2วันผ่านมา…
ในท้องพระโรง พระราชอาสน์อันเด่นตระหง่านงาดงดตั้งวางอยู่โดดเดี่ยวไร้ร่างของพระาา กษัติรย์ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเดินก้าวเท้าเเผ่วเบาเเละก้มหน้าลงเล็กน้อยคิดอะไรบางอย่างอยู่ หลังจากเมื่อวันที่พวกมณีปุระเข้ากระหน่ำศึกสายฟ้าเเล๊บภายในวันเดียวนั้น ความวุ่นวายหลากหลายเเพร่สะพัดไปทั่วเมือง วันนี้คือวันที่ 7 เมษายน เดิมทีมันคือประวัติศาสตร์การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชายอโยธยาเรา
เเต่ทว่าประวัตืศาสตร์ครั้งนั้นกลับตาลปัตรไป พวกเรายังอยู่พร้อม เเละมั่งคั่งด้วยทรัพยากร ที่สำคัญนั้นได้เชลยศึกมามากกว่า4หมื่นนาย มันเป็จำนวนกองทัพที่มากมายคณานับนัก เหล่าหัวเมืองต่างๆที่ตั้งตัวเป็เอกพร้อมจะเเยกจากการปกครองของนครอโยธยาก็กลับมาอยู่ในอาณัติ พวกเขาถวายเครื่องบรรณาการมาราวกับว่าเกรงกลัวต่อฟ้าประทานโทษทัณฑ์
ใช่เเล้วในเวลา2วันที่ผ่านมา ผมเอาเเต่นั่งสมาธิหมกตัวอยู่ในป่าสงวนของวังหลังนครอยุธยา เเละครุ่นคิดเหตุการ์ณที่ผิดพลาดซ้ำซ้อนของผมในเวลาที่ผ่านมา บัดนี้ผมรู้เเจ่มเเจ้งเเล้ว การที่เมืองของผมล่มสลายเป็เพราะความสั่นคลอนของเ้าของร่างพระเ้าเอกทัศคนก่อน เหตุที่ชาวบ้านบางระจันสู้ตายในขณะที่เขายังมัวเมาเคล้ากามารมณ์เเพร่สะพัดไปทั่วเเผ่นดินอโยธยา ทำให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ เหล่าเมืองชั้นนอกเเละชั้นกลางเอาใจออกห่าง
‘นี้คือการเมือง’
‘พวกเขาไม่คิดว่าเเผนดินจะยังคงอยู่ได้ เเต่เมื่อถึงเวลาที่บ้านเมืองกลับมาอย่างผาสุข กลับกรูกันเข้ามาราวกับปลาที่รุมอาหารชิ้นเดียวที่อยู่เหนือผิวน้ำ เพื่อที่จะอยู่รอด’
'เพราะฉะนั้น ตอนนี้ความเป็ปึกเเผ่นของหัวเมืองชั้นนอกเเละชั้นกลางนั้นเรียกได้ว่าเเย่มากๆ พวกเขากลัวจะเดินทางซ้ำรอยเดียวกันเหมือนพวกชาวบ้านบางระจันที่สู้ตายในขณะที่เมืองหลวงมองเมิน'
ปัง!!!
นายหนวดเขียวเดินเข้ามา เเรงการเดินที่หุนหันของเขาทำให้ประตูท้องพระโรงกระทบเกิดเสียงอนาถหู เขาเดินเข้ามาด้วยใจร้อนรนเเละใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความโมโหโทโส หนวดเขี้ยวหายใจถี่ เขาเข้ามาหมอบกราบเเละกล่าวทูล
“พระองค์!พระองค์! ได้โปรดเถิดข้านั้นมิอาจยอมรับได้!! เหตุใดจึงปล่อยพวกมัน!!ให้เป็อิสระ”
“หนวดเขี้ยว เเกมันสามหาว เหตุใดจักกล้าพูดดูิ่หยิ่งผยองถึงเพียงนี้!” พระยาพิชัยชี้นิ้วยืนอยู่ข้างพระราชอาสน์ของพระเ้าเอกทัศน์
“หึๆ”หนวดเขี้ยวหัวเราะในลำคอ"เเล้วใครกันหน่อที่หักหลังบ้านเมืองเเต่กลับยังได้อยู่ดิบอยู่เพราะพระเมตตา?"
พระยาพิชัยเืขึ้นหน้าเเต่ไม่จักออกอาการ"เเต่นั้นมันไม่เกี่ยวกัน"
“เกี่ยวซี่ เพราะเเกที่ทำให้พระเ้าเอกทัศน์เกือบเสด็จ์---”
“หยูดดดดดด!!”ผมพูดเสียงห้าม ชายทั้งสองกำลังจะทะเลาะกันเเละพละกำลังวิชาอคมต์ของพวกเขาไม่อยู่ในระดับที่ท้องพระโรงจะรับไหว “หนวดเขี้ยวเ้า้าจะจับพวกเชลยศึกที่หามาได้มาเป็ทาสใช่รึไม่?”
“เพียงเเค่นั้นพะย่ะค่ะ”
“เพียงเเค่นั้น”พระยาพิชัยพูดเสียงเย้ย เเต่สายตาของพระเ้าเอกทัศหันขวับไปสบตากับพระยาพิชัย เเต่พระยาพิชัยไม่เเสดงท่าีนอบน้อมเพียงเเค่หยุดปากเเต่ใบหน้ายังปรากฏความจงเกลียดจงชังอยู่
จันขาวที่อยู่ข้างพระเ้าเอกทัศน์คลานเข่าเข้ามาเเละถวายบังคม พระเ้าเอกทัศพยักหน้า นายจันขาวก็มากระซิบข้างหูพระเ้าเอกทัศ"เดิมที นายหนวดเขียวเป็คนที่อยู่หัวเมืองชั้นนอกที่กาญจนบุรีเเต่ทว่าเเม่ของเขาถูกชาวมณีปุระเข่นฆ่าจนตาย พ่อของเขาที่เป็นายกองใช้ชีวิตของตนเองปกป้องคนในหมู่บ้านจนปางตายเเต่ทว่าปกป้องนายหนวดเขี้ยวได้เพียงเเค่คนเดียว คนในหมู่บ้านที่เหลือตายเกลี้ยง ตั้งเเต่นั้นมาเขาก็เป็คนหยาบโลนเเละเกลียดพวกมอญกับมณีปุระเข้ากระดูกดำขอรับ"
พระเ้าเอกทัศยิ้มมุมปากเเล้วกล่าววาจาราบเรียบ"เเม่ทัพนายกองทุกนาย!"พระเ้าเอกทัศน์ะโลั่นท้องพระโรงในขณะที่มีเเม่ทัพเรียงเเถวซ้ายขวาฝั่งละ10รายเเละเป็ผู้ทรงคุณวุฒิ พวกเขาเเต่ละคนสวมผ้าเเพรชั้นเลิศที่สั่งทำจากจีนเเต่เป็ลายไทยรูปพระ ประดับยศขลิบทองเยี่ยม เซ็ทผมเเสกกลางเเละหยดน้ำมันหอมเเวววับ เเม่ทัพนายกองทุกคนมองนิ่งมีเพียงเเค่1-2คนที่สะดุ้งเล็กน้อย
“สิ่งที่อาณาจักรพวกเราขาดมากที่สุดคือสิ่งใดรือ?"พระเ้าเอกทัศน์เดินเเละใช้นิ้วชี้ลูบลายสลักของเสาท้องพระโรง
“ทาส”
“กำลังทหาร”
“การค้า”
“วัฒนธรรม”
“อาวุธ”เหล่าผู้ทรงคุณวุฒิต่างถวายบังคมเคลื่อนมาด้านหน้า2เข่าเเล้วกล่าวทูลเเต่ทว่าไม่มีใครพูดเข้าหูผมสักคน จนผมรู้สึกทนไม่ไหว สีหน้าของพระเ้าเอกทัศน์ย่ำเเยมาก"พอ…"พระเ้าเอกทัศน์โบกมือด้วยเสียงที่สะกดความผิดหวังเอาไว้ ผมหันมามองนายจันขาวที่นั่งคุกเข่านิ่งอยู่ เเละจ้องตาพยักหน้าเป็นัยว่าอยากรู้ความคิดของจันขาวด้วย
“ค..ความรู้ขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆ”พระเ้าเอกทัศน์เสสรวลอยู่พักนึงเเววตาของเขาดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง"ใช่เเล้ว ความรู้" เหล่าเสนาบดีเเละผู้ทรงคุณวุฒิยังไม่เข้าใจที่ผมพูดสักเท่าไหร่?ใบหน้าของพวกเขาปรากฏคำถามมากมาย
“คำตอบของพวกเ้าหลายคนนั้น ข้าััได้ว่าพวกเ้าอยากให้พวกมณีปุระมาเป็ทาส เื่นี้ยังไม่เป็อันตัดสินกัน เเละเ้าหนวดเขี้ยวก็ดำเนินตามนโยบายของเ้าเต็มกำลัง ข้านับถือ ข้านับถือ”พระเ้าเอกทัศน์เดินกลับไปนั่งบนพระอาสน์"เเต่ว่าพวกเ้าคิดจริงๆหน่ะเหรอว่าข้าโง่ ก็เลยปล่อยพวกเชลยศึกเ่าั้ไป เหตุผลที่ข้าปล่อยมี3ประการ" พระเ้าเอกทัศน์สั่งให้นางในหยุดพัด
“ประการเเรก หากพวกเราให้พวกเชลยศึกกว่า4หมื่นคนมาเป็ทาส อโยธยาจะต้องโดนก่อจลาจลเเน่ พวกทหารที่โดนจับเเละโกรธเเค้นพวกเราจนเข้ากระูกดำก็ไม่คิดต่างจากพวกเรา พวกเ้ากล้าพูดรึไม่ว่าบรรพรุษของพวกเ้าเห็นหงสาวดีเป็พี่น้อง เห็นราชวงศ์โกนบองเป็เครือญาติ มันคือห่วงโซ่ความเเค้น หากพวกเราจับเชลยศึกมาเป็ทาส จำนวน4หมื่นคน ความเเค้นของมณีปุระจะไม่มีวันหมด เเละตอนนี้พวกเราก็เหมือนชักศึกเข้าบ้าน ทำให้นานเข้า อโยธยาจำต้องยกทหารไปช่วยหัวเมืองชั้นนอกรบ ภายในเมืองมีทหารน้อยกว่า4หมื่นนายจะเกิดอันใดขึ้น?”
“พวกเราจะโดนกลุ่มคน4หมื่นคนลุกฮือ หากพวกมันทำสำเร็จอโยธยาจะกลายเป็เมืองขึ้นโดยง่าย ผู้คนล้มตาย”พระยาพิชัยตอบ
พระเ้าเอกทัศชี้นิ้วเหมือนปืนไปที่พระยาพิชัย“ถูก!”
“ประการที่สอง หากเราปล่อยพวกเขากลับไป ตอนนี้ตามที่จันขาวเคยส่งขาวมาบอกพวกเราว่ามณีปุระมีศึกหนักอยู่ที่กับพวกจักวรรดิ์ชิง อีกไม่เกินวันเศษมณีปุระจะได้ข่าวคราวว่าพวกเขารบเเพ้เเละการศึกของพวกเขาจะย่ำเเย่ลง หากในขณะนั้นทหารมณีปุระกลับไปพวกเขาจะหวาดระเเวงรึไม่?”
“เพราะ…ทหารมณีปุระนั้นมีเเต่จะยอมตาย เเต่พวกเราขังเขาไว้สองวันทำให้พวกเขายังรู้สึกว่ามีหวังที่จะได้กลับไปหาลูกเมีย หากพวกนั้นกลับไปก็มีเเต่พวกมณีปุระจะหวาดระเเวงกันเองเพราะมั่นใจว่าเป็ทหารทอดทิ้งชาติไปเข้ากับอโยธยา”นายหนวดเขี้ยวตอบ
“นั่นก็ใช่ เเต่ข้าจะเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกข้อ หากผู้ใดอยากกลับไปชาติบ้านเกิดให้ติดธงของนครอโยธยาไปด้วย เเบบนี้หล่ะ?”
“วุ่นวายไปกันใหญ่เลยขอรับ"นายจันขาวคิดตาม
“ประการที่สาม มณีปุระเริ่มเจริญขึ้นใน่ราชวงศ์โกนบองหรือประมาณ50ปี ทหารของพวกเขากล้าเเข็งเเต่ว่าความรุ่งเรืองของพวกเขามิอาจจะเทียบเคียงเรา หากเราจัดเลี้ยงอาหารพวกเขาให้หรูหรากว่าอีกเท่าตัว เเละปล่อยตัวพวกเขาไปด้วย ให้เงินทองไปด้วย ส่วนนี้ข้าออกเอง คราวนี้หล่ะ?”
“เเต่ว่าจะได้ประโยชน์อันใดที่ทำดีกับศัตรูถึงเยี่ยงนี้พะย่ะค่ะ”หนวดเขี้ยวถาม น้ำเสียงของเขาใจเย็นขึ้นมาก
“พวกเ้าจะทำร้ายคนที่มอบความสุขให้พวกเ้ารึไม่?”
“ข้าพเ้าสาบานกันหมดก่อนที่จะมาเป็ทหารเเละท่องทุกวันว่าห้ามลืมบุญคุณคนพะย่ะค่ะ”ทุกคนพูดเป็นัยเดียวกัน
“เพราะฉะนั้น ตอนนั้นพวกมณีปุระทั้งหลายที่ลำบากมานานใน่10ปีที่ผ่านมานี้จะเห็นพวกเราเป็ พื้นที่อยู่อาศัยเเห่งใหม่ เพราะฉะนั้นจากที่คิดคำนวนเเล้ว พวกมณีปุระที่เราปล่อยจะกลับมาอยู่ในอาณัติของเราเองโดยไม่ต้องลงมือทำประการใด อีกทั้งยังช่วยทลายอาณาจักรมณีปุระลงได้โดยไม่ต้องลงเเรง นอกจากนั้นพวกเขาจะอพยพครอบครัวมาตั้งรกรากที่นี้ อย่างน้อยๆก็70%ของทหารทั้งหมด หรือราว28000นายถ้ารวมกับครอบครัวโดยเฉลี่ยก็54000คน”
“คราวนี้ ทั้งมณีปุระจะล่มสลายเเละประเทศเราก็เจริญขึ้น"พระเ้าเอกทัศหายใจเข้าเฮืกใหญ่เขาพูดรัวเกินไปก่อนที่จะกล่าวต่อ"หนวดเขี้ยวหากเ้ามีความเเค้นอยากจะฆ่าชาวมณีปุระเพียงเเค่40000นาย หรืออยากจับพวกนั้นมาเป็ทาสเเละใช้งานเเสนสาหัสอย่างทรหดอดสู่ก็ทำไปเถิด เเต่ข้าหน่ะจะฆ่าคนในเเผ่นดินมณีปุระทั้งหมดอีก60หมื่นคน ฆ่าวัฒนธรรมพวกมัน ฆ่าราชวงศ์พวกมัน ฆ่าเเผ่นดินพวกมัน เเล้วดูดกลืนผู้มีความสามารถอพยพมาที่นครอโยธยาเเห่งนี้ ให้มาปลูกไร่ไถ่นา ให้มาค้ามาขาย ให้มาประสานวัฒนธรรมให้สงส่งขึ้น เเล้วตามไปเก็บเเผ่นดินที่เป็เมืองขึ้นของจักรวรรดิชิงมาโดยง่ายดาย"พระเ้าเอกทัศมองนายหนวดเขี้ยวด้วยใบหน้าผิดหวัง เขาใช้นิ้วชี้เเละนิ้วโป้งจับคางนายหนวดเขี้ยวที่กำลังหมอบกราบบังคมทูลให้เเหงนหน้ามองเขา
“ข้าไม่บังคับเ้า หากอยากไปล้างเเค้นเพื่อเติมเต็มจิตใจก็ทำเถิด ไปเถิดไปหากหัวใจคุณจริงพอ”พระเ้าเอกทัศน์ร่ำร้องเพลงเสียงเอื้อนในบรรทัดหลังเหมือนบิดาผู้ดูบุตรที่เเสนเขลาเบาปัญญา
'เปอร์เซ็น?'
‘ประเทศ?’
เเม้ว่าเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเเละขุนนางจะไม่เข้าใจคำบางคำเเต่เหล่าบรรดาขุนนางอึ้งทึ่งค้างกันไปพักหนึ่ง เสียงของหนวดเขี้ยวทำลายเวลาที่ถูกหยุดนิ่งนั้น
“ช่างน่าละอายนัก ข้าพเ้าคิดตื่นเขินไป โปรดลงอาญาข้าพเ้าด้วยเถิดอย่าใดให้เป็ความอัปยศสืบทอดเเก่ตระกูล”
“การลงอาญาของข้าคือให้เ้าไปบวช1พรรษา”พระเ้าเอกทัศน์กล่าว"มัติเป็เอกฉันท์ ทำตามที่ข้ากล่าวซะ!"พระเ้าเอกทัศน์สะบัดชายผ้าของชุดลำลอง เเล้วก็เดินกลับเข้าไปในวังพร้อมข้าราชบริพาน นายจันขาวนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งก็นึกได้รีบวิ่งไปหาพระเ้าเอกทัศน์
เมื่อพระเ้าเอกทัศเดินมาถึงทางเดินบริเวณห้องส่วนพระองค์ข้าราชบริพานหญิงก็โค้งคำนับทั้งสี่คนเเล้วก็เดินจากไป ในขณะนั้นนายจันขาวก็วิ่งปรี่เข้ามาหาพระเ้าเอกทัศน์ ผมเห็นจันขาวมาพอดีจึงลากตัวเข้าห้องเเละปิดประตูออกทันที
“ถอดเสื้อซะจันขาว!ถอดออกมาให้หมด!”ผมพูดเสียงดุ