เสบียงที่ถูกปล้นไปได้ถูกนำกลับมาไว้ที่ค่ายทหารทหารกองเสบียงไม่รู้วิธีจัดการกับเมล็ดพันธุ์และวิธีเลี้ยงดูพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมู
จึงกลับมาขอคำปรึกษาจากทหารองครักษ์ว่าจะทำเช่นไรดีทหารองครักษ์นำเื่ดังกล่าวมากราบทูลองค์ชายจื่อเหยาและองค์หญิงซูหนี่
"เสด็จพี่หม่อมฉันว่าเื่นี้เป็เื่ที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนหม่อมฉันจะเข้าไปสอนวิธีการปลูกผักเลี้ยงสัตว์ให้กับพวกทหารกองเสบียงโดยใช้พื้นที่ในค่ายทหารเป็แหล่งขยายพืชพันธุ์ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะได้ง่ายต่อการเฝ้าดูแล
ต่อไปเมื่อทำเป็แล้วจะได้นำความรู้เหล่านี้ไปถ่ายทอดให้ราษฎรขยายการเพราะปลูกไปตามบ้านเรือนให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองแก้ไขปัญหาเื่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง"
องค์ชายทรงเห็นด้วยกับความคิดของไป๋ลี่จิงพระองค์เสด็จพาไป๋ลี่จิงไปดูบริเวณรกร้างว่างเปล่าด้านหลังของหน่วยกองเสบียงภายในค่ายเพื่อทำเป็พื้นที่เพาะปลูกสร้างโรงเลี้ยงหมู
ไป๋ลี่จิงเขียนแบบโครงสร้างเรือนเพาะปลูกและโรงเลี้ยงหมูและสั่งให้ทหารช่วยกันลงมือทำตามแผนพังที่นางวาดขึ้น
ไป๋ลี่จิงไม่ยอมกลับวังนางพักอาศัยอยู่ที่ค่ายทหารคอยตรวจงานก่อสร้างตลอดทั้งวันทำให้ใช้เวลาเพียงสามวันทุกอย่างก็เสร็จเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาไป๋ลี่จิงลงมือปลูกผักหยอดเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเองนางสั่งให้ทหารจดบันทึกขั้นตอนทุกอย่างเอาไว้
การเลี้ยงหมูนางก็เขียนบอกไว้หมดว่าหมูกินอะไรได้บ้างควรให้อาหารเวลาไหนเน้นย้ำเื่ดูแลความสะอาดเล้าหมูให้สะอาดเพื่อป้องกันโรงติดต่อ
ไป๋ลี่จิงใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารอยู่หลายวันนางทำตัวสบายๆไม่เื่มากเหมือนสตรีทั่วไปแถมยังเป็กันเองกับทุกคนทำให้เหล่าทหารพากันชื่นชมความน่ารักสดใส
ทั้งยังใส่ใจงานของนางจนงานทุกอย่างสำเร็จผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก่อนที่นางจะกลับวังนางมีคำสั่งทิ้งไว้ว่า
“พวกท่านจงช่วยกันดูแลให้ดีหน้าที่นี้เป็หน้าที่สำคัญต่อบ้านเมืองเราจะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วหากเกิดปัญหาให้รีบส่งคนไปรายงานข้าทันที”
ทหารกองเสบียงตระหนักได้ถึงหน้าที่อันสำคัญนี้พวกเขาพร้อมที่จะปฏิบัติตาม
หลายวันมานี้องค์ชายกับไป๋ลี่จิงไม่มีเวลาได้พบหน้ากันต่างคนต่างแยกตัวไปทำหน้าที่ของตนเององค์ชายทรงเสด็จไปดูการฝึกทหารอย่างเข้มงวดตามที่ไป๋ลี่จิงขอร้องเอาไว้นางอยากให้ทหารมีความพร้อมที่สุดก่อนออกไปรับศึกเป้าหมายก็คือนาง้าให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
เมื่อองค์ชายทรงทราบว่าไป๋ลี่จิงกลับเข้าวังมาแล้วพระองค์ทรงสั่งให้ห้องเครื่องทำขนมและอาหารอย่างที่คนในเมืองหลวงชอบกินเอาไว้เพื่อเอาใจนาง
เพราะทรงรู้ว่าหลายวันมานี้นางลำบากมาไม่ใช่น้อยองค์ชายเสด็จมาหาไป๋ลี่จิงที่ตำหนักทรงมีรับสั่งให้ตั้งสำรับที่ตำหนักของไป๋ลี่จิงนางกำนัลรีบเดินเข้ามา
“องค์หญิงเพคะห้องเครื่องนำอาหารมาจัดสำรับให้ที่โต๊ะเพลานี้องค์ชายจื่อเหยาเสด็จมาถึงแล้วเพคะ”
ไป๋ลี่จิงพยักหน้ารับรู้แล้วเดินนำออกไปที่โต๊ะอาหารเห็นองค์ชายทรงประทับรออยู่
“ขออภัยที่น้องมาช้าเสด็จพี่มาถึงนานแล้วหรือยังเพคะ”องค์ชายทรงลุกขึ้นยืนยิ้มต้อนรับนางทำท่าเชื้อเชิญให้นางนั่งลง
“พี่พึ่งมาถึงเมื่อครู่วันนี้พี่สั่งให้ห้องเครื่องทำอาหารที่คนเมืองหลวงชอบกินพี่ให้เขาทำไว้หลายอย่างเลยทีเดียว เพราะพี่ไม่รู้ว่าเ้าชอบกินอะไร”
ไป๋ลี่จิงโบกมือขึ้นเบาๆ เป็การบอกเป็นัยๆว่าให้นางกำนัลออกไป นาง้าคุยกับองค์ชายตามลำพัง
“ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ อาหารดูน่ากินมากตอนหม่อมฉันอยู่ในค่ายทหารหม่อมฉันกินไม่ค่อยได้อาหารรสชาติจืดชืดมีแต่ผัก...ผัก...แล้วก็ผักมื้อนี้หม่อมฉันจะกินให้ไม่เหลือเลยเพคะ”
องค์ชายดีใจที่นางชอบอาหารเหล่านี้นางคงลำบากมากทีเดียวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร“เ้ากินให้มากๆ ดูร่างกายเ้าตอนนี้สิดูผ่ายผอมลงไปจากเดิม”
“เพคะ...งานปลูกผักเลี้ยงสัตว์เหนื่อยเอาเื่เพคะว่าแต่เสด็จพี่ฝึกทหารไปถึงไหนแล้ว”
กินอาหารยังไม่เท่าไหร่นางก็เริ่มถามเื่งานองค์ชายส่ายหน้าอุตส่าห์หาเื่อื่นมาคุยนางจะได้ลืมๆ เื่งานไปบ้างสุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
“ทหารตั้งใจฝึกฝนฝีมือกันอย่างเต็มที่พรุ่งนี้เ้าไปกับพี่ไปลองทดสอบฝีมือดูว่าใช้การได้หรือไม่”
“ดีเพคะ อย่างนั้นพรุ่งนี้น้องไปตรวจการฝึกทหารของเสด็จพี่ส่วนเสด็จพี่ก็ไปตรวจงานปลูกผักเลี้ยงสัตว์ของหม่อมฉัน”
ไป๋ลี่จิงอยากอวดผลงานแปลงผักและโรงเลี้ยงหมูของนางให้องค์ชายได้ทอดพระเนตร
เช้าวันรุ่งขึ้นไป๋ลี่จิงกับองค์ชายจื่อเหยาเสด็จออกจากวังมุ่งหน้าตรงไปที่ค่ายทหารทั้งสองเดินขึ้นไปบนกำแพงเมืองมองดูเหล่าทหารตั้งแถวอย่างเป็ระเบียบรอรับเสด็จอยู่เบื้องหน้า
ไป๋ลี่จิงสังเกตได้ว่าดูภายนอกทหารทุกนายจะมีความพร้อมอยู่พอสมควรแต่ในน้ำเสียงที่เอ่ยคำปฏิญาณนั้นดูไม่มีความฮึกเหิมเลยแม้แต่นิดเดียวเห็นทีนางต้องปลุกใจทหารเหล่านี้เสียหน่อย
เหล่าทหารแม้จะฝึกฝนตนเองกันอย่างเต็มที่แต่ในใจกลับห่อเหี่ยวไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะข้าศึกได้
แล้วเท่าที่รู้มาพวกเขาจะมีแม่ทัพที่เป็สตรีเป็ผู้นำทัพยิ่งทำให้ลดความองอาจของกองทัพลงไปจนรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เื่นี้ไป๋ลี่จิงรู้ดีว่าการที่นางเป็ผู้นำทัพทหารยอมเสียความมั่นใจไปไม่มากก็น้อยเมื่อนางได้เห็นท่าทีของทหารเหล่านี้นางจึงะโลงมาจากกำแพงเมือง
“พวกเ้าคงมีความเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของข้าใช่หรือไม่?”
เหล่าทหารไม่มีใครกล้าตอบทำได้เพียงชำเลืองตามากหน้ากันใครจะกล้าพูดกันล่ะนางเป็ถึงองค์หญิง
“พวกเ้าเป็บุรุษไฉนถึงเก่งแต่นินทาข้าลับหลังวันนี้ข้ามายืนอยู่ตรงหน้าพวกเ้าทำไมถึงไม่กล้าพูดเล่า”
ไป๋ลี่จิงพูดจบก็เดินลงจากกำแพงเมืองก้าวเท้ามายืนที่หน้าแถวทหารยืดอกเงยหน้าตั้งตรงอย่างมั่นใจ
“พวกเ้าในที่นี้คิดว่าใครมีฝีมือดีที่สุดให้ส่งออกมาประลองฝีมือกับข้าหากข้าเป็ฝ่ายแพ้ข้ายินดีไม่ออกรบตามที่พวกเ้า้า”
แม่ทัพกองพลทหารราบมีฝีมือต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมถูกเลือกให้มาประลองกับไป๋ลี่จิงแม่ทัพถืออาวุธประจำตัวเป็หอกยาวเดินตรงมายืนประจันหน้ากับไป๋ลี่จิง
“กระหม่อมขอบังอาจล่วงเกินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารองครักษ์ที่เคยออกไปทำภารกิจจับโจรปล้นเสบียงเดินถือหอกมาส่งให้ไป๋ลี่จิง
“องค์หญิง...องค์ชายฝากกระหม่อมมาบอกว่าให้ทรงระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะแม่ทัพท่านนี้เชี่ยวชาญการใช้หอกเป็อาวุธที่เก่งที่สุดในกองทัพ”
ไป๋ลี่จิงยิ้มรับแทนคำขอบคุณในความหวังดี“ท่านช่วยบอกเสด็จพี่แทนข้าว่าไม่ต้องห่วงข้าก็เก่งใช้หอกไม่แพ้ผู้ใดเช่นกัน”
อันที่จริงนางอยากจะบอกว่านางถนัดใช้อาวุธทุกชนิดไม่มีอาวุธใดที่นางไม่เชี่ยวชาญดีที่นางห้ามปากไว้ทันมิเช่นนั้นเสด็จพี่จะอดหมั่นไส้นางเอาได้
ไป๋ลี่จิงวิ่งเข้าหาแม่ทัพแทงหอกเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วจนคู่ต่อสู้ตั้งตัวไม่ทันแม่ทัพทำได้เพียงเป็ฝ่ายตั้งรับการโจมตีของนางเท่านั้น
เพียงไม่กี่กระบวนท่านางก็สามารถเอาหอกจี้ที่คอท่านแม่ทัพได้สำเร็จเป็ผู้ได้รับชนะอย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ได้เห็นกับตาแล้วว่าสตรีผู้นี้มีความเก่งกาจชั้นเชิงในการต่อสู้ไม่แพ้บุรุษใดเลยจริงๆ
“ข้าไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะกาลสู้รบเพียงอย่างเดียวแต่ข้าศึกษาตำราพิชัยาได้อย่างแตกฉานต่อไปทุกอย่างที่ข้าสั่งพวกเ้าต้องปฏิบัติตามมิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก”
นางเดินกลับไปหาองค์ชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใสไม่เหลือท่าทีดุดันเคร่งขรึมเหมือนเมื่อครู่ทิ้งไว้ให้เห็นบนใบหน้าเลยสักนิด
องค์ชายปรับอารมณ์ตามนางไม่ทันจริงๆได้แต่ทรงหันไปตรัสกับเหล่าทหารให้เลิกแถวได้
“เสด็จพี่เพคะเราไปดูผลงานของน้องกันบ้างดีกว่าเพคะน้องอยากให้เสด็จพี่ติชมว่าที่น้องทำนั้นมีสิ่งใดยังขาดตกบกพร่องไปบ้าง”
ไป๋ลี่จิงกลับมาเป็สาวน้อยน่ารักสดใสร่าเริงเช่นเคยนางยืนมือมากอดแขนองค์ชายชี้ชวนให้เดินไปที่ลานกว้างด้านข้างกองเสบียงอาหารพร้อมกับนาง
ไม่สนว่าจะถูกสายตานับหมื่นคู่จ้องมองมาด้วยความงงงันต่างพากันคิดว่าเหตุใดองค์หญิงถึงทรงเปลี่ยนท่าทีได้รวดเร็วเช่นนี้
ทหารกองเสบียงเมื่อเห็นว่าองค์หญิงกำลังเสด็จมาก็พากันออกมาตั้งแถวต้อนรับกันอย่างทั่วหน้าองค์ชายออกจะแปลงใจที่เห็นทหารพวกนี้ทำหน้าตาดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าไป๋ลี่จิงมาเยี่ยมเยียน
ไม่เห็นมีท่าทางไม่ชอบนางเหมือนทหารสามเหล่าทัพนั้นเลยสักนิด
“ถวายพระพรองค์ชาย...ถวายพระพรองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะเชิญทั้งสองพระองค์เสด็จไปชมแปลงผักด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่จึงกระซิบถามไป๋ลี่จิง“เ้าทำอะไรกับพวกทหารเล่านี้ทำไมดูทุกคนมีความยินดีจนออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าเ้ามา”
ไป๋ลี่จิงทำท่าเรียนแบบองค์ชายด้วยการกระซิบตอบกลับไปว่า
“หม่อมฉันมิได้ทำอะไรหรอกเพคะแค่ทำตัวสนุกสนานร่าเริงตามปกตินิสัยของหม่อมฉันอยากให้พวกเขามีความสุขพอมีความสุขผักและสัตว์ที่พวกเขาดูแลก็จะมีความสุขไปด้วยเราจะได้ผลผลิตที่เจริญงอกงามอย่างไรล่ะเพคะ”
“เป็เช่นนั้นหรือเราไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“จริงสิเพคะเชื่อหม่อมฉันรับรองไม่เกินสิบห้าวันเราต้องได้กินผักแน่นอน”
“อีกเื่ที่เราไม่เข้าใจ ทำไมกับทหารสามเหล่าทัพเ้าถึงได้ดุดันขนาดนั้นเ้าไม่อยากให้พวกเขาชอบเ้าเหมือนทหารกองเสบียงหรอกหรือ”
ไป๋ลี่จิงเอามือกุมที่ขมับตัวเองนางอ่อนใจกับความไร้เดียงสาขององค์ชายยิ่งนัก นางตวาดเสียงดังออกมาอย่างไม่พอใจ
“จะให้เหมือนกันได้อย่างไรเพคะทหารพวกนั้นต้องออกสู้ศึกในสนามรบหากหม่อมฉันปล่อยให้พวกเขาเอาแต่สนุกสนานกองทัพเราจะมีชื่อเสียงเกรียงไกรเป็ที่น่าเกรงขามได้อย่างไรกัน”
องค์ชายพอเข้าใจหลักในการปกครองคนของนางขึ้นมาบ้างทรงเอามือตบเบาๆ ที่มือของไป๋ลี่จิงเพื่อให้นางใจเย็นลง
“เอาล่ะๆ เราเข้าใจเ้าแล้ว”
องค์ชายทรงทอดพระเนตรแปลงผักและโรงเลี้ยงหมูที่ทำเป็โรงเรือนมุงหลังคาด้วยฟางแห้งเอาไว้กันหิมะนางออกแบบทุกอย่างไว้ได้อย่างดีองค์ชายทรงเอ่ยปากชื่นชม
“ไป๋ลี่จิงเ้าทำได้ดีกว่าที่เราคิดไว้เสียอีกที่ผ่านมาลำบากเ้าแล้ว”
“เสด็จพี่ทรงพอพระทัยน้องก็หายเหนื่อยเพคะ”
องค์ชายทรงคิดในใจว่าต้องตกรางวัลให้นางเสียหน่อยว่าแต่ยังคิดไม่ออกว่านางจะพอใจสิ่งใด
“พี่อยากให้รางวัลแก่เ้าเ้าอยากได้สิ่งใดจงบอกพี่หากไม่เกินความสามารถพี่จะหามาให้เ้า”
ไป๋ลี่จิงดวงตาเป็ประกายขึ้นมาทันทีเดิมทีองค์ชายเคยบอกว่าจะให้เหยี่ยวกับนางแต่นางก็ไม่กล้าที่จะทูลขอสัตว์เลี้ยงที่พระองค์ทรงเลี้ยงด้วยความรัก
อย่างไรเสียพระองค์ก็ต้องหวงแหนจะยกให้ง่ายๆได้เช่นไรเพลานี้เป็โอกาสที่ดีที่นางทำความดีความชอบเหมาะสมที่จะได้รับรางวัลนางจึงกล้าที่จะเอ่ยปากขอเหยี่ยวจากพระองค์
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันไม่เกรงพระทัยแล้วนะเพคะหม่อมฉันอยากขอเหยี่ยวส่งข่าวของเสด็จพี่ได้หรือไม่”
องค์ชายถึงนึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่พานางมาที่นี่นางเคยขอเหยี่ยวส่งข่าวจากพระองค์องค์ชายทรงตำหนิตัวเองว่าทำไมถึงลืมเื่นี้ไปเสียสนิท
“ได้สิทำไมจะไม่ได้เล่า”
อารามดีใจไป๋ลี่จิงนางะโขึ้นหอมแก้มองค์ชายฟอดใหญ่ทำให้สีพระพักตร์และพระกรรณเปลี่ยนเป็สีแดงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เคยมีสตรีนางใดทำเช่นนี้กับพระองค์มาก่อนทำให้พระองค์ทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งมองหญิงสาวที่ะโโลดเต้นดีใจปากก็ะโอวดไปทั่วว่าเสด็จพี่จะพระทานเหยี่ยวที่ทรงเลี้ยงไว้ให้กับนางเป็รางวัล
เมื่อทุกคนได้ยินก็แสดงความดีใจไปด้วยกับนางไป๋ลี่จิงทำเช่นนี้กับท่านพี่ไป๋ลี่จ้งของนางทุกครั้งที่พี่ชายมอบของกำนัลที่นางถูกใจ
นางไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่กระทำส่งผลให้องค์ชายหัวใจเต้นแรงมากเพียงใดสำหรับนางคือรักที่ยกย่องนับถือแต่องค์ชายไม่ได้เป็เช่นนั้นนางได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของพระองค์เข้าเสียแล้ว
******************************************************************
องค์ชายจื่อผู้อ่อนโยนอยู่ดีๆเพียงชั่วข้ามคืนถึงกลายเป็ท่านอ๋องน้อยผู้โเี้ไปได้
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็กำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกา K.P.STOM
ebook จำหน่ายแล้วนะคะ https://www.mebmarket.com/ebook-239246-