บทที่ 7 ฉันไม่มีนิสัยชอบจับมือกับใคร
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องวีไอพี เจิ้งจื่อเซวียน ก็เปิดขวดเบียร์ด้วยความหงุดหงิด แล้วกรอกเข้าปากอึกใหญ่
ชายหนุ่มที่ดูสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "จื่อเซวียน ทำไมดูไม่สบอารมณ์แบบนี้ล่ะ?"
เจิ้งจื่อเซวียนยังไม่ทันจะพูดอะไรจงมู่หย่าก็รีบขัดขึ้นมาเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้พร้อมกับเติมแต่งรายละเอียดอย่างสนุกสนาน
ซึ่งเจิ้งจื่อเซวียนก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร
เพราะเธอชินกับนิสัยเพื่อนคนนี้แล้ว
เพื่อนสนิทของเธอคนนี้ช่างเป็คนที่ชอบความวุ่นวายเสียจริง
ชายหนุ่มแสนสุภาพอย่างโอวหยางรุ่ยยิ้มแล้วพูดว่า "ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก มีผมอยู่นี่ คุณจะไปเจออันตรายอะไรได้?"
โอวหยางรุ่ยคือประธานสภานักศึกษาของสถาบันการศึกษาเสาโจวเป็นักสู้คาราเต้สายดำ* [1] และมีฐานะครอบครัวร่ำรวย
การที่เขาตามจีบเจิ้งจื่อเซวียนเป็เื่ที่รู้กันไปทั่วทั้งสถาบัน
เจิ้งจื่อเซวียนเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเขา แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้คบหากัน แต่ในสายตาของทุกคน พวกเขาก็ถูกมองว่าเป็กิ่งทองใบหยก
แม้จะมีผู้หญิงบางคนอิจฉาเจิ้งจื่อเซวียนแต่พวกเธอก็ทำอะไรไม่ได้
ในเมื่อเจิ้งจื่อเซวียนเป็ดาวเด่นของสถาบันการศึกษาเสาโจว
"อย่างน้อยเขาก็เป็คนที่พ่อฉันเรียกมา ถ้าพ่อรู้เข้าว่าเราทำอะไรเขา ฉันต้องโดนดุอีกแน่" เจิ้งจื่อเซวียนพูดด้วยความรู้สึกหนักใจ
หลิวเยี่ยนหลงแฟนหนุ่มของจงมู่หย่าหัวเราะพูดว่า "ถ้าเขาเป็คนที่เธอไม่อยากเจอ พวกเราจะเป็คนเลวให้เอง ไม่ต้องกังวลไปหรอก"
พวกลูกเศรษฐีอย่างหลิวเยี่ยนหลงและโอวหยางรุ่ยนั้น โดยส่วนตัวแล้วล้วนไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ไม่แยแสใคร และไม่เคยไว้หน้าใคร
"คุณหนูของฉันอย่ากังวลไปเลย มีพวกเราอยู่ตรงนี้ ถ้าเขาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คอยดูเถอะ นางฟ้าคนนี้จะหักขาที่สามของเขาให้ดู" จงมู่หย่าแกว่งกำปั้นอันขาวนวลของเธอ ท่าทางนั้นทำให้อดขำไม่ได้
เหล่าชายหนุ่มที่นั่งดื่มอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นโอวหยางรุ่ยและหลิวเยี่ยนหลงพูดคุยหัวเราะกับดาวโรงเรียนอย่างสนิทสนม
นอกจากความอิจฉาแล้ว ในแววตายังมีความขมขื่นลึก ๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่ไม่ชอบสาวงามผู้บริสุทธิ์และเก่งกาจอย่างดาวของมหาวิทยาลัย
ยิ่งไปกว่านั้น ดาวมหาวิทยาลัยเจิ้งจื่อเซวียนยังไม่มีแฟน แล้วใครจะไม่อยากจีบเธอล่ะ?
แต่ในเมื่อโอวหยางรุ่ยทั้งหล่อทั้งรวย พวกเขาก็ทำได้แค่นั่งมองตาปริบ ๆ
ได้แต่นั่งเฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ อย่างหมดหวัง
‘โลกใบนี้มันช่างลำเอียงเหลือเกิน ความสุขมีไว้สำหรับคนอย่างพวกแกเท่านั้นแหละ ส่วนพวกเรามันก็แค่นักแสดงสมทบที่ไม่มีอะไรเลย’
‘ปัง!’
ในขณะนั้นเอง ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน
สายตาของทุกคนพากันมองไปที่บุคคลที่เดินเข้ามา
เห็นได้ชัดว่าคนนั้นมีหน้าตาธรรมดาสามัญ และเสื้อผ้าทั้งตัวรวมกันแล้วราคาไม่ถึงห้าร้อยหยวน เป็ของที่ซื้อมาจากแผงขายของริมถนนทั้งนั้น
สาว ๆ บางคนที่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเองก็หมดความสนใจไปในทันที
เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ในห้องวีไอพีนั้นล้วนเป็พวกที่ฝันสูงแต่ความสามารถต่ำ
ไม่มีชะตากรรมของเ้าหญิง แต่กลับมีโรคเ้าหญิงกันทุกคน
วัน ๆ คิดแต่จะหาทางแต่งงานเข้าบ้านคนรวย
ไม่ทำอะไรทั้งนั้น รับหน้าที่แค่ทำตัวสวยงาม แล้วให้ผู้ชายออกไปหาเงินเลี้ยงครอบครัว
แม้ว่าหนุ่มจนคนหนึ่งในอนาคตอาจจะกลายเป็เศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ได้ แต่นั่นก็เป็เื่ของอนาคต
พวกเธอจะไม่ยอมลำบาก อยากแต่จะใช้ชีวิตแบบคุณหญิง คุณนาย
ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนโอวหยางรุ่ยและหลิวเยี่ยนหลงที่ชนะมาั้แ่เกิด
รอบข้างเต็มไปด้วยสาวสวยนับไม่ถ้วน
ใช้เงินก็ไม่ต้องกังวลเื่ยอดคงเหลือ
ขณะนั้นจงมู่หย่าสะกิดไหล่เรียวของเจิ้งจื่อเซวียนแล้วถามว่า "จื่อเซวียน หมอนี่เหรอที่จะไปส่งเธอที่บ้าน?"
เจิ้งจื่อเซวียนพยักหน้า
เฉินอวี่มองด้วยสายตาสงบนิ่ง กวาดสายตาไปยังทุกคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เจิ้งจื่อเซวียน "ลุงเฉิงให้ผมมารับคุณกลับบ้าน"
เมื่อได้ยินเฉินอวี่เรียกอย่างสนิทสนมเช่นนั้น แววตาของโอวหยางรุ่ยก็ฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่ง
"คุณเป็เพื่อนของจื่อเซวียน ก็เท่ากับเป็เพื่อนของผมด้วย ผมขอแนะนำตัวนะ ผมชื่อโอวหยางรุ่ย"
โอวหยางรุ่ยยื่นมือขวาออกมา ด้วยความสูงหนึ่งเมตรเก้าสิบ เขาจึงต้องก้มหน้ามองลงมายังเฉินอวี่ที่สูงราว ๆ หนึ่งเมตรเจ็ดสิบห้า สายตาของเขาเจือไปด้วยความเ็าเล็กน้อย
เจิ้งจื่อเซวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาสวยงามของเธอเผยให้เห็นความกังวล
เพราะคนที่รู้จักโอวหยางรุ่ยดีต่างก็รู้ว่า...
การกระทำครั้งนี้ของโอวหยางรุ่ยนั้น ้าโชว์ให้เฉินอวี่เห็นว่าใครเป็ใคร
โอวหยางรุ่ยเป็ถึงคาราเต้สายดำ
เฉินอวี่จะไปสู้กับโอวหยางรุ่ยได้อย่างไร?
เขาตายแน่!
ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองที่เฉินอวี่ด้วยความสงสาร
เฉินอวี่พูดกับอีกฝ่ายอย่างเฉยเมย "ฉันไม่มีนิสัยชอบจับมือกับคนอื่น"
เดิมทีทุกคนคิดว่าเฉินอวี่จะจับมือกับโอวหยางรุ่ย
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเฉินอวี่จะพูดสิ่งที่น่าตกตะลึง จนทำให้ทุกคนตั้งตัวไม่ทัน
โดยปกติแล้ว ไม่ว่าจะไม่ชอบคนนั้นมากแค่ไหน
ก็ควรจะเดินไปจับมือเพื่อแสดงมารยาท และให้เกียรติอีกฝ่ายบ้าง
แต่เฉินอวี่กลับไม่เล่นตามบทนั้น เขาไม่ยอมจับมือ ทำให้มือของโอวหยางรุ่ยค้างอยู่กลางอากาศ บรรยากาศอึดอัดเป็อย่างยิ่ง
หลิวเยี่ยนหลงเยาะเย้ย "คิดว่าตัวเองใหญ่นักเหรอ? ทำทรงซะดิบดี สุดท้ายก็แค่ขยะ"
จงมู่หย่ายืนอยู่ข้าง ๆ แล้วยิ้มดูถูก "จื่อเซวียน ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงไม่อยากเจอเขา ทั้งหยิ่งยโส ทั้งไม่มีมารยาทสังคม คนแบบนี้วันหนึ่งต้องเจ็บตัวแน่"
เจิ้งจื่อเซวียนหน้าแดงจนแทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชั่วขณะนั้นเธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
"อวดดีจริง ๆ ไม่เห็นหัวใครเลยสักคน"
"แม้แต่โอวหยางรุ่ยเขายังกล้าปฏิเสธเลย ไม่รู้จักกลัวตายเลยนะ"
หลายคนต่างส่ายหัวในใจ ในสายตาของทุกคน พฤติกรรมของเฉินอวี่นั้นโง่เขลาอย่างสุดขีด
โอวหยางรุ่ยที่รู้สึกตัวขึ้นมาได้ค่อย ๆ ดึงมือกลับ ตาทั้งสองข้างค่อย ๆ หรี่ลง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็มิตร "หมายความว่าฉัน โอวหยางรุ่ยไม่มีคุณสมบัติที่จะจับมือกับนายใช่ไหม?"
สำหรับเฉินอวี่แล้ว แม้แต่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่โดดเด่นเหนือกาลเวลาและครองอำนาจมาทุกยุคสมัย ก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะจับมือกับตัวเอง
มดปลวกแค่หนึ่งตัวยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เฉินอวี่ค่อย ๆ เปิดปากพูดว่า "ถูกต้องแล้ว"
เมื่อสิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศในห้องก็พลันเย็นเยือก สายตาอาฆาตพุ่งเป้ามาที่เขาทันที
ทุกคนคิดว่าเฉินอวี่นั้นสมองมีปัญหา
นั่นคือโอวหยางรุ่ยนะ!
สมัยอยู่สถาบัน ถ้ามีใครที่กล้าจีบเจิ้งจื่อเซวียน
โอวหยางรุ่ยจะยกพวกไปบุกหอพักของชายคนนั้นในวันเดียวกันเลย
และคนคนนั้นก็โดนรุมสกรัมจนสมองบวม
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวของชายคนนั้นก็มาร้องเรียนที่สถาบัน
ผลลัพธ์สุดท้ายคือเขาต้องย้ายออกไปสมัครเรียนที่อื่น
ว่ากันว่าครอบครัวของโอวหยางรุ่ยมีอิทธิพลมาก เพียงจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเล็กน้อยเื่ทั้งหมดก็เงียบลง
หลังจากนั้นโอวหยางรุ่ยก็ยังคงใช้ชีวิตและดำรงตำแหน่งประธานสภานักศึกษาต่อไปตามปกติ
นับแต่นั้นเป็ต้นมา ไม่มีใครในสถาบันการศึกษาแห่งนี้กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับโอวหยางรุ่ยอีกเลย
โอวหยางรุ่ยหรี่ตาลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า "ในเมื่อดูถูกฉัน ก็ไสหัวออกไป ที่นี่ไม่ต้อนรับนาย"
"ออกไปซะ พวกเราไม่ได้เชิญนายมาแต่แรก อย่ามายืนเกะกะที่นี่เลย" หลิวเยี่ยนหลงพูดขึ้นมาเสริม
"ที่ให้เข้ามาก็บุญแล้ว ยังกล้ามาดูถูกนายน้อยโอวหยาง คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน?
"ใช่แล้ว ไร้มารยาท ออกไปซะ!"
ภายในห้องวีไอพี ทุกคนต่างพากันโกรธและด่าทอเฉินอวี่อย่างรุนแรง
โอวหยางรุ่ยเป็ทายาทหนุ่มของตระกูลโอวหยาง มีฐานะสูงศักดิ์และร่ำรวยมาก เขามักพาเพื่อน ๆ ออกไปสนุกสนานอยู่เสมอ คนเหล่านี้จึงยืนหยัดอยู่ข้างโอวหยางรุ่ยอย่างไม่มีเงื่อนไข
เจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกโกรธ เธอเปล่งเสียงดังขึ้น "เฉินอวี่ ทำไมยังไม่ขอโทษโอวหยางรุ่ยอีก?"
หากโอวหยางรุ่ยทำผิด เธอก็คงยืนหยัดอยู่ข้างเฉินอวี่ แต่ปัญหาคือเฉินอวี่ต่างหากที่ผิด
แต่สุดท้าย เฉินอวี่ก็เป็คนที่พ่อส่งมา
เธอไม่สามารถปล่อยให้มีเื่อะไรก็ตามเกิดกับเขาได้
เฉินอวี่ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน จนทำให้เจิ้งจื่อเซวียนหายใจถี่ด้วยความโกรธ
"เจิ้งจื่อเซวียน เธอยังจะพูดแก้ตัวให้เขาอีกเหรอ? คนแบบนี้นิสัยต่ำมาก ไล่มันออกไปเลย ทำให้เสียบรรยากาศหมด" จงมู่อวี่พูด
"เฉินอวี่ แค่ขอโทษมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?" เจิ้งจื่อเซวียนมีสีหน้าเ็าดุจน้ำแข็ง "ทำตัวว่าเหนือกว่าชาวบ้าน แถมไม่มีมารยาทในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ครอบครัวของนายไม่มีอะไรเลย ไม่มีความสามารถแถมยังทำตัวยิ่งใหญ่อยู่ตลอดเวลา ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่านายกล้ามาจากที่ไหน?"
"แบบนี้นายจะอยู่รอดในสังคมได้ไง?"
"ไม่แปลกใจเลยที่แม่บอกว่านายเป็โคลนตมที่ฉาบผนังไม่ได้* [2] ฉันผิดหวังจริง ๆ!"
เมื่อมองดูท่าทางสั่งสอนของเจิ้งจื่อเซวียน เฉินอวี่นึกขึ้นมาได้ทันทีถึงชาติที่แล้ว ตอนที่ตนเองตกต่ำ เจิ้งจื่อเซวียนและแม่ของเธอก็เคยสั่งสอนตนเองในลักษณะเดียวกันนี้
เฉินอวี่ยิ้มบาง ๆ "เจิ้งจื่อเซวียน เธอจะรู้จักผมดีแค่ไหนกันเชียว?"
"ทำไมฉันต้องรู้จักนายด้วย?" เจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกงงงวย ไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินอวี่ถึงถามแบบนั้น
เฉินอวี่ไม่แยแสต่อปฏิกิริยานั้น เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าและราบเรียบ
"อย่าคิดว่าตัวเองสูงส่งนักเลย เพราะเธอไม่มีวันรู้หรอกว่าตอนนี้กำลังพูดอยู่กับใครอยู่"
"อย่าใช้สติปัญญาและวิสัยทัศน์อันคับแคบที่เธอคิดว่าเยี่ยมยอดนั้น มาตัดสินผม"
"ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าอา ในสายตาผม... คุณก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกในหมู่มวลมนุษย์หรอก"
หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
ทิ้งไว้เพียงใบหน้าที่ตะลึงงันของคนทั้งหลาย
"จื่อเซวียน อย่าไปสนใจเลย ไม่จำเป็ต้องโกรธ ไม่คุ้มหรอก มาสนุกกันต่อดีกว่า" จงมู่อวี่ปลอบใจ
"วางใจเถอะ นิสัยแบบหมอนั่น ไม่มีทางยืนหยัดอยู่ในสังคมได้หรอก" โอวหยางรุ่ยพูดขึ้น ในใจเต็มไปด้วยความดูแคลน
'ก็แค่คนจน ๆ คนหนึ่ง นึกว่าแน่มาจากไหน ฉันใช้แผนตื้น ๆ แค่นี้ก็ไล่แกออกไปได้แล้ว ขยะชัด ๆ ขนาดจะมาถือรองเท้าให้ฉันแกยังไม่มีคุณสมบัติเลย'
หลังจากที่เฉินอวี่จากไป ห้องวีไอพีก็คึกคักขึ้นอีกครั้ง เสียงของการดื่มฉลองและการชนแก้วก้องไปทั่ว
เจิ้งจื่อเซวียนดื่มไปไม่น้อย ใบหน้างดงามของเธอแดงระเรื่อเป็สีแดงอมชมพู ทำให้ใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์และหวานอยู่แล้วนั้นยิ่งเพิ่มเสน่ห์ล่อใจขึ้นไปอีก
* [1] คาราเต้สายดำ (Black Belt) คือสัญลักษณ์ของความเชี่ยวชาญในคาราเต้ระดับสูง ซึ่งแสดงถึงความชำนาญในพื้นฐานของท่าทาง และการต่อสู้ คาราเต้มีสายคาดเอว ประมาณ 8-10 สี/ระดับ โดยสีหลักที่มักพบคือ (ไล่จากต่ำไปสูง) ขาว, เหลือง, ส้ม, เขียว, ม่วง, น้ำเงิน, น้ำตาล และดำ (แต่ละสำนักอาจมีสีและลำดับแตกต่างกันไป)
* [2] 烂泥扶不上墙 แปลตรงตัวคือ โคลนเละ ๆ ที่เอาไปฉาบหรือโปะไว้บนกำแพงไม่ได้ (เพราะมันจะไหลตกลงมาตลอด) ความหมายเปรียบเทียบคือ ใช้ด่าคนที่ไม่เอาถ่าน คนที่ไร้ความสามารถ หรือคนที่มีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนแทบตาย แต่ตัวเองกลับไม่รักดี ไม่พัฒนา หรือทำตัวแย่จนเข็นไม่ขึ้น