ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายท้ายหมู่บ้าน

    77. คณะทูตจากแคว้นโจว

    วันเวลาผ่านไปอีกไม่นานก็จะถึงวันสิ้นปีแล้ว นับตั้งแต่ที่นางมาถึงยุคนี้นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มาฉลองปีใหม่กับสามีและน้องชายที่เมืองหลวง เพียงแต่สภาพอากาศของเมืองหลวงที่หนาวเย็นกว่าที่หมู่บ้าน ทำให้หนิงหลงที่พึ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันมีไข้ขึ้นสูง จึงทำให้การฉลองในครั้งนี้เด็กน้อยจึงทำได้แค่น้องอยู่บนเตียงในวันสิ้นปี

    อีกด้านนึงอายุครรภ์ของหนิงหนิงเองก็อายุได้สามเดือน หลังจากการตรวจครั้งล่าสุดท่านหมอได้ยืนยันแล้วว่านางตั้งท้องแฝดจริง จึงทำให้คนทั้งจวนปกป้องนางมากกว่าเดิม ส่วนอาการแพ้ท้องของสามีก็ยังคงมีอยู่ และดูเหมือนมันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเขาต้องดื่มยาบรรเทาอาการเหมือนพวกสตรีที่แพ้ท้อง

    “ท่านพี่ท่านว่าเจ้าก้อนเกลียดท่านหรือเปล่า เหตุใดพวกเขาถึงรังแกบิดาอย่างท่านเช่นนี้” นางมองชายหนุ่มบนเตียงด้วยความสงสารจับใจ เพราะอาการแพ้ท้องเลยทำให้เจ้าตัวกินข้าวไม่ได้มากเท่าเมื่อก่อน

    “ไม่ใช่หรอกลูกต้องรู้ว่าบิดาไม่อยากให้มารดาลำบาก พวกเขาจึงได้เอาความลำบากพวกนั้นมาให้ข้ามากกว่า^^” ชายหนุ่มยิ้มให้นางอย่างสดใส

    “=_=”

    “ว่าแต่อาการของเสี่ยวหลงเป็นอย่างไรบ้างล่ะ ดีขึ้นหรือยัง” ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อเขาเห็นว่าภรรยาไม่เล่นด้วย ตนจึงหันไปถามเรื่องอาการของน้องภรรยาแทน

    “ดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่ท่านหมอบอกว่าเขายังต้องนอนพักอีกสองสามวันถึงจะดี” เมื่อพูดถึงน้องชาย หนิงหนิงก็ได้ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า

    เพราะครั้งนี้พวกเขาเดินทางมาช่วงต้นเดือนสิบสอง เลยทำให้เมื่อมาใกล้จะถึงเมืองหลวงก็เจอเข้ากับพายุหิมะ เลยทำให้จากเดิมที่ใช้เวลาแค่สิบห้าวันก็ถึงลากยาวไปถึงยี่สิบกว่าวัน แถมพอมาถึงเขาก็ต้องมาล้มป่วยเพราะโดนลมหนาวอีก เลยทำให้เด็กน้อยต้องนอนป่วยอยู่บนเตียงโดยมีพวกสาวใช้คอยดูแล ส่วนนางที่เป็นพี่สาวก็เข้าไปดูแลไม่ได้เพราะกำลังตั้งท้อง

    “งั้นหรืองั้นก็ดีแล้ว อย่างน้อยพวกเราก็ยังได้อยู่ฉลองตรุษจีนด้วยกัน”

    “ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ว่าแต่ท่านพี่ช่วงปีใหม่นี้เราต้อง..”

    “ไม่จำเป็นอย่างมากเจ้าก็แค่บอกพ่อบ้านให้เตรียมพวกของกำนัลไว้หน่อยก็เท่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องออกไปเยี่ยมคนอื่นหรอก”

    “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปบอกให้พ่อบ้านเตรียมของไว้”

    “ให้คนอื่นไปเถอะ หนิงเอ๋อร์เจ้ามานอนพักเถอะเจ้ากำลังท้องอยู่ไม่ควรหักโหม” ชายหนุ่มถึงร่างของหญิงให้ล้มมานอนทับบนตัวเขา

    “เข้าใจแล้ว แต่ว่าท่านช่วยปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่” หญิงสาวพยายามดิ้นออกอ้อมกอดของชายหนุ่ม

    “หืมภรรยาพูดอะไรอยู่หรือ พี่ไม่ได้ยินพี่หลับไปแล้ว”

    “....”

    .

    .


    หลังจากผ่านพ้นปีใหม่ไปแล้ว ทุกช่วงระดับพลเมืองก็เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง หนิงหลงที่หายป่วยแล้ว เขาก็กลับมาทำหน้าที่ผู้ช่วยตัวน้อย โดยทุกวันเขาจะคอยเดินตามพี่สาวเพื่อดูว่านางทำอะไรบ้าง เขาจะคอยดูไม่ให้นางทำงานหนักจนไปหรือกินมากจนเกินไป

    ดังนั้นในช่วงที่ชิงหลงกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมต้อนรับคณะทูต ก็จะมีหนิงหลงที่คอยดูแลนางอยู่ในจวนแทนเขา ซึ่งหลังจากที่พักมานานจนอายุครรภ์เข้าเดือนที่สาม หนิงหนิงก็กลับมาทำหน้าที่ดูแลบัญชีค่าใช้จ่ายในจวนอีกครั้ง นอกจากบัญชีของจวนแล้ว ก็ยังบัญชีจากการค้าในแต่ละเดือนที่นางต้องเอามาตรวจอีก จึงทำให้ในแต่ละวันเวลาส่วนใหญ่ของนางมักจะหมดไปกับการทำบัญชีเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งผ่านไปหลายวันงานของนางถึงได้น้อยลง ทำให้นางมีเวลาไปดูแลพวกดอกไม้ของนาง

    “อื้อ..อีกไม่นานก็จะถึงตรุษจีนแล้วสินะ” หญิงสาวมองของประดับตกแต่งที่เต็มไปด้วยสีแดง ที่บ่งบอกว่าตรุษจีนใกล้เข้ามาแล้ว

    “พี่หญิงได้เวลาพักแล้วนะขอรับ”

    “รู้แล้วล่ะ” หญิงสาววางงานในมือแล้วเดินไปที่ห้องพักที่มีน้องชายอยู่ เด็กน้อยในวันวานที่ตัวสูงแค่เอวนาง ตอนนี้เขาสูงเท่าหน้าอกนางแล้ว และมีแนวโน้มว่าอีกไม่นานเขาก็อาจจะสูงเกินนางไป

    “พี่หญิงน้ำชาขอรับ”

    “ขอบคุณ จริงสิเสี่ยวหลงจะกลับไปเรียนหลังตรุษจีนใช่ไหม”

    “ขอรับ”

    “อื้มดีแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่อยากสอบเป็นขุนนาง แต่การที่เรามีความรู้ติดตัวไว้มันก็ยังดีกว่าไม่มีแหละนะ” นางพูดพลางเอื้อมมือไปลูบหัวเขาไปพลาง

    “พี่หญิงท่านอย่ามาจับหัวข้านะ ผมข้ายุ่งหมดแล้ว” หนิงหลงปัดมือของนางออก

    “นั้นสิพี่ลืมไป เสี่ยวหลงของเราโตเป็นหนุ่มแล้ว คงไม่อยากให้พี่สาวคนนี้คอยดูเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

    “พี่หญิง...” หนิงหลงมองพี่สาวที่เอาแต่พูดจาหยอกล้อตน แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยๆ พร้อมทั้งคิดในใจว่าขอแค่นางมีความสุขก็พอ

    “^^”

    “=_=”

    .

    .

    หนึ่งเดือนต่อมา

    นับตั้งแต่ข่าวที่จะมีคณะทูตจากต่างแคว้นมาเยือน เหล่าขุนนางกรมพิธีการต่างก็ยุ่งอยู่กับเตรียมงานต่างๆ เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ ใต้ท้องฟ้าครามอันกว้างใหญ่ ที่หน้าประตูเมืองตอนนี้ได้มีขบวนจากต่างแคว้นกำลังเคลื่อนเข้ามาในเมืองอย่างช้าๆ

    ผู้ที่นำขบวนคือหญิงสาวในชุดนักรบ นางนั่งอยู่หลังม้าด้วยความสง่างาม หลังตั้งตรงใบหน้าเชิด ดวงตาจับจ้องไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าไม่มีว่อกแว่ก ที่ข้างหลังก็ตามมาด้วยรถม้าคันใหญ่หน้ารถม้ามีตราของจวนชินอ๋องแห่งแคว้นโจวติดอยู่ หญิงสาวผู้นั่งอยู่ในรถม้าเอื้อมมือไปเปิดม่านเพื่อมองทิวทัศน์ข้างทาง แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อนางโดนมือหนายื่นมาจับเสียก่อน หญิงสาวเลิกคิ้วมองชายหนุ่มข้างกายด้วยความสงสัย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงต้องมาห้ามนาง

    “มีอันใดรึ”

    “อากาศข้างนอกมันเย็น ภรรยาอย่าเปิดม่านเลย” ชายหนุ่มมองหญิงสาวร่างบางเบื้องหน้าด้วยสายตาเป็นห่วง แต่ในใจนั้นเขารู้ดีว่าเหตุใดเขาถึงได้ห้าม

    “เข้าใจแล้ว” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวปล่อยมือจากม่าน ชายหนุ่มก็ถอนใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปปรนนิบัตินางเหมือนดั่งปกติ

    ในขณะที่คณะทูตกำลังเดินทางไปยังที่พัก ที่จวนอัครเสนาตอนนี้เหล่าคนรับใช้ต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมเครื่องแต่งกายสำหรับร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ให้แก่เจ้านายทั้งสองของพวกเขา

    หนิงหนิงมองบรรดาสาวใช้ที่วิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อเตรียมสิ่งต่างๆ เหมือนมดงานแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เพราะนางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าแค่ไปร่วมงานเลี้ยงแค่นี้ นางจำเป็นแต่งตัวให้สวยงามขนาดนั้นจริงหรืออีกอย่างนึง เมื่อนางมองไปที่หน้าท้องที่ยื่นออกมาแล้ว นางก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะต่อให้นางแต่งไงนางก็ไม่มีทางงามสู้พวกคุณหนูพวกนั้นได้หรอก

    ดวงหน้าน่ารักถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนนางจะยื่นมือไปแหย่ปลาคาร์ฟตัวน้อยในอ่างแก้ว ที่ด้านข้างก็เป็นน้องชายที่ว่างเพราะวันนี้สำนักศึกษาหยุด นั่งอ่านตำราอยู่ ซึ่งเขาก็คอยสอดส่องไม่ให้นางทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อหลานในท้องของเขา จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าพี่สาวโดนลากไปแต่งตัวแล้ว เขาก็เดินกลับห้องของตนไปพร้อมกับอ่างปลาคาร์ฟ

    ปลายยามโหย่ว

    ที่หน้าทางเข้าวังก็มีบรรดารถม้ามากมายกำลังต่อคิวรอเข้าวังอยู่ ซึ่งเมื่อรถม้าของอัครเสนามาถึงพวกเขาก็ปล่อยให้พวกนางเข้าไปก่อน เนื่องจากตำแหน่งอัครเสนาหาใช่ตำแหน่งที่ขุนนางเล็กๆ จะเทียบได้ ดังนั้นอภิสิทธิ์นี้จึงมีแค่เฉพาะตำแหน่งขุนนางสูงๆ

    เมื่อเข้ามาในงานเลี้ยงแล้ว ชิงหลงก็ประคองหนิงหนิงลงจากรถม้าอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็เดินประคองนางเข้าไปในงานอย่างช้าๆ จนเข้ามาในงานแล้วเขาก็พานางไปนั่งยังตำแหน่งที่อยู่ใกล้ๆ กับตำแหน่งที่นั่งของจักรพรรดินีที่อยู่ตำลงมาหน่อยทางฝั่งซ้าย ซึ่งตามหลักแล้วที่นั่งนี้เดิมทีควรเป็นของพวกองค์หญิงหรือองค์ชาย แต่เนื่องจากองค์จักรพรรดินียังไม่มีทายาท ตำแหน่งนี้จึงเป็นของอัครเสนาบดีทั้งสอง

    “น้องหญิงเจ้าเหนื่อยหรือไม่” เนื่องจากนี้เป็นงานเลี้ยงของราชวงศ์ชิงหลงจริงเปลี่ยนคำเรียกเล็กน้อย

    “ไม่เจ้าค่ะ ท่านพี่ข้าไม่เหนื่อย”

    “งั้นหรือหากรู้สึกไม่ดีต้องรีบบอกพี่เจ้าเข้าใจหรือไม่”

    “เจ้าค่ะ” หญิงพยักหน้าให้ชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปมองรอบๆ งานเลี้ยงด้วยความสนใจ ซึ่งพฤติกรรมของนางนั้นก็อยู่ในสายตาของคนอื่นๆ เช่นกัน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะโดนสายตาเย็นชาของชายหนุ่มจ้องอยู่

    “น้องชายหนานกง น้องสะใภ้พวกเจ้ามาแล้วหรือ” เสียงเรียกของชายวัยกลางคนทำให้ทั้งสองคนที่นั่งอยู่หันไปมองผู้มาเยือน

    “พี่เหลียง พี่สะใภ้พวกพี่มาแล้ว ข้ายังนึกว่าท่านจะมาช้ากว่านี้เสียอีก” ชายหนุ่มหันไปทักทายอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

    “พี่รีบมาเพราะอยากเห็นหน้าน้องสะใภ้หรอก น้องชายไม่คิดจะแนะนำให้รู้จักหน่อยหรือ” ชายวัยกลางคนหันไปมองหญิงสาวข้างกายชายหนุ่ม แล้วก็แอบพยักหน้าในใจเงียบๆ เพราะเขาเคยสงสัยมาตลอดว่าหญิงแบบไหนกันที่ได้หัวใจของชายหนุ่มไปครอง พอได้ลองเจอหน้าแล้วเขาถึงได้เข้าใจ ว่าความชอบของชายหนุ่มนั้นไม่เลวเลย เพราะตนเองงดงามอยู่แล้วชายหนุ่มจึงไม่ต้องการภรรยาที่งดงาม แต่ต้องการคนน่ารักที่เหมือนกระต่ายแทนนี่เอง

    “น้องหญิงนี่คือพี่เหลียง เหลียงเป่ยสวีเขาเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายขวา ส่วนข้างๆ นั้นคือพี่สะใภ้สวีอวี้หราน” ชายหนุ่มเอ่ยแนะนำสองคนเบื้องหน้าง่ายๆ

    “สวัสดีเจ้า ข้าชื่อหลี่หนิงหนิง ขอบคุณที่ช่วยดูแลท่านพี่มาตลอดนะเจ้าคะ”

    “ไม่เป็นไรน้องสะใภ้พี่เองก็ได้เขาช่วยไว้มากเหมือนกัน^^”

    จากนั้นพวกเขาก็คุยกันอยู่พักนึง ก่อนจะแยกย้ายกันไป พี่เหลียงหรือท่านอัครเสนาฝ่ายขวาเขาพาภรรยากลับไปนั่งที่โต๊ะของตนที่ฝั่งตรงข้าม นางก็เห็นว่าตรงนั้นมีเด็กหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายของนางนั่งอยู่ ซึ่งนางก็ไม่ได้สงสัยมากนักเพราะใบหน้าที่คล้ายกับชายวัยกลางคนเมื่อครู่ก็เป็นการตอบคำถามไปในตัวอยู่แล้ว

    หลังจากนั้นก็มีบรรดาขุนนางที่รู้จักกันมาทักทายอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเริ่มงานทุกคนก็กลับไปนั่งที่ของตน ก่อนที่เสียงประกาศการมาถึงของจักรพรรดินีและเหล่าคณะทูตมาถึง ทุกคนก็หมอบลงเพื่อเป็นการให้เกียรติจนกระทั่งได้ยินเสียงหวานเอ่ยทุกคนถึงได้เงยหน้าขึ้น

    ดวงตากลมแอบจ้องมองไปยังตำแหน่งของเหล่าเชื้อพระวงค์ด้วยความสงสัย จนกระทั่งนางได้เห็นคนคุ้นเคยนั่งอยู่ข้างหญิงสาวในอาภรณ์สีดำทอง นางถึงได้เข้าใจว่าชายหนุ่มที่เคยมาแย่งชิงน้องชายของนางคือพระเอกนิยายอีกคน แถมเขายังเป็นคนที่นางเอกรักมากที่สุดด้วย

    หนิงหนิง: โลกจะกลมเกินไปแล้ว (0_0!!)