ชิวหย่งเล่อได้ยินดังนั้นทำให้นางรู้ตัวว่าคำพูดของตนสร้างความไม่พอใจให้กับชายหนุ่มนางแค่หมั่นไส้แม่น้องสาวตัวดีของนางเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาดูถูกเขาเลยแม้แต่น้อย
"คุณชายอย่าพึ่งเข้าใจข้าผิดที่ข้าพูดเช่นนี้เพราะรู้จักนิสัยน้องสาวตัวเองดีว่านางเป็เด็กที่ชอบเรียกร้องความสนใจ หากนางาเ็จริง อย่างที่คุณชายว่าข้ายอมเชื่อคุณชายอยู่แล้ว"
"น้องสาวเ้าาเ็...เ้าเป็พี่สาวแท้ๆเหตุใดไม่ห่วงใยดูแลนางให้ดี ปล่อยให้ข้าที่เป็คนนอกต้องมาค่อยดูแลแทนถ้าเ้าใส่ใจนางสักนิด เื่เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น"
"ข้าผิดเองเ้าคะต่อไปจะใส่ใจดูแลน้องสามให้มากขึ้น ขอบคุณคุณชายลู่ที่ช่วยดูแลหนิงอัน"
"ข้ายังมีเื่อื่นต้องทำขอตัว!"
"ให้ข้าเดินไปส่งคุณชายนะเ้าคะ"
"ไม่จำเป็...ข้าจำทางได้เ้ารีบกลับเข้าไปดูแลน้องสาวเ้าจะดีกว่า"
ชายหนุ่มหันหลังเดินสะบัดแขนเสื้อ ระหว่างนั้นก็ยกมือขึ้นรวบจัดแต่งทรงผมขยับเสื้อผ้า ให้กลับมาอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยอีกครั้ง
เมื่อเขากลับมาที่จวนสกุลลู่ก็ตรงไปที่ห้องโถงรับแขกเห็นผู้ใหญ่ยังนั่งพูดคุยกัน จึงเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยพร้อมกับบอกเล่าอาการชิวหนิงอัน ให้นายท่านชิวทราบ
"ท่านลุงชิวขอรับอาการาเ็ของคุณหนูสามหลานคิดว่าควรให้หมอ มาตรวจดูอีกครั้งนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นข้าสงสัยว่ากระดูกข้อเท้าน่าจะได้รับาเ็ควรได้รับการตรวจรักษาใหม่อีกครั้ง"
"ขอบใจมากหลานชาย อย่างนั้นข้าต้องขอตัวกลับก่อนนี้ก็รบกวนเวลาพวกท่านมานานแล้ว"
นายท่านลู่กล่าวตอบอย่างผู้มีมิตรไมตรี"รบกง รบกวนอะไรกัน...คนกันเองทั้งนั้น" ลู่ฮูหยินรีบกล่าวเสริมขึ้น"ท่านเสนาบดีชิว ฮูหยินทั้งสองโปรดวางใจต่อไปพวกเด็กๆ มาเรียนที่นี่ ข้าจะดูแลพวกเขาเป็อย่างดี"
ส่งคนสกุลชิวกลับไปหมดแล้วลู่ปิงหยวนก็เดินกลับมาที่เรือนตนเอง ที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกนั่งลงรินชาร้อนจากกาน้ำชาใส่ลงในจอก ความร้อนทำให้เกิดละอองไอสีขาว ลอยตัวในอากาศส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
เขาบรรจงหยิบถ้วยชาขึ้นสูดดมกลิ่นหอมของใบชาแล้วจึงค่อยๆ จิบช้าๆ สองสามอึกทำให้จิตใจที่ขุ่นมัวเมื่อครู่ ในตอนที่สนทนากับชิวหย่งเล่อ ค่อยผ่อนคลายลงได้บ้าง
ภายในใจคิดถึงคำพูดที่นางกล่าววาจาใส่ร้ายน้องสาวตัวเอง ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นใจ ชิวหนิงอันมากยิ่งขึ้นหึ! มีพี่สาวเช่นนี้...ไม่มีเสียยังดีกว่า
ชายหนุ่มนั่งใจลอยอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินนั้นแ่เบาแต่เขาพอจะเดาได้ว่าเป็ผู้ใด รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้ากล่าวทักทายคล้ายกับอยากจะยั่วโมโหคนเล่น
"เ้าหายหน้าไปหลายวันข้านึกว่าเ้าหนีกลับเขาหลานซ่าไปเสียแล้ว"
เทียนห้าวตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่ถูกศิษย์พี่ของตนกล่าวหา ว่าเขาเป็คนไร้ฝีมือ ไร้ความรับผิดชอบพอทำงานไม่สำเร็จ ก็คิดจะหนีหน้าหายตัวกลับเขาหลานซ่าอย่างนั้นรึ
"จับคนร้ายยังไม่ได้ก็จริงอยู่แต่คนอย่างข้า หากทำงานไม่สำเร็จ...ย่อมไม่มีวันละทิ้งหน้าที่"
"ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้แล้วเ้ากลับมา ให้ข้าเห็นหน้าทำไม"
"ข้ากลับมาก็เพื่อจะแจ้งความคืบหน้าว่าข้าพอจะรู้ตัวคนร้ายแล้ว ว่ามันเป็ใคร...มันมีชื่อว่าเกาหยาง อดีตเคยเป็ทหารรับใช้ของแม่ทัพใหญ่เฉิน คนผู้นี่จงรักภักดีต่อสกุลเฉินบ้านเดิมฮูหยินใหญ่แต่ที่ข้ายังจับตัวมาไม่ได้ เพราะว่ามันหนี ออกนอกเมืองไปแล้ว กำลังมุ่งหน้าไปที่เมืองซีฉีบ้านเกิด ข้ากลับมาเพื่อขอความเห็นจากคุณชายว่าจะให้ข้าทำเช่นไรต่อไป"
ลู่ปิงหยวนนั่งใช้ความคิดอยู่ชั่วอึดใจก็เอ่ยปากพูดกับเทียนห้าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้แสดงท่าที วิตกกังวลแต่อย่างใด
"เ้ากลับมาเหนื่อยๆกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด เื่นี้จะกระทำการบุ่มบ่ามไม่ได้ ดูท่าคนผู้นี้จะขู่เข่นให้ยอมรับสารภาพ คงไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด รอให้ข้าคิดหาวิธีได้ก่อนค่อยว่ากันใหม่"
ทหารนอกราชการข้ารับใช้เก่าตระกูลแม่ทัพใหญ่เฉินผู้ล่วงลับ ขึ้นชื่อเื่ความซื่อสัตย์จงรักภักดี ต่อผู้เป็นายไม่มีทางปริปากเป็แน่
ดีไม่ดีหากมันไหวตัวทันชิงลงมือฆ่าตัวตายไปเสียก่อนคงหาหลักฐานอื่นมายืนยันเอาผิดฮูหยินใหญ่ไม่ได้อีก เขาต้องวางแผนอย่างรัดกุมครั้งหน้าเขาจะไม่ยอมให้เทียนห้าว ต้องไปเสียเที่ยว
หลายวันที่ผ่านมาชิวหนิงอันเชื่อคำพูดที่ลู่ปิงหยวนบอกกับนางอย่างสนิทใจนางกลัวว่าจะเดินไม่ได้จริงๆ จึงเชื่อฟัง และให้ความร่วมมือในการรักษาเป็อย่างดี
อีกอย่างที่นางอยากหายไวๆก็เพราะนาง อยากไปเข้าเรียนให้ได้เร็วที่สุด ไม่้าเป็ตัวถ่วงทำให้ท่านพี่ทั้งสองของนางต้องเสียเวลา
หญิงสาวกินยาตรงตามเวลาขยับร่างกายอย่างระมัดระวัง อาการของนางก็กลับมาดีขึ้นตามลำดับเวลาล่วงเลยมาเกือบครึ่งเดือน อาการาเ็ที่ข้อเท้าก็หายสนิทนางจึงรีบบอกให้ท่านแม่ของนางทราบ และส่งข่าวไปที่จวนสกุลลู่ ว่านางหายดีแล้วจะเริ่มไปเข้าเรียนในวันรุ่งขึ้น
ชิวหย่งเล่อดีใจมากเมื่อวันที่นางรอคอยมาถึงซะที สามพี่น้องเดินเท้ามาที่จวนสกุลลู่แต่เช้าลู่ฮูหยินกับลู่ม่านลี่เดินออกมาต้อนรับ และเชิญทุกคนไปที่หอสดับเมฆา
ที่ชานเรือนถูกจัดเป็ห้องเรียน่นี้เป็่ฤดูใบไม้ผลิ ในตอนกลางวัน อากาศค่อนข้างอบอ้าว ลู่ปิงหยวนเมื่อได้รับข่าวจากฮูหยินรองก็สั่งให้บ่าวรับใช้ ยกโต๊ะจากห้องเก็บของ ออกมาตั้งไว้ด้านนอกเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ยามนั่งเรียนหนังสือ จะได้ไม่อุดอู้จนเกินไป
เด็กทั้งสี่คนนั่งเรียงแถวหน้ากระดานตามแนวที่ถูกจัดเรียงโต๊ะเอาไว้ บนโต๊ะมีจานหมึก พู่กัน แผ่นกระดาษ และแผ่นพับที่หน้าปกเขียนเอาไว้ว่า คำสุภาษิตสิบประโยชน์วางอยู่
เด็กทั้งสี่นั่งรออยู่ที่นั่นสักพักก็มีเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น “คุณชายลู่ให้ข้ามาบอกพวกเ้าให้คัดลายมือตามตัวอักษรในแผ่นพันที่วางอยู่บนโต๊ะ”
ชิวหนิงอันลู่ม่านลี่ และชิวหย่งเล่อ หยิบพู่กันขึ้นมาคัดตัวอักษรทำตามที่เทียนห้าวบอกอย่างว่าง่าย จะมีก็แต่
ชิวเสี่ยงรุ่ยที่นั่งมองตัวอักษรในแผ่นพับอยู่นิ่งๆ ไม่ยอมลงมือคัดตามคำสั่ง
เทียนห้าวเห็นชิวเสี่ยงรุ่ยไม่ยอมลงมือคัดตัวอักษรก็เอ่ยถามขึ้น “คุณชาย...เหตุใดเ้าถึงไม่ลงมือ”
ชิวเสี่ยงรุ่ยเงยหน้าตอบแบบกวนๆ ว่า“ลายมือข้าไม่สวย เลยไม่อยากเขียน ข้ามาเรียนวิชาทำการค้าไม่ได้มาเรียนคัดตัวอักษรซะหน่อย รอคุณชายลู่มา ข้าจะบอกเขาเองเ้าไม่ต้องยุ่ง”
“ข้าขอเตือนเ้าด้วยความหวังดีคุณชายลู่ไม่ได้ใจดีอย่างที่เ้าเห็น ข้าว่าเ้าอย่าสร้างปัญหาให้ตัวเองจะดีกว่า”
“เหอะ!เ้าไม่ต้องมาขู่...ข้าไม่เขียน เขาจะทำอะไรข้าได้”
“ข้าเตือนเ้าแล้วนะอยากจะลองดีก็ตามใจ”
เมื่อได้เวลามาตรวจอักษรลู่ปิงหยวนก็วางตำราในมือ เดินลงมาจากชั้นสองของหอสดับเมฆา ่นี้อากาศอบอ้าวชายหนุ่มจึงสวมเพียงชุดด้านในสีขาว สวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีเขียวอ่อน
เสื้อคลุมตัวนอกเนื้อผ้าบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลม รวบผมขึ้นปล่อยเป็หางม้า แลเห็นจมูกโด่งคมสันส่งเสริมให้รูปโฉมดูแล้วเคร่งขรึม เต็มเปี่ยมไปด้วยความสง่างามน่านับถือ
เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านในตัวเรือนทำให้ทั้งสี่คนเงยหน้ามองไปทางเดียวกัน ชายหนุ่มผู้ที่เดินเข้ามา มีสีหน้าเรียบเฉยเขาเดินตรงไปที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม หมุนตัวหันหน้าเข้าหาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เอาที่คัดเสร็จแล้วมาให้ข้าดู” สาวน้อยทั้งสาม เดินเอาแผ่นกระดาษที่คัดตัวอักษรเสร็จแล้วมาวางลงที่โต๊ะตรงหน้าชายหนุ่ม เด็กหนุ่มอีกคนกลับนั่งนิ่งไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อน
ลู่ปิงหยวนจึงเอียงคอเล็กน้อยมองไปที่ชิวเสี่ยงรุ่ย “เสี่ยงรุ่ยเ้ายังคัดไม่เสร็จอีกหรือ?”
“ลายมือข้าไม่สวยข้าเลยไม่ชอบเขียนตัวอักษร อีกอย่างที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อมาเรียนรู้เื่การค้าไม่ได้มาประกวดคัดลายมือ”
ลู่ปิงหยวนแค่นเสียงหัวเราะ“หึๆ พูดได้ดี พูดได้ดีมาก...คนอื่นคัดหนึ่งจบ ส่วนเ้าคัดยี่สิบจบเอามาส่งข้าก่อน ยามอู๋ (11.00-12.59 น.) ถ้าไม่ทำก็เตรียมหาคำตอบไว้ให้กับมารดาของเ้าไว้ได้เลย ว่าเหตุใดข้าถึงไม่รับเ้าเป็ศิษย์”
ชิวเสี่ยงรุ่ยรู้สึกไม่พอใจที่ลู่ปิงหยวนกล้าใช้ท่านแม่มาข่มขู่เขา “จะ...เ้า! คุณชายลู่นี่เ้ากำลังกลั่นแกล้งข้าอยู่ชัดๆ”
“จะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่เ้าเวลาเหลืออีกไม่มากรีบตัดสินใจว่าจะลงมือคัด หรือจะให้ข้าไล่เ้ากลับไป”
“ข้าคัดก็ได้!”ชิวเสี่ยงรุ่ยไม่มีทางเลือก จำใจต้องทำตาม อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ชิวหนิงอันเป็ห่วงว่าพี่ชายใหญ่จะถูกไล่ออก และพอกลับไปที่บ้าน จะโดยแม่ใหญ่ลงโทษสถานหนัก ที่ทำให้นางต้องอับอายขายขี้หน้า
นางนั่งลงคุกเข่าโน้มตัวก้มศีรษะลงกับพื้น ขอร้องแทนพี่ชาย “ท่านพี่ปิงหยวนเ้าคะยี่สิบจบให้ส่งก่อนเที่ยง ข้าเกรงว่าท่านพี่เสี่ยงรุ่ย จะคัดเสร็จไม่ทันเวลาขอท่านพี่ผ่อนปรน ลดลงเหลือสิบจบ ได้หรือไม่”
ลู่ปิงหยวนเงยหน้าขึ้นช้าๆมองไปที่ชิวหนิงอัน สีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดเื่นี้นางไม่ควรเข้ามายุ่ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่หญิงสาวผู้นี้ขอร้องเขากลับยอมตามใจนางอยู่ร่ำไป
“ครั้งนี้...เห็นแก่น้องสาวเ้าที่ขอร้องแทนพี่ชายสิบจบก็สิบจบ” พูดจบ ชายหนุ่มก็ก้มหน้าลงหันความสนใจมาที่กระดาษสามแผ่นที่อยู่ตรงหน้า
“ขอบพระคุณเ้าคะ”
ลายมือลู่ม่านลี่นั้นไม่น่าเป็ห่วงชายหนุ่มจึงมุ่งความสนใจไปที่ แผ่นคัดลายมือของชิวหนิงอันเมื่อได้เห็นก็ต้องรู้สึกแปลกใจ ตัวอักษรเป็ระเบียบ น้ำหนักมือในการใช้พู่กันหนักแน่น สะบัดปลายพู่กันได้อย่างพลิ้วไหว ขัดกับบุคลิกภายนอกของนางที่ดูบอบบางโอนอ่อนผ่อนตามผู้อื่น
เขาเอื้อมมือไปหยิบแผ่นคัดลายมือของลู่ม่านลี่กลับมาดูอีกครั้ง เปรียบเทียบกันแล้วกลับกลายเป็ว่าลายมือของชิวหนิงอัน เขียนได้ดีกว่าน้องสาวของเขาเสียอีก“หนิงอัน...ผู้ใดสอนเ้าคัดตัวอักษร”
“ท่านแม่เป็คนสอนข้าเ้าคะข้าคัดออกมาไม่ถูกต้องหรือเ้าคะ”
“ใครว่าไม่ถูกต้องเ้าเขียนออกมาได้ดีมากทีเดียว” ******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***