รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์

            “กรี๊ด!”

             

            ทันทีที่กลุ่มคนในชุดดำทั้งสามคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับประตูที่กระเด็น  เสียงกรีดร้องทางฝั่งผู้ชมก็ดังขึ้นด้วยความตกใจ บรรยากาศภายในห้องส่งกลายเป็นสับสนวุ่นวายในไม่กี่วินาที

             

            “ทุกคนใจเย็นๆก่อนอยู่ในความสงบ!”

             

            เจ้าหน้าที่หลายคนที่เตรียมพร้อมประจำการมาก่อนตั้งแต่เมื่อคืนรีบแสดงตัวออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์  พวกเขาแสดงบัตรยืนยันตัวตนขณะที่แจ้งขอกำลังเสริมจากส่วนกลางไปด้วย

             

            “...จะวุ่นวายเอาน้า”

             

            เบริธชายหนุ่มที่มีน้ำเสียงหวานใสมองภาพตรงหน้าอย่างไม่กังวลใจ  เขาปล่อยให้ตำรวจโทรติดต่อสื่อสารโดยไม่เข้าไปขัดขวาง

             

            “เอายังไงต่อดีครับบาร์บาทอส?”

             

            อำนาจในการตัดสินใจของกลุ่มโจรเงารัตติกาลนั้นขึ้นอยู่กับว่าภารกิจนั้นใครจะได้เป็นผู้นำ  ซึ่งครั้งนี้อำนาจทั้งหมดนั้นอยู่ในมือชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวคนนี้

             

            “จะเรียกกำลังเสริมก็ปล่อยให้เรียกไป...”

             

            บาร์บาทอสไม่สนใจ   สายตาที่แหลมคมของเขากำลังจับจ้องไปยังวัตถุดิบที่ตั้งอยู่ที่มุมซึ่งยกสูงขึ้นมาอย่างดีนั่น 

             

            วัตถุดิบพวกนั้นต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่พวกเขามาในครั้งนี้

             

            ชายวัยกลางคนเลียริมฝีปากทีหนึ่ง  เขากระทืบลงไปที่พื้นอย่างแรง ทันใดนั้นผืนดินเบื้องล่างพลันสั่นสะเทือนจนคล้ายกับแผ่นดินไหว  ผู้คนที่ยังติดอยู่ในอาคารล้วนเบียดเสียดวิ่งกันออกมาจากห้องส่งนั้นกันหมด ก่อนที่บริเวณกองวัตถุดิบนั้นจะปรากฏเสาซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของดินและหินดันเอาวัตถุดิบโบราณพวกนั้นลอยขึ้นไปบนฟ้า

             

            “ให้ผมจัดการเอง”

             

            เบริธหัวเราะ  เขาสะบัดมือครั้งหนึ่งก็ปรากฏอาชาสีแดงที่สร้างจากเปลวเพลิงขึ้นมาจากเงาของเขาเอง  ชายหนุ่มกระโดดขึ้นไปบนหลังของมันแล้วควบตะกุยขึ้นไปบนอากาศอย่างสง่างาม

             

            ความเร็วของเขานั้นสามารถทำให้คนธรรมดาหรือตำรวจเหล่านั้นตามไม่ทัน  แต่ไม่ใช่กับชายชราคนหนึ่งที่มีดวงตาคมกริบที่พร้อมจะรับมือไว้อยู่แล้ว

             

            พรึ่บ!

             

            “...เป็นอย่างที่สาวน้อยว่าเอาไว้ แต่ไม่นึกว่าพวกเจ้าจะกล้าบุกเข้ามากลางวันแสกๆแบบนี้”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้แค่ขยับตัวทีเดียวก็มาขวางทางของเบริธเอาไว้ได้จนมิด  เขายืนอย่างสงบพร้อมกับดาบในมือที่ถูกชักออกมาจากฝักแล้วปล่อยไว้ข้างตัวอย่างผ่อนคลาย

             

            “อย่ามาขวางกันนะครับ!”

             

            เบริธทำน้ำเสียงไม่พอใจ  เขากางมือออกไปด้านข้างพลันปรากฏหอกสีแดงฉานที่เกิดจากการหลอมรวมกันของเปลวไฟ  ชายหนุ่มเหวี่ยงหอกเพลิงนั้นใส่เจิ้งเหรินอี้จนดูคล้ายกับภาพอัศวินบนหลังม้ากำลังโรมรันกับศัตรู

             

            “เป็นวิชาที่น่าสนใจจริงๆ...”

             

            จอมดาบเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขากระชับดาบคู่ใจในมือแล้วลากเป็นเส้นโค้งอย่างสวยงามปะทะกับหอกเปลวเพลิง เสียงระเบิดและแรงลมดังสนั่นดังขึ้นเป็นเหมือนสัญญาณของการเริ่มต่อสู้

             

            ตำรวจและคนของทางการรีบอพยพนำผู้ชมและพนักงานออกไปทางประตูหลังจนหมด   เหลือไว้เพียงเหล่าผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งน่าจะพอเอาตัวรอดได้โดยไม่บาดเจ็บเท่านั้น

             

            ฟุ่บ!

             

            ทันทีที่ความสนใจถูกดึงไปไว้ที่เจิ้งเหรินอี้และเบริธที่ปะทะกันอยู่กลางอากาศ บุคคลที่ปิดบังตัวตนเอาไว้อย่างดีอย่างเวปาร์ก็เริ่มเคลื่อนไหว  เขาอาศัยจังหวะพุ่งทะยานตรงไปยังกองวัตถุดิบโบราณพวกนั้นด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ

             

            “คงต้องขอให้คุณหยุดอยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ”

             

            ถ้าด้านบนมีเจิ้งเหรินอี้ป้องกันอยู่  ด้านล่างก็มีพลเอกอย่างหลิวเยี่ยนเฟยเช่นเดียวกัน  ชายหนุ่มขยับทีเดียวก็เกิดเป็นรัศมีดาบสีขาวพุ่งทะยานไปขวางหน้าเวปาร์ไว้  ถ้าเขาหยุดไม่ทันความรุนแรงของมันสามารถทำให้ระดับปรมาจารย์ด้วยกันบาดเจ็บได้เลยถ้าไม่ระวัง

             

            “...”

             

            เวปาร์ไม่คิดที่จะสนทนาให้เสียเวลา  เมื่อถูกขวางเอาไว้เขาก็ถอยออกไปก้าวหนึ่ง  ก่อนที่ลมปราณระดับปรมาจารย์ในร่างจะระเบิดออกมาจนผ้าคลุมที่สวมไว้ปลิวสะบัด

             

            “ผู้ฝึกตน?”

             

            เพราะไม่ทันสังเกตแต่แรกจึงทำให้หลิวเยี่ยนเฟยประหลาดใจไปเล็กน้อย เขาทำงานให้กับกองทัพทำให้ค่อนข้างจะรู้ข้อมูลของกลุ่มอาชญากรระดับประเทศเหล่านี้ดี  แต่เมื่อห้าปีก่อนที่กลุ่มโจรเงารัตติกาลปรากฏตัวในประเทศนี้นั้นไม่มีรายงานใดที่ยืนยันว่าในหมู่พวกเขามีผู้ฝึกตนเข้าร่วมอยู่ด้วย

             

            แปลว่าช่วงห้าปีนี้กลุ่มเงารัตติกาลเองก็เติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาได้รับมาคงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกแล้ว

             

            อย่างน้อยก็กับบุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชายอย่าง“เวปาร์” คนนี้ ที่ไม่มีในรายงานเมื่อห้าปีก่อนแน่นอน

             

             

            “...หลบไป”

             

            เสียงแหบแห้งที่ฟังแล้วแปร่งหูอันเนื่องมาจากการดัดนั้นทำให้หลิวเยี่ยนเฟยประหลาดใจเล็กน้อย  แต่เขาก็ยังกำดาบในมือจนแน่นแล้วยืนขวางเอาไว้เช่นเดิม

             

            “ไม่คิดว่าจะมีผู้ฝึกตนไปเข้าร่วมกับกลุ่มเงารัตติกาลนะครับเนี่ย”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยพยายามชวนคุย  แต่ก็ไม่ได้ผล เวปาร์ขยับตัวครั้งหนึ่งร่างของเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย  จนกระทั่งชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความเย็นเยียบจากทางด้านข้าง

             

            เปรี้ยง!

             

            ดาบสีขาวถูกยกขึ้นมาป้องกันกลุ่มก้อนลมปราณที่ถูกยิงมาได้อย่างทันท่วงที  เพียงแต่ว่าก้อนลมปราณเหล่านั้นกลับกระจายตัวออกแล้วพุ่งใส่แขนของท่านพลเอกที่ไม่ทันจะระวังจนเสื้อเชิ้ตของเขาขาดกระจุย

             

            “ท่านพลเอก!”

             

            เฉินเต๋อหมิงในฐานะกรรมการและหัวหน้าชั่วคราวของสมาคมโอสถทำให้เขาไม่สามารถทิ้งสถานที่นี้ไปได้  เขามองหลิวเยี่ยนเฟยที่แขนทั้งข้างเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความรู้สึกเป็นห่วง

             

            “...พิษเหรอครับ”

             

            ชายหนุ่มหรี่ตามอง  แขนของเขานั้นยังคงมีความรู้สึกดีอยู่  แต่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังปราณพิษที่เย็นเฉียบและกำลังพยายามชอนไชเข้ามาในแขนของเขาได้อย่างชัดเจน

             

             

            ไป่ฟานเซียนมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างใจเย็น  พิษที่หลิวเยี่ยนเฟยได้รับนั้นไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตาเห็น  นางกำลังจะลงมือเพิ่อควบคุมความเสียหายก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ชายกลางคนเริ่มเคลื่อนไหว

             

            บาร์บาทอสเอื้อมมือไปด้านหลัง  คันธนูที่สะพายมาก็ปรากฏขึ้นในมือ เขาง้างสายของมันด้วยมือข้างเดียวพร้อมกับลูกศรสีน้ำตาลที่สร้างขึ้นจากพลังของเขา  ก่อนที่จะปล่อยมันออกไปสองดอกด้วยความเร็วที่สามารถได้ยินเสียงกรีดของอากาศได้เต็มสองหู

             

            ลูกศรทั้งสองดอกนั้นพุ่งไปหนึ่งบนหนึ่งล่าง  มันตรงเข้าไปยังกลางลำตัวของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ที่กำลังพัวพันกับการต่อสู้อยู่จนไม่สามารถแบ่งสมาธิมาป้องกันได้ทัน!

             

            วูบ!

             

            แน่นอนว่าไป่ฟานเซียนไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น  ร่างของนางปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าบาร์บาทอสที่กำลังประหลาดใจพร้อมกับปราณสีม่วงที่หยุดลูกธนูทั้งสองดอกได้อย่างทันท่วงที  ส่งผลให้ชายวัยกลางคนต้องรีบกระโดดถอยหลังออกไปหลายก้าว

             

            ดวงตาที่แหลมคมราวกับเหยี่ยวของเขาจับจ้องการเคลื่อนไหวของหญิงสาวตรงหน้า  ทุกการกระทำและการขยับเพียงน้อยนิด  ไม่ว่ามันจะเล็กแค่ไหนเขาก็มองเห็นมันจนหมด

             

            นี่เป็นหนึ่งในความสามารถของเขา  สายตาที่มองทะลุได้ทุกการเคลื่อนไหว  เมื่อมาผสานเข้ากับวิชาธนูของชนเผ่าโบราณ  มันทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

             

            “เจ้าคือไป่ฟานเซียนสินะ?”

             

            บาร์บาทอสถาม จากรายงานที่ได้รับมาหญิงสาวคนนี้คือคนสุดท้ายที่ต่อสู้กับมังกรแดงก่อนที่มันจะหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากนั้น

             

            ที่สำคัญคือนางสามารถต่อกรกับราชินีมังกรได้โดยไม่บาดเจ็บ  แปลว่าพลังของนางนั้นไม่สามารถประมาทได้  บาร์บาทอสรวบรวมสมาธิไปที่ดวงตา ทันใดนั้นตาดำทั้งสองข้างของเขาก็เรืองแสงออกมารางๆเพื่อเตรียมรับมือกับการต่อสู้ที่จะมาถึง

             

            “...พวกเจ้าฝึกวิชาอะไร?”

             

            ตรงข้ามกับไป่ฟานเซียน  นางมุ่งความสนใจไปยังวิชาที่พวกบาร์บาทอสใช้เสียมากกว่า  มันใช้หลักการคล้ายคลึงกันกับผู้ฝึกตน  แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน

             

            หรือว่าจะเป็นวิชาทางตะวันตก?

             

            เพราะลักษณะหน้าตาของบาร์บาทอสกับชายที่ชื่อเบริธนั้นดูไม่เหมือนกับชาวตะวันออกที่มีผมและตาสีดำ ดังนั้นนี่จึงน่าจะเป็นความเป็นไปได้หนึ่งเดียวที่นางพอจะนึกออก

             

            เหมือนอย่างหนังสือและการสนทนากับพ่อบ้านชราหวงจื่อหานในครั้งนั้น ทำให้นางรู้ว่าโลกนี้ยังมีวิชาประเภทเวทมนตร์คาถา  มนต์ดำ หรือไสยศาสตร์ที่ปรากฏในบันทึกของชาวตะวันตกอยู่

             

            แต่ชายวัยกลางคนไม่ตอบ เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอีกครั้งก็ปรากฏหอกจากพื้นดินทะลวงผ่านขึ้นมาใส่ไป่ฟานเซียน หญิงสาวบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อหลบการโจมตีพร้อมกับพยายามสังเกตหลักการใช้พลังของพวกเขาไปด้วย

             

            และเหมือนบาร์บาทอสจะรอจังหวะนี้อยู่แล้ว  ทันทีที่ไป่ฟานเซียนบินขึ้นไปบนฟ้าเขาก็ง้างสายธนูออกจนสุด  ในง่ามมือปรากฏลูกธนูสีทองสามดอก  เขายิงพวกมันออกมาในครั้งเดียว ลูกศรแต่ละดอกนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังบางอย่างที่สามารถเจาะทะลุพลังป้องกันของชนชั้นปรมาจารย์ได้สบาย

             

            พวกมันกระจายตัวโค้งเป็นทาง  ปิดกั้นข่องทางหนีของหญิงสาวไว้จนหมด  ขณะเดียวกันชายกลางคนก็ง้างมืออีกครั้ง  ปรากฏลูกศรอีกสามดอกพุ่งทะยานออกมาจากคันศรเข้าใส่ไปฟานเซียนจนเกิดเสียงยามที่มันกรีดผ่านอากาศ

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่!?”

             

            ผู้อาวุโสฟางเหนียงเองก็เป็นอีกคนที่อยู่ที่นี่ เธอมองเห็นการโจมตีกำลังพุ่งเข้าใส่ไป่ฟานเซียนจากทุกทิศทาง  แต่พละกำลังระดับจอมยุทธ์นั้นไม่มีจุดยืนในสนามรบนี้ เธอยังไม่แม้แต่จะขยับตัวทันการโจมตีนั้นก็ไปถึงไป่ฟานเซียนแล้ว!

             

            วูบ!

             

            เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมต่างจ้องมองมาตาค้าง พวกเขาไม่คุ้นเคยกับความแข็งแกร่งทางวรยุทธ์ของหญิงสาวคนนี้  ดังนั้นยามที่เธอสะบัดมือครั้งเดียวก็หยุดลูกธนูพวกนั้นไว้กลางอากาศได้เหมือนที่ทำครั้งแรกจึงทำให้พวกเขาเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด

             

            ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลง  การโจมตีเมื่อครู่เพราะเป็นนางถึงหยุดได้ ความรุนแรงของมันนางเชื่อว่าเจิ้งเหรินอี้ที่มีวรยุทธ์ถึงขั้นที่เก้ายังต้องได้รับบาดเจ็บหากจะหยุดลูกธนูทั้งหมดเช่นเดียวกับที่นางทำ

             

            แต่คนที่ประหลาดใจที่สุดแน่นอนว่าเป็นบาร์บาทอส

             

            “ประเทศนี้มีคนแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

             

            เขาพึมพำเบาๆ  และเป็นจังหวะเดียวกับที่การปะทะกันของอีกสองฝั่งเริ่มจะรู้ผลแล้ว

             

            ฉัวะ!

             

            คมดาบของจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ฟันฉับเข้าใส่หอกอัศวินของเบริธด้วยท่วงท่าพิสดาร  ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกใจ  หอกที่สร้างขึ้นจากพลังของเขากลับถูกคนแก่คนหนึ่งตัดจนขาดเป็นสองท่อนด้วยดาบเดียว  เขาตัดสินใจควบอาชาเพลิงที่ขี่อยู่ออกมาพร้อมกับสร้างหอกอันใหม่ออกมาอีกครั้ง

             

             

            ส่วนทางฝั่งพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บจากพิษ  แต่เพราะพลังของเวปาร์นั้นไม่ได้มากมายไปกว่าเขามากนัก  ร่างกายของเขาเรืองแสงสีขาวขึ้นมาครั้งหนึ่ง  ความรู้สึกของสายลมอันบริสุทธิ์พลันแผ่ออกมาจากกึ่งกลางลำตัว   เขาสะบัดดาบเบาๆเพียงสองครั้งก็ส่งร่างของเวปาร์ที่ดูบอบบางนั่นกระเด็นออกไปทางประตูได้ทันที

             

            “...พวกนี้แข็งแกร่งกว่าระดับปรมาจารย์ทั่วไป”

             

            บาร์บาทอสมองเวปาร์ที่เสียท่าพลันขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าการบุกเข้ามาตรงๆแบบนี้จะเป็นความคิดที่ผิดพลาดไปหน่อยเสียแล้ว

             

            “บาร์บาทอส  ผมว่าเราควรถอยไปตั้งหลักกันก่อน”  เบริธพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  เขาแม้จะเต็มไปด้วยความแปลกใจแต่กลับไม่มีความกังวลอยู่ในน้ำเสียงหวานใสของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

             

            เขากำลังทำเหมือนว่าจะสามารถหลบหนีออกไปจากสถานการณ์นี้เมื่อไรก็ได้อย่างไรอย่างนั้น

             

            “เอาตามนั้นแหละ  ครั้งนี้ข้าประเมินพวกผู้ฝึกตนพวกนี้ต่ำไป”  โดยเฉพาะกับหญิงสาวที่ดูอันตรายตรงนั้น  ประโยคหลังนี้เขาไม่ได้พูดออกมา  เพียงแค่คิดเงียบๆแล้วสะบัดมือให้คนของตนเองอีกสองคนถอยกลับไปก่อน

             

            “...อย่าคิดว่าจะกลับก็กลับไปได้ง่ายๆสิครับ”

             

            “ถามความเห็นของพวกข้าหรือยัง?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงสีขาวพุ่งเข้าใส่ด้วยดาบในมือ  ในขณะเดียวกันเจิ้งเหรินอี้ก็รวบรวมพลังปราณเข้าไปอัดแน่นอยู่จนเดาบคู่ใจของเขาสั่นสะเทือน  เสียงกรีดอากาศอันรุนแรงดังขึ้นสองครั้งพร้อมกับกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของทั้งสองคนถูกปล่อยออกไป

             

             

            เปรี้ยง!

             

            ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก็คือบาร์บาทอสยืนมองการโจมตีที่พุ่งเข้ามาด้วยท่าทางเฉยเมย เมือ่การโจมตีนั้นเข้าเป้าก็เกิดหมอกควันคละคลุ้งจนสูญเสียทัศนวิสัยการมองเห็น  แต่เมื่อควันพวกนั้นจางลง หลิวเยี่ยนเฟยกับเจิ้งเหรินอี้กลับต้องเป็นฝ่ายจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่อยากจะเชื่อสายตา

             

            บาร์บาทอสยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมารับการโจมตีทั้งสองสายเอาไว้เต็มๆ  แต่แทนที่มือของเขาจะขาดหรือบาดเจ็บ  มันกลับไร้รอยบาดแผลโดยสิ้นเชิง!

             

            ครืน...

             

            แรงกดดันที่รุนแรงค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของชายวัยกลางคน ระดับพลังที่สัมผัสได้นั้นสามารถทำให้เจิ้งเหรินอี้ที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้ารู้สึกไร้ทางสู้ได้สบาย

             

            เพราะระดับพลังที่บาร์บาทอสแสดงออกมามันเป็นระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์ไปแล้ว!

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498