บทที่ 5 ฉางเกิง เซียนกระบี่
ก่อนหน้านี้ เฉินชิงหยวนมีพร์สูงส่ง แต่ก็เป็เพียงปุถุชนธรรมดา ตามบันทึกโบราณ กระดูกทองคำหมายถึงรากฐานที่สมบูรณ์แบบไร้ตำหนิ ซึ่งมีประโยชน์มหาศาลต่อการบำเพ็ญในอนาคตอย่างที่คาดไม่ถึง
ห้าดินแดนใต้หล้า เป่ยหวงอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล
ครั้งหนึ่ง เฉินชิงหยวนถือเป็ผู้บำเพ็ญรุ่นเยาว์ผู้มีชื่อเสียงในแดนเป่ยหวง มีประสบการณ์ไม่น้อย ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถบำเพ็ญจนได้กระดูกทองคำในตำนานมาก่อนเลย
เฉินชิงหยวนรู้ดีถึงคุณค่าอันล้ำเลิศของกระดูกทองคำนี้ ราคาแพงเกินกว่าจะประเมินค่าได้
“ท่านผู้เฒ่า สิ่งนี้คือ…” เฉินชิงหยวนไม่ได้จมอยู่ในความปีติยินดีตลอดไป สีหน้าของเขาค่อย ๆ แฝงความซับซ้อนขึ้น พูดอย่างอึกอักว่า “สิ่งนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าน้อยรับไว้คงไม่สมควร!”
“ท่านผู้ทรงเกียรติแห่งแดนต้องห้ามเทียนหยวนมีบัญชาให้มอบกระดูกนี้แด่ท่าน” ชายชรากำลังจะบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความดีความชอบของตนเอง และอธิบายถึงสถานการณ์โดยละเอียด
“แดนต้องห้าม” ในชั่วพริบตา เฉินชิงหยวนนึกถึงหญิงสาวชุดแดงผู้นั้น รู้สึกหวาดกลัวปนคิดถึงอย่างประหลาด
“ท่านพักผ่อนให้ดี ข้าขอตัวก่อน” พูดจบชายชราก็ออกจากห้องลับนั้นไป
ภายในห้องลับอันเงียบสงัด เฉินชิงหยวนตกอยู่ในห้วงความคิดนานพอสมควร เฉินชิงหยวนเรียบเรียงความคิดเสร็จ ก็เข้าใจสถานการณ์ของตนเองแล้ว และไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป
กระดูกทองคำนี่ไร้ที่ติ รากฐานสมบูรณ์แบบ ต่อไปเฉินชิงหยวนเพียงแค่มีจิตใจมั่นคง ความสำเร็จในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดแน่นอน
เฉินชิงหยวนสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย เดินออกไปที่ลานบ้าน ที่มุมห้องด้านใน ท่านผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ วางไม้เท้าไว้ข้างตัวมือใช้กระบี่ที่หักผ่าฟืน
เฝ้ามองท่าทางการผ่าฟืนของชายชรา เฉินชิงหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหา “ท่านผู้เฒ่า เหตุใดถึงได้ทำลายกระบี่เช่นนี้เล่า?”
“กระบี่หักแล้ว ต่อให้ดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์” ชายชราตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“รากฐานิญญาของข้าถูกทำลายไปจนสูญสิ้น ท่านผู้าุโยังสามารถใช้วิชาอภินิหารซ่อมแซมให้ได้ แต่กระบี่ที่แตกหักนี้ ไม่มีทางแก้ไขได้อีกแล้วหรือ?” เฉินชิงหยวนไม่อยากเห็นกระบี่เช่นนี้ถูกนำมาผ่าฟืนเลย ในใจรู้สึกเวทนายิ่งนัก
“ลองมาหลายครั้งแล้ว ล้วนล้มเหลวทุกครั้งไป” ชายชราชะงักมือที่ผ่าฟืนเล็กน้อย แววตาลึกลับผุดขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อได้ยินดังนั้นเฉินชิงหยวนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ จึงเงียบไป
“กระบี่เล่มนี้ชื่ออะไรหรือ?” รอสักพักใหญ่ เฉินชิงหยวนจึงถามขึ้น
“กุ่ยหยาง” ชายชราครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยชื่อกระบี่ออกมา
“กุ่ยหยาง... เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” เฉินชิงหยวนพึมพำซ้ำ ๆ รู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง ก้มหน้าครุ่นคิด
ครู่ต่อมา เฉินชิงหยวนเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แววตาฉายแววใ ก่อนจะกลายเป็ความเคารพยำเกรง พลางอุทานออกมา “ท่านคือเซียนกระบี่ฉางเกิง!”
ได้ยินฉายานี้ ร่างของท่านผู้เฒ่าสั่นเทาเล็กน้อย สีหน้ายากเกินกว่าจะอธิบาย เสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “หลายปีแล้วที่ไม่ได้ยินใครเรียกข้าเช่นนั้น…” ชายชราเห็นได้ชัดว่ายอมรับในตัวตนของเขาแล้ว
“เป็ท่านจริง ๆ เหลือเชื่อยิ่งนัก!” เฉินชิงหยวนตาค้าง อารมณ์พลุ่งพล่าน นานกว่าจะสงบลงได้
เซียนกระบี่ฉางเกิง ชื่อจริงคือหลี่มู่หยาง เคยเป็ผู้แข็งแกร่งเลื่องชื่อไปทั่วใต้หล้า มาจากสุดยอดตระกูลกระบี่แห่งทวีปเป่ยหวง
ตามบันทึก เซียนกระบี่ฉางเกิงปรากฏตัวครั้งสุดท้ายเมื่อหมื่นปีก่อน เล่ากันว่าท่านมุ่งหน้าไปยังจงโจว หรือที่เรียกว่าตี้โจว ฟันูเาจื่ออวิ๋นซึ่งเป็สัญลักษณ์ของเจตจำนงฟ้าดินด้วยคมกระบี่เดียว เพียงเพื่อไขว่คว้าจุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่
กระบี่ฟันูเาจื่ออวิ๋นยั่วยุสำนัก ทำให้เกิดการลงโทษ
ศึกนั้น เซียนกระบี่ฉางเกิงพ่ายแพ้ ผู้คนต่างคิดว่าท่านตายจากไปแล้ว
นับแต่นั้น เื่เล่าของเซียนกระบี่ฉางเกิงกลายเป็ตำนาน และถูกมองเป็เสาหลักที่ยากจะก้าวข้ามสำหรับผู้บำเพ็ญวิถีกระบี่นับไม่ถ้วน
“ทั้งหมดนั่นเป็เพียงชื่อเสียงจอมปลอม สลายไปกับ่เวลานานแล้ว” หลี่มู่หยางมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมดแล้ว
“เซียนกระบี่ฉางเกิงผู้เป็ถึงปรมาจารย์ ไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้?” เฉินชิงหยวนได้ยินเื่ราวของเซียนกระบี่ฉางเกิงมาั้แ่เด็ก นับถือท่านยิ่งนัก
พูดได้ไม่เกินจริงว่า หากหลี่มู่หยาง้า ท่านสามารถสถาปนากำลังชั้นยอดได้อย่างง่ายดาย
“อื้ม… ลับกระบี่ดีกว่า”
อูฐผอมอย่างไรเสียก็ใหญ่กว่าม้า*[1] หลี่มู่หยางจะตกต่ำเพียงใดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญธรรมดาจะเทียบได้
แม้ว่าจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แต่หลี่มู่หยางไม่เคยยอมแพ้เลย
“ใช้วิธีนี้บำเพ็ญกระบี่หรือ?” เฉินชิงหยวนมองไม้ฟืนที่กระจัดกระจายเต็มพื้น ผ่านไปชั่วขณะหนึ่งก็ยังไม่เข้าใจ
“ท่านคิดว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับผู้ฝึกกระบี่ ?” หลี่มู่หยางวางกระบี่ที่หักลงแล้วสบตาเฉินชิงหยวน
“ตามหลักแล้ว สำหรับผู้ฝึกกระบี่ การมีกระบี่วิเศษที่เข้ากับตนเองและคัมภีร์กระบี่ชั้นเลิศนั้นสำคัญมาก” เฉินชิงหยวนกล่าวต่อ “แต่ข้าคิดว่าไม่ว่าจะเดินบนเส้นทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือจิตใจที่มุ่งมั่น บำเพ็ญ และต้องฝึกจิตใจก่อน” พลันได้ยินคำตอบนี้ ดวงตาของหลี่มู่หยางเต็มไปด้วยริ้วคลื่น จึงเงียบไปนาน
นานทีเดียวจนหลี่มู่หยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หากตอนหนุ่มข้ามีความฉลาดเหมือนท่าน อาจไม่ต้องมาเจอจุดจบเช่นนี้ หลักการบำเพ็ญต้องฝึกใจก่อนนั้น ข้าเพิ่งจะเข้าใจอย่างแท้จริง ก็แก่เฒ่าแล้ว”
สิ่งที่หลี่มู่หยางฝึกไม่ใช่กระบี่ แต่เป็จิตใจที่มุ่งมั่นของเขา
ตอนหนุ่ม หลี่มู่หยางคิดว่าตนเองมีพร์ล้นเหลือ ทุกอย่างราบรื่น กดคนรุ่นเดียวกันทั่วใต้หล้าจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า ต่อมา ใน่ที่หลี่มู่หยางรุ่งเรืองที่สุด ยังอวดอ้างว่าตนเป็ที่สามในใต้หล้า ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาผู้ฝึกกระบี่นับไม่ถ้วนต้องแหงนมองอย่างเทิดทูน
ทำไมถึงเป็ที่สามในใต้หล้าล่ะ?
ฟ้าดินเป็ที่หนึ่งที่สอง
เขาอวดอ้างว่าตนเป็ที่สามในใต้หล้า ไม่มีใครในโลกกล้าอ้างว่าเป็ที่หนึ่งที่สอง เพราะกลัวจะไปยั่วโทสะฟ้าดินเข้า
หลังจากนั้น หลี่มู่หยางหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมในหมู่ผู้ฝึกกระบี่ไม่ได้ คิดว่าตนเองมีพลังสูงส่งถึงขีดสุด จึงมุ่งหน้าไปยังูเาจืออวิ๋นที่ผู้คนเคารพยำเกรง เขาชักกระบี่ฟันลงไป ้าท้าทายฟ้าดิน
น่าเสียดาย หลี่มู่หยางพ่ายแพ้ หายตัวไปนับแต่นั้น
“ข้าขออนุญาตถามท่าน อีกครึ่งของกระบี่วิเศษหายไปที่ใดหรือ?”
เขาจ้องมองกระบี่เก่าเป็สนิมเล่มนี้อยู่ตลอด เหตุใดกระบี่วิเศษจึงขึ้นสนิม ก็เพราะจิตรับรู้ของมันหลับใหล จึงกลายเป็เพียงกระบี่ธรรมดา วันหนึ่งหากหลี่มู่หยางฟื้นฟูจิตรับรู้ของกระบี่ขึ้นมาใหม่ ก็จะทำให้กระบี่ตื่นขึ้น แสดงคมกระบี่ในวันวานออกมาได้
“ทิ้งไว้ทีู่เาจืออวิ๋น”
หลี่มู่หยางมองออกไปไกล ครุ่นคิดหลายสิ่ง ูเาจืออวิ๋นในแคว้นจงโจว นั่นเป็ดินแดนต้องห้าม
เฉินชิงหยวนมองตามทิศทางที่หลี่มู่หยางมองไป โดยไม่พูดอะไร
หลังจากนั้น เฉินชิงหยวนก็เริ่มบำเพ็ญ โดยวันแรกของการบำเพ็ญใหม่ เฉินชิงหยวนก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทียมฟ้า
ขอบเขตเทียมฟ้าและขอบเขตเหนือฟ้าเป็รากฐานของการบำเพ็ญ แต่ละขั้นมีเก้าระดับ
ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ด้วยพร์ กระดูกทองคำอันไร้ที่ติและความเข้าใจของตนเอง เฉินชิงหยวนทะลวงขอบเขตเทียมฟ้าระดับเก้าและก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือฟ้า
หลังจากทำให้รากฐานมั่นคงเป็เวลาหลายวัน เฉินชิงหยวนก็พยายามเพิ่มพูนกำลังภายในต่อไป
ชีวิตเช่นนี้ดำเนินต่อไปราวครึ่งปี เฉินชิงหยวนบำเพ็ญจนถึงขอบเขติญญาอำพันขั้นต้น
“ในครึ่งปีก็วางรากฐาน บำเพ็ญจนก้าวสู่ขอบเขติญญาอำพัน ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก”
หากหลี่มู่หยางไม่ได้เห็นกับตาก็ยากที่จะเชื่อ ในความทรงจำของเขาหากไม่พึ่งยาวิเศษและการถ่ายทอดจากผู้แข็งแกร่ง เพียงแค่ดูดซับปราณจากฟ้าดิน เพลานี้ยังไม่มีใครเทียบเฉินชิงหยวนได้จริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นรากฐานของเฉินชิงหยวนมั่นคงยิ่งนัก หาข้อบกพร่องไม่พบแม้แต่น้อย
“ในที่สุดข้าก็บำเพ็ญจนอยู่ในขอบเขติญญาอำพันแล้ว”
เฉินชิงหยวนบรรลุเป้าหมายแรกแล้ว เขาสามารถผ่อนคลายตนเองได้บ้างแล้ว
หลังจากนั้น เฉินชิงหยวนอยู่ในห้องหยิบกำไลสีเข้มออกมาจากสิ่งของที่พกติดตัว
ตอนแรกที่เฉินชิงหยวนสามารถเดินออกมาจากพื้นที่หวงห้ามเทียนหยวนในสภาพที่ยังมีชีวิตรอด ก็เพราะได้ทำข้อตกลงกับหญิงสาวชุดแดง ช่วยหญิงสาวชุดแดงทำเื่เก้าอย่างให้สำเร็จ แล้วพันธะระหว่างพวกเขาก็จะจบสิ้น
สำหรับข้อเรียกร้องเช่นนี้ เฉินชิงหยวนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
มีเพียงการบำเพ็ญใหม่จนถึงขอบเขติญญาอำพันเท่านั้น จึงจะสามารถใช้วิชาลับพิเศษที่หญิงสาวชุดแดงถ่ายทอดให้ และเมื่อนั้นก็จะสามารถปลดผนึกกำไลได้
“สิ่งแรกที่นางให้ข้าทำคืออะไรนะ?”
หลังจากยุ่งอยู่ครึ่งวัน เฉินชิงหยวนก็ปลดผนึกสำเร็จ ก่อนส่งจิตสำนึกส่วนหนึ่งเข้าไปในกำไล
[1] อูฐผอมอย่างไรเสียก็ใหญ่กว่าม้า หมายถึง ผู้ที่เก่งกล้าสามารถนั้น ต่อให้ตกต่ำเช่นไรก็ยังเป็ผู้เก่งกล้าสามารถอยู่วันยังค่ำ