมเพรียงเพราะการนินทาเพื่อนร่วมงานต่อหน้าหัวหน้าของพวกเธออย่างหัวหน้า โอปอล นั้นไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แถมเจ้าตัวผู้ถูกนินทาก็กำลังตามหลังหัวหน้าเข้ามาเสียด้วย
“สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อจูนจะมาเป็นสมาชิกทีมวิจัยที่เจ็ดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของหญิงสาวที่เดินตามหัวหน้าโอปอลเข้ามาทำเอาเสียงซุบซิบนินทาเริ่มกลับมาอีกครั้ง หญิงสาวทั้ง 2 คนที่เดินตามหัวหน้าโอปอลเข้ามาเป็นหญิงงามที่แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันก็ยังเผลอใจสั่น บรรยากาศรอบตัวพวกเธอมันแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิงราวกับมีเสน่ห์ลึกลับกำลังดึงดูดทุกๆคนอยู่ไม่มีผิด
“ส่วนฉันชื่อฝน จะมาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยที่เจ็ดเหมือนกันค่ะ” การแนะนำตัวที่แสนเรียบง่ายของสองสาวทำเอาคนทั้งห้องที่ตั้งป้อมเตรียมส่งสายตาจิกกัดชะงักไปช่วงหนึ่ง ทุกคนราวกับถูกมนตร์สะกดทำให้ไขว้เขวกันหมดแล้ว ยกเว้น…
[ นะ นึกว่าสวยเข้าหน่อยแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไงยะ ยังไงก็เปลี่ยนเรื่องที่เป็นเด็กเส้นไม่ได้หรอกถ้าไม่มีความสามารถก็ทำงานที่นี่ไม่ได้หรอกนะ ]
แม้จะอึ้งไปบ้างแต่จัสมินก็ยังคงต่อว่าทั้งสองคนเหมือนเดิม แถมเธอยังลอยเข้าไปยืนจังก้าต่อหน้าทั้งสองคนแล้วเชิดใส่อีกต่างหากทำเอามะลิเหงื่อซึมออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“...” ระหว่างที่จัสมินกำลังบ่นด้วยความไม่พอใจอยู่ๆนั้น อยู่ๆพี่สาวที่ชื่อจูนก็หันไปมองทางจัสมินครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองมะลิสลับกันอย่างรวดเร็ว อะไรกันเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นหรือว่าเธอมองเห็นจัสมินด้วย ไม่สิเธอแค่มองมาทางมะลิเฉยๆก็เลยสบสายตากับจัสมินโดยไม่ได้ตั้งใจแน่ๆ
“คุณจูน มีอะไรเหรอคะ” หัวหน้าโอปอลที่มีตำแหน่งเหนือกว่าจูนอย่างชัดเจนกลับพูดคุยกับพี่สาวที่ชื่อจูนอย่างอ่อนน้อมเสียอย่างนั้นทั้งๆที่ปกติหัวหน้าโอปอลเป็นคนเข้มงวดมากแท้ๆ
“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าเด็กคนนั้นน่ารักดีน่ะค่ะ” จูนยิ้มหวานออกมาก่อนจะโบกมือให้กับมะลิอย่างเป็นมิตร แม้จูนจะแค่ทักทายแต่มันกลับทำให้หัวหน้าโอปอลบังเกิดรอยยิ้มพร้อมความคิดดีๆขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้มะลิเป็นคนแนะนำงานให้พวกคุณก็แล้วกันนะคะ มะลิ…ช่วงเช้าเธอพาพวกคุณจูนเดินชมรอบห้องวิจัยแล้วอธิบายขั้นตอนการทำงานให้พวกเธอฟัง ส่วนตอนบ่ายเธอก็พาพวกคุณจูนไปสำรวจรอบนอกของกรงทองก็แล้วกัน” หัวหน้าโอปอลสั่งงานอย่างรวดเร็วจนไม่เปิดโอกาสให้มะลิได้ปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ
[ ม่าย!! ทำไมต้องให้พวกเราดูแลพวกนั้นด้วยล่ะ อ๊ะ! หัวหน้ารำคาญที่จะต้องแนะนำเด็กใหม่ก็เลยโยนงานมาให้พวกเราสินะ ]
แม้มะลิจะพูดไม่ออกสักคำ แต่จัสมินกลับโวยวายออกมาทันทีแถวยังเดาจุดประสงค์ของหัวหน้าถูกอีกต่างหาก ถึงจะเป็นระดับหัวหน้าทีมแต่งานก็ล้นมือสุดๆจนไม่อยากรับงานอื่นเข้ามาทำแน่ๆ แล้วทำไมต้องเป็นมะลิด้วยล่ะที่ต้องดองงานของตัวเองเอาไว้แล้วต้องพาเด็กใหม่เที่ยวชมรอบห้องวิจัยเนี่ย
[ เอาเลยมะลิ เถียงยัยป้านั่นไปสิว่างานนี้เป็นของยัยป้า… ] จัสมินยังคงโวยวายโดยมีเพียงมะลิได้ยินคนเดียวเช่นเดิม แต่อยู่ๆสายตาของจัสมินก็สบเข้ากับดวงตาของคนใหม่ทั้งสองคนอีกแล้ว ไม่หรอกถ้าได้ยินที่จัสมินพูดพวกเธอคงไม่ยิ้มหวานแบบนั้นหรอก…
“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ รุ่นพี่” รู้ตัวอีกที จูน และ ฝน ที่น่าจะอายุมากกว่ามะลิแน่ๆก็เดินเข้ามาหาเธอแล้วยิ้มทักทายเสียแล้ว ถึงใจของมะลิจะอยากปฏิเสธแทบตายเพราะงานของเธอก็ยังค้างอยู่เพียบ แต่น่าเสียดายที่ตัวมะลิไม่ใช่คนที่จะปฏิเสธคำสั่งของหัวหน้าได้แม้จะต้องกล้ำกลืนฝืนทำก็ตาม