“กรี๊ด!”
ทันทีที่กลุ่มคนในชุดดำทั้งสามคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันพร้อมกับประตูที่กระเด็น เสียงกรีดร้องทางฝั่งผู้ชมก็ดังขึ้นด้วยความตกใจ บรรยากาศภายในห้องส่งกลายเป็นสับสนวุ่นวายในไม่กี่วินาที
“ทุกคนใจเย็นๆก่อนอยู่ในความสงบ!”
เจ้าหน้าที่หลายคนที่เตรียมพร้อมประจำการมาก่อนตั้งแต่เมื่อคืนรีบแสดงตัวออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ พวกเขาแสดงบัตรยืนยันตัวตนขณะที่แจ้งขอกำลังเสริมจากส่วนกลางไปด้วย
“...จะวุ่นวายเอาน้า”
เบริธชายหนุ่มที่มีน้ำเสียงหวานใสมองภาพตรงหน้าอย่างไม่กังวลใจ เขาปล่อยให้ตำรวจโทรติดต่อสื่อสารโดยไม่เข้าไปขัดขวาง
“เอายังไงต่อดีครับบาร์บาทอส?”
อำนาจในการตัดสินใจของกลุ่มโจรเงารัตติกาลนั้นขึ้นอยู่กับว่าภารกิจนั้นใครจะได้เป็นผู้นำ ซึ่งครั้งนี้อำนาจทั้งหมดนั้นอยู่ในมือชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวคนนี้
“จะเรียกกำลังเสริมก็ปล่อยให้เรียกไป...”
บาร์บาทอสไม่สนใจ สายตาที่แหลมคมของเขากำลังจับจ้องไปยังวัตถุดิบที่ตั้งอยู่ที่มุมซึ่งยกสูงขึ้นมาอย่างดีนั่น
วัตถุดิบพวกนั้นต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่พวกเขามาในครั้งนี้
ชายวัยกลางคนเลียริมฝีปากทีหนึ่ง เขากระทืบลงไปที่พื้นอย่างแรง ทันใดนั้นผืนดินเบื้องล่างพลันสั่นสะเทือนจนคล้ายกับแผ่นดินไหว ผู้คนที่ยังติดอยู่ในอาคารล้วนเบียดเสียดวิ่งกันออกมาจากห้องส่งนั้นกันหมด ก่อนที่บริเวณกองวัตถุดิบนั้นจะปรากฏเสาซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของดินและหินดันเอาวัตถุดิบโบราณพวกนั้นลอยขึ้นไปบนฟ้า
“ให้ผมจัดการเอง”
เบริธหัวเราะ เขาสะบัดมือครั้งหนึ่งก็ปรากฏอาชาสีแดงที่สร้างจากเปลวเพลิงขึ้นมาจากเงาของเขาเอง ชายหนุ่มกระโดดขึ้นไปบนหลังของมันแล้วควบตะกุยขึ้นไปบนอากาศอย่างสง่างาม
ความเร็วของเขานั้นสามารถทำให้คนธรรมดาหรือตำรวจเหล่านั้นตามไม่ทัน แต่ไม่ใช่กับชายชราคนหนึ่งที่มีดวงตาคมกริบที่พร้อมจะรับมือไว้อยู่แล้ว
พรึ่บ!
“...เป็นอย่างที่สาวน้อยว่าเอาไว้ แต่ไม่นึกว่าพวกเจ้าจะกล้าบุกเข้ามากลางวันแสกๆแบบนี้”
จอมดาบเจิ้งเหรินอี้แค่ขยับตัวทีเดียวก็มาขวางทางของเบริธเอาไว้ได้จนมิด เขายืนอย่างสงบพร้อมกับดาบในมือที่ถูกชักออกมาจากฝักแล้วปล่อยไว้ข้างตัวอย่างผ่อนคลาย
“อย่ามาขวางกันนะครับ!”
เบริธทำน้ำเสียงไม่พอใจ เขากางมือออกไปด้านข้างพลันปรากฏหอกสีแดงฉานที่เกิดจากการหลอมรวมกันของเปลวไฟ ชายหนุ่มเหวี่ยงหอกเพลิงนั้นใส่เจิ้งเหรินอี้จนดูคล้ายกับภาพอัศวินบนหลังม้ากำลังโรมรันกับศัตรู
“เป็นวิชาที่น่าสนใจจริงๆ...”
จอมดาบเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขากระชับดาบคู่ใจในมือแล้วลากเป็นเส้นโค้งอย่างสวยงามปะทะกับหอกเปลวเพลิง เสียงระเบิดและแรงลมดังสนั่นดังขึ้นเป็นเหมือนสัญญาณของการเริ่มต่อสู้
ตำรวจและคนของทางการรีบอพยพนำผู้ชมและพนักงานออกไปทางประตูหลังจนหมด เหลือไว้เพียงเหล่าผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งน่าจะพอเอาตัวรอดได้โดยไม่บาดเจ็บเท่านั้น
ฟุ่บ!
ทันทีที่ความสนใจถูกดึงไปไว้ที่เจิ้งเหรินอี้และเบริธที่ปะทะกันอยู่กลางอากาศ บุคคลที่ปิดบังตัวตนเอาไว้อย่างดีอย่างเวปาร์ก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาอาศัยจังหวะพุ่งทะยานตรงไปยังกองวัตถุดิบโบราณพวกนั้นด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ
“คงต้องขอให้คุณหยุดอยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ”
ถ้าด้านบนมีเจิ้งเหรินอี้ป้องกันอยู่ ด้านล่างก็มีพลเอกอย่างหลิวเยี่ยนเฟยเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มขยับทีเดียวก็เกิดเป็นรัศมีดาบสีขาวพุ่งทะยานไปขวางหน้าเวปาร์ไว้ ถ้าเขาหยุดไม่ทันความรุนแรงของมันสามารถทำให้ระดับปรมาจารย์ด้วยกันบาดเจ็บได้เลยถ้าไม่ระวัง
“...”
เวปาร์ไม่คิดที่จะสนทนาให้เสียเวลา เมื่อถูกขวางเอาไว้เขาก็ถอยออกไปก้าวหนึ่ง ก่อนที่ลมปราณระดับปรมาจารย์ในร่างจะระเบิดออกมาจนผ้าคลุมที่สวมไว้ปลิวสะบัด
“ผู้ฝึกตน?”
เพราะไม่ทันสังเกตแต่แรกจึงทำให้หลิวเยี่ยนเฟยประหลาดใจไปเล็กน้อย เขาทำงานให้กับกองทัพทำให้ค่อนข้างจะรู้ข้อมูลของกลุ่มอาชญากรระดับประเทศเหล่านี้ดี แต่เมื่อห้าปีก่อนที่กลุ่มโจรเงารัตติกาลปรากฏตัวในประเทศนี้นั้นไม่มีรายงานใดที่ยืนยันว่าในหมู่พวกเขามีผู้ฝึกตนเข้าร่วมอยู่ด้วย
แปลว่าช่วงห้าปีนี้กลุ่มเงารัตติกาลเองก็เติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน ข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขาได้รับมาคงจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกแล้ว
อย่างน้อยก็กับบุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชายอย่าง“เวปาร์” คนนี้ ที่ไม่มีในรายงานเมื่อห้าปีก่อนแน่นอน
“...หลบไป”
เสียงแหบแห้งที่ฟังแล้วแปร่งหูอันเนื่องมาจากการดัดนั้นทำให้หลิวเยี่ยนเฟยประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็ยังกำดาบในมือจนแน่นแล้วยืนขวางเอาไว้เช่นเดิม
“ไม่คิดว่าจะมีผู้ฝึกตนไปเข้าร่วมกับกลุ่มเงารัตติกาลนะครับเนี่ย”
หลิวเยี่ยนเฟยพยายามชวนคุย แต่ก็ไม่ได้ผล เวปาร์ขยับตัวครั้งหนึ่งร่างของเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความเย็นเยียบจากทางด้านข้าง
เปรี้ยง!
ดาบสีขาวถูกยกขึ้นมาป้องกันกลุ่มก้อนลมปราณที่ถูกยิงมาได้อย่างทันท่วงที เพียงแต่ว่าก้อนลมปราณเหล่านั้นกลับกระจายตัวออกแล้วพุ่งใส่แขนของท่านพลเอกที่ไม่ทันจะระวังจนเสื้อเชิ้ตของเขาขาดกระจุย
“ท่านพลเอก!”
เฉินเต๋อหมิงในฐานะกรรมการและหัวหน้าชั่วคราวของสมาคมโอสถทำให้เขาไม่สามารถทิ้งสถานที่นี้ไปได้ เขามองหลิวเยี่ยนเฟยที่แขนทั้งข้างเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“...พิษเหรอครับ”
ชายหนุ่มหรี่ตามอง แขนของเขานั้นยังคงมีความรู้สึกดีอยู่ แต่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังปราณพิษที่เย็นเฉียบและกำลังพยายามชอนไชเข้ามาในแขนของเขาได้อย่างชัดเจน
ไป่ฟานเซียนมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างใจเย็น พิษที่หลิวเยี่ยนเฟยได้รับนั้นไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตาเห็น นางกำลังจะลงมือเพิ่อควบคุมความเสียหายก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ชายกลางคนเริ่มเคลื่อนไหว
บาร์บาทอสเอื้อมมือไปด้านหลัง คันธนูที่สะพายมาก็ปรากฏขึ้นในมือ เขาง้างสายของมันด้วยมือข้างเดียวพร้อมกับลูกศรสีน้ำตาลที่สร้างขึ้นจากพลังของเขา ก่อนที่จะปล่อยมันออกไปสองดอกด้วยความเร็วที่สามารถได้ยินเสียงกรีดของอากาศได้เต็มสองหู
ลูกศรทั้งสองดอกนั้นพุ่งไปหนึ่งบนหนึ่งล่าง มันตรงเข้าไปยังกลางลำตัวของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ที่กำลังพัวพันกับการต่อสู้อยู่จนไม่สามารถแบ่งสมาธิมาป้องกันได้ทัน!
วูบ!
แน่นอนว่าไป่ฟานเซียนไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น ร่างของนางปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าบาร์บาทอสที่กำลังประหลาดใจพร้อมกับปราณสีม่วงที่หยุดลูกธนูทั้งสองดอกได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ชายวัยกลางคนต้องรีบกระโดดถอยหลังออกไปหลายก้าว
ดวงตาที่แหลมคมราวกับเหยี่ยวของเขาจับจ้องการเคลื่อนไหวของหญิงสาวตรงหน้า ทุกการกระทำและการขยับเพียงน้อยนิด ไม่ว่ามันจะเล็กแค่ไหนเขาก็มองเห็นมันจนหมด
นี่เป็นหนึ่งในความสามารถของเขา สายตาที่มองทะลุได้ทุกการเคลื่อนไหว เมื่อมาผสานเข้ากับวิชาธนูของชนเผ่าโบราณ มันทำให้ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขาพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก
“เจ้าคือไป่ฟานเซียนสินะ?”
บาร์บาทอสถาม จากรายงานที่ได้รับมาหญิงสาวคนนี้คือคนสุดท้ายที่ต่อสู้กับมังกรแดงก่อนที่มันจะหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากนั้น
ที่สำคัญคือนางสามารถต่อกรกับราชินีมังกรได้โดยไม่บาดเจ็บ แปลว่าพลังของนางนั้นไม่สามารถประมาทได้ บาร์บาทอสรวบรวมสมาธิไปที่ดวงตา ทันใดนั้นตาดำทั้งสองข้างของเขาก็เรืองแสงออกมารางๆเพื่อเตรียมรับมือกับการต่อสู้ที่จะมาถึง
“...พวกเจ้าฝึกวิชาอะไร?”
ตรงข้ามกับไป่ฟานเซียน นางมุ่งความสนใจไปยังวิชาที่พวกบาร์บาทอสใช้เสียมากกว่า มันใช้หลักการคล้ายคลึงกันกับผู้ฝึกตน แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน
หรือว่าจะเป็นวิชาทางตะวันตก?
เพราะลักษณะหน้าตาของบาร์บาทอสกับชายที่ชื่อเบริธนั้นดูไม่เหมือนกับชาวตะวันออกที่มีผมและตาสีดำ ดังนั้นนี่จึงน่าจะเป็นความเป็นไปได้หนึ่งเดียวที่นางพอจะนึกออก
เหมือนอย่างหนังสือและการสนทนากับพ่อบ้านชราหวงจื่อหานในครั้งนั้น ทำให้นางรู้ว่าโลกนี้ยังมีวิชาประเภทเวทมนตร์คาถา มนต์ดำ หรือไสยศาสตร์ที่ปรากฏในบันทึกของชาวตะวันตกอยู่
แต่ชายวัยกลางคนไม่ตอบ เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอีกครั้งก็ปรากฏหอกจากพื้นดินทะลวงผ่านขึ้นมาใส่ไป่ฟานเซียน หญิงสาวบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อหลบการโจมตีพร้อมกับพยายามสังเกตหลักการใช้พลังของพวกเขาไปด้วย
และเหมือนบาร์บาทอสจะรอจังหวะนี้อยู่แล้ว ทันทีที่ไป่ฟานเซียนบินขึ้นไปบนฟ้าเขาก็ง้างสายธนูออกจนสุด ในง่ามมือปรากฏลูกธนูสีทองสามดอก เขายิงพวกมันออกมาในครั้งเดียว ลูกศรแต่ละดอกนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังบางอย่างที่สามารถเจาะทะลุพลังป้องกันของชนชั้นปรมาจารย์ได้สบาย
พวกมันกระจายตัวโค้งเป็นทาง ปิดกั้นข่องทางหนีของหญิงสาวไว้จนหมด ขณะเดียวกันชายกลางคนก็ง้างมืออีกครั้ง ปรากฏลูกศรอีกสามดอกพุ่งทะยานออกมาจากคันศรเข้าใส่ไปฟานเซียนจนเกิดเสียงยามที่มันกรีดผ่านอากาศ
“ท่านปรมาจารย์ไป่!?”
ผู้อาวุโสฟางเหนียงเองก็เป็นอีกคนที่อยู่ที่นี่ เธอมองเห็นการโจมตีกำลังพุ่งเข้าใส่ไป่ฟานเซียนจากทุกทิศทาง แต่พละกำลังระดับจอมยุทธ์นั้นไม่มีจุดยืนในสนามรบนี้ เธอยังไม่แม้แต่จะขยับตัวทันการโจมตีนั้นก็ไปถึงไป่ฟานเซียนแล้ว!
วูบ!
เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมต่างจ้องมองมาตาค้าง พวกเขาไม่คุ้นเคยกับความแข็งแกร่งทางวรยุทธ์ของหญิงสาวคนนี้ ดังนั้นยามที่เธอสะบัดมือครั้งเดียวก็หยุดลูกธนูพวกนั้นไว้กลางอากาศได้เหมือนที่ทำครั้งแรกจึงทำให้พวกเขาเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด
ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลง การโจมตีเมื่อครู่เพราะเป็นนางถึงหยุดได้ ความรุนแรงของมันนางเชื่อว่าเจิ้งเหรินอี้ที่มีวรยุทธ์ถึงขั้นที่เก้ายังต้องได้รับบาดเจ็บหากจะหยุดลูกธนูทั้งหมดเช่นเดียวกับที่นางทำ
แต่คนที่ประหลาดใจที่สุดแน่นอนว่าเป็นบาร์บาทอส
“ประเทศนี้มีคนแข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
เขาพึมพำเบาๆ และเป็นจังหวะเดียวกับที่การปะทะกันของอีกสองฝั่งเริ่มจะรู้ผลแล้ว
ฉัวะ!
คมดาบของจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ฟันฉับเข้าใส่หอกอัศวินของเบริธด้วยท่วงท่าพิสดาร ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกใจ หอกที่สร้างขึ้นจากพลังของเขากลับถูกคนแก่คนหนึ่งตัดจนขาดเป็นสองท่อนด้วยดาบเดียว เขาตัดสินใจควบอาชาเพลิงที่ขี่อยู่ออกมาพร้อมกับสร้างหอกอันใหม่ออกมาอีกครั้ง
ส่วนทางฝั่งพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บจากพิษ แต่เพราะพลังของเวปาร์นั้นไม่ได้มากมายไปกว่าเขามากนัก ร่างกายของเขาเรืองแสงสีขาวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ความรู้สึกของสายลมอันบริสุทธิ์พลันแผ่ออกมาจากกึ่งกลางลำตัว เขาสะบัดดาบเบาๆเพียงสองครั้งก็ส่งร่างของเวปาร์ที่ดูบอบบางนั่นกระเด็นออกไปทางประตูได้ทันที
“...พวกนี้แข็งแกร่งกว่าระดับปรมาจารย์ทั่วไป”
บาร์บาทอสมองเวปาร์ที่เสียท่าพลันขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าการบุกเข้ามาตรงๆแบบนี้จะเป็นความคิดที่ผิดพลาดไปหน่อยเสียแล้ว
“บาร์บาทอส ผมว่าเราควรถอยไปตั้งหลักกันก่อน” เบริธพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาแม้จะเต็มไปด้วยความแปลกใจแต่กลับไม่มีความกังวลอยู่ในน้ำเสียงหวานใสของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
เขากำลังทำเหมือนว่าจะสามารถหลบหนีออกไปจากสถานการณ์นี้เมื่อไรก็ได้อย่างไรอย่างนั้น
“เอาตามนั้นแหละ ครั้งนี้ข้าประเมินพวกผู้ฝึกตนพวกนี้ต่ำไป” โดยเฉพาะกับหญิงสาวที่ดูอันตรายตรงนั้น ประโยคหลังนี้เขาไม่ได้พูดออกมา เพียงแค่คิดเงียบๆแล้วสะบัดมือให้คนของตนเองอีกสองคนถอยกลับไปก่อน
“...อย่าคิดว่าจะกลับก็กลับไปได้ง่ายๆสิครับ”
“ถามความเห็นของพวกข้าหรือยัง?”
หลิวเยี่ยนเฟยที่ถูกโอบล้อมด้วยแสงสีขาวพุ่งเข้าใส่ด้วยดาบในมือ ในขณะเดียวกันเจิ้งเหรินอี้ก็รวบรวมพลังปราณเข้าไปอัดแน่นอยู่จนเดาบคู่ใจของเขาสั่นสะเทือน เสียงกรีดอากาศอันรุนแรงดังขึ้นสองครั้งพร้อมกับกระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของทั้งสองคนถูกปล่อยออกไป
เปรี้ยง!
ภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก็คือบาร์บาทอสยืนมองการโจมตีที่พุ่งเข้ามาด้วยท่าทางเฉยเมย เมือ่การโจมตีนั้นเข้าเป้าก็เกิดหมอกควันคละคลุ้งจนสูญเสียทัศนวิสัยการมองเห็น แต่เมื่อควันพวกนั้นจางลง หลิวเยี่ยนเฟยกับเจิ้งเหรินอี้กลับต้องเป็นฝ่ายจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่อยากจะเชื่อสายตา
บาร์บาทอสยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมารับการโจมตีทั้งสองสายเอาไว้เต็มๆ แต่แทนที่มือของเขาจะขาดหรือบาดเจ็บ มันกลับไร้รอยบาดแผลโดยสิ้นเชิง!
ครืน...
แรงกดดันที่รุนแรงค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของชายวัยกลางคน ระดับพลังที่สัมผัสได้นั้นสามารถทำให้เจิ้งเหรินอี้ที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้ารู้สึกไร้ทางสู้ได้สบาย
เพราะระดับพลังที่บาร์บาทอสแสดงออกมามันเป็นระดับที่เหนือกว่าปรมาจารย์ไปแล้ว!