ก่อนรุ่งสาว แสงจันทร์เป็สิ่งเดียวที่เชื่อถือได้
Elira Moonthorn ยืนอยู่ที่ขอบสวนในความมืด ตะเกียงในมือเธอไม่ได้ติดด้วยไฟ มันส่องสว่างด้วยแสงสีเงินที่เธอดึงมาจากพื้นฟ้าข้างบน — ดึงมาช้า ๆ เหมือนตักน้ำจากบ่อ ไม่มากพอที่จะรบกวนจังหวะของคืน แต่พอให้เธอมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
สวนสมุนไพรตอนนี้เงียบเหมือนคนนอนหลับ
แถวยี่สุ่นป่าทางซ้ายโตสูงถึงเอว ใบหนาเขียวแน่น ข้าง ๆ กันคือขิงดำที่รากเริ่มโผล่พ้นดิน และต้นหญ้าเงินที่เธอปลูกใหม่ปีที่แล้ว แต่ละต้นเติบโตตามกฎที่เธอเรียนมา — ดินต้องโปร่ง น้ำต้องสม่ำเสมอ ดวงจันทร์ต้องส่องถึงสักสามคืนต่อสัปดาห์
เธอรู้กฎทุกข้อ ทำตามทุกข้อ
แต่ตรงกลางสวน มีจุดที่ไม่มีอะไรขึ้นมาสิบปีแล้ว
รอยดำไหม้กว้างประมาณสองก้าว ขอบเรียบเกินไปสำหรับอุบัติเหตุ ดินยังคงสีคล้ำผิดปกติแม้ฝนจะชะล้างมาหลายฤดู พืชที่ปลูกทับรอยนั้นทุกชนิดงอกขึ้นมาแล้วก็ตายในสัปดาห์ถัดมา เหมือนดินปฏิเสธบางอย่าง เหมือนดินยังจำว่าเคยมีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น
คืนนี้ ที่ขอบรอยไหม้ มีหน่อเล็ก ๆ สองสามต้นงอกขึ้นมา
Elira นั่งลงข้าง ๆ มัน ไม่แตะ แค่มอง แสงเงินจากตะเกียงตกลงบนใบอ่อนสีเขียวซีดที่ยังกะพริบอยู่เหมือนไม่แน่ใจว่าจะอยู่ต่อหรือเปล่า เธอเอนตัวเข้าไปใกล้ขึ้น ใกล้พอที่จะได้กลิ่นดินชื้น
*ถ้าครูเธอเห็นสิ่งนี้—*
เธอหยุดคิดก่อนที่ความคิดจะสมบูรณ์
รอยไหม้นั้นไม่ได้เกิดจากฟ้าผ่า ไม่ได้เกิดจากไฟ มันเกิดเมื่อเธออายุสิบสี่ เมื่อบางอย่างในตัวเธอะเิออกในแบบที่เธอไม่รู้ว่ามันอยู่ในตัวเธอมาก่อน ดินยังจำ และบางทีเธอก็คิดว่าเธอเองก็ยังจำเช่นกัน ในแบบที่ร่างกายจำ ไม่ใช่ในแบบที่ความคิดจำ
ลุกขึ้น ปัดดินออกจากเข่า เดินกลับเข้าบ้าน
กระเป๋าที่เตรียมไว้วางอยู่หน้าประตู เธอเปิดมันออก นับของในหัวตามนิสัย — ขวดสมุนไพรสี่ขวด สมุดบันทึกเล็กปกหนัง เชือกเวทสีเงินม้วนเป็วง และขนมปังสองก้อนห่อด้วยผ้าขาว ของทุกอย่างอยู่ครบตามที่วางแผน
เธอผูกกระเป๋า สะพายขึ้นบ่า แล้วออกไปรับรุ่งสาวที่กำลังมา
Talia Bramblewick ยืนรอหน้าบ้านพร้อมสมุดยาในมือและท่าทางของคนที่ยืนรอมาั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
"ฟังนะ—"
"ไม่" Elira เดินผ่านเธอโดยไม่หยุด
Talia หมุนตัวตามด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ชายผ้าคลุมสีน้ำตาลของเธอปัดพื้นดิน "เธอยังไม่รู้ว่าฉันจะพูดอะไร"
"เธอจะพูดว่าพื้นที่ชายแดนอันตราย ว่าฉันไม่ควรไปคนเดียว และว่า Maera ไม่ได้อนุญาตเื่นี้"
Talia เงียบสักครู่ "...สองข้อแรกถูก Maera บอกให้เธอ 'พิสูจน์ว่าควบคุมตัวเองได้' ไม่ได้แปลว่าให้เดินเข้าป่าเอลฟ์คนเดียวตอนรุ่งสาว"
"แปลว่าต้องทำอะไรที่พิสูจน์ได้" Elira เดินต่อ ถนนดินเล็ก ๆ ของหมู่บ้านยังเงียบ บ้านสองข้างทางปิดประตูทึบ "ถ้าฉันแค่นั่งอยู่บ้าน เธอจะพิสูจน์อะไรได้?"
"ว่าเธอมีสติพอจะไม่ฆ่าตัวตาย"
"นั่นไม่ใช่ประเด็น"
Talia หยิบสมุดยาขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว กดมันแน่นจนข้อนิ้วซีด เธอเงียบอีกสักสองก้าวก่อนพูดเบา ๆ "กลุ่มของ Vesha ก็อยู่ในพื้นที่นั้นด้วยนะ"
Elira ชะลอก้าวสักครึ่งวินาที
แล้วเดินต่อ
"ฉันรู้"
"แล้วยังจะไปอีกเหรอ"
"ยิ่งต้องไปกว่าเดิม"
เสียงถอนหายใจของ Talia ดังพอที่จะได้ยินในความเงียบยามเช้า ยาวและมีน้ำหนักในแบบที่คนที่รู้จักกันมาั้แ่อายุสิบสองปีจะถอนหายใจ เธอเดินตาม Elira ไปจนถึงขอบหมู่บ้านที่เส้นดินแดงทำเครื่องหมายไว้ในสมัยที่คนรุ่นก่อนยังสวดมนต์ทุกเช้า แล้วหยุด
"ถ้าเจออะไรผิดปกติให้ส่งสัญญาณมาก่อนนะ" เธอะโหลัง Elira "ไม่ใช่หลังจากที่ทำอะไรโง่ ๆ ไปแล้ว"
Elira ยกมือโบกโดยไม่หัน
เธอเดินออกจากหมู่บ้านในความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนสุดท้ายหยุดพูด ความเงียบแบบนั้นไม่เหมือนความเงียบของป่า มันเป็ความเงียบที่มีน้ำหนักของคำที่ไม่ได้พูด
เธอสูดอากาศเช้าเข้าลึก ๆ ปล่อยมันออก แล้วเปิดเวทจันทร์
ป่าในยามเช้าตรู่มีกลิ่นที่ต่างออกไป
ดินชื้น ใบไม้เก่าที่กำลังย่อยสลาย กิ่งไม้ที่หักระหว่างคืน และพืชที่ผลิดอกในเวลาที่แสงแดดแรก ๆ ยังกระทบแค่ยอดไม้สูงสุด เธอรู้จักกลิ่นเหล่านี้ทุกกลิ่น รู้จักในแบบที่ร่างกายจดจำโดยไม่ต้องคิด
ในมุมมองของเวทจันทร์ ป่าเปลี่ยนไป แทนที่ตาจะเห็นสีตามธรรมชาติ มันเห็นสีของพลังงานที่ไหลอยู่ใต้พื้นผิว — สีเขียวเข้มของชีวิตที่ดำเนินไปตามปกติ สีเหลืองทองที่กระจายจากต้นไม้ที่กำลังออกดอก สีน้ำเงินจางจากสายน้ำใต้ดินที่ไหลอยู่ลึกลงไป
แต่ทางทิศตะวันออก มีสีเทาปะปนอยู่
ไม่ใช่สีเทาของดิน ไม่ใช่สีเทาของหิน มันเป็สีเทาของบางอย่างที่ขาดหายไป ช่องว่างในกระแสพลังงาน เหมือนรูที่ถูกเจาะขึ้นในผ้าที่ทอกันอยู่
เธอเดินตามสีเทานั้น
พืชสองข้างทางเริ่มเหลืองจากปลายใบ ไม่ใช่โรค โรคพืชเริ่มจากใบล่างและลามขึ้น สิ่งนี้เริ่มจากปลายและกินเข้ามาหาลำต้น เหมือนพลังงานถูกดูดออกจากด้านนอกเข้าสู่ข้างใน เหมือนมีบางอย่างที่กำลังหิว
เธอหยุดตรงต้นไม้ต้นหนึ่ง วางมือบนเปลือก
ต้นไม้รู้สึกปกติ ไม่ร้อน ไม่เย็นผิดปกติ เปลือกไม้ยังแข็งแรง กิ่งยังแผ่ออกสมดุล แต่เมื่อเธออ่านพลังงาน ด้านในมันว่างเปล่า ราวกับต้นไม้ยังมีชีวิตอยู่ด้วยความเฉื่อยเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เพราะมันยังมีพลังงานหล่อเลี้ยง
เธอถอนมือออก
ใบไม้บนต้นไม้ต้นถัดไปเรืองแสงจาง ๆ สักครึ่งวินาที แล้วดับ
Elira ยกตาขึ้นมองทันที ต้นไม้นั้นปกติดีทุกอย่าง แต่แสงนั้น — เธออ่านสีมันได้ก่อนที่มันจะดับ สีเงิน
สีเดียวกับเวทของเธอ
เธอยืนมองอยู่นานสักสามสิบวินาที ป่ายังเงียบ ยังเงียบในแบบที่เธอเริ่มสังเกตว่าไม่ใช่ความเงียบปกติ เสียงนกที่ควรจะได้ยินในยามเช้าหายไปหมด เธอจดสิ่งที่เห็นลงสมุด สีเงิน ในป่าแม่มด ก่อนพรมแดน ไม่ทราบสาเหตุ แล้วเดินต่อ
รอยทางที่พืชตายเป็เส้นตรงปรากฏขึ้นข้างหน้าประมาณสิบก้าว กว้างประมาณหนึ่งก้าว ทอดยาวเข้าไปในป่าเหมือนใครบางคนเดินผ่านและทุกสิ่งที่เท้าเขาััก็ตายตามไป แต่ตรงกลางรอยนั้นไม่มีรอยเท้า ไม่มีกิ่งหัก ไม่มีหลักฐานใด ๆ ของสิ่งมีชีวิต
กลิ่นในรอยนั้นก็หายไปด้วย
เธอยืนอยู่ที่ขอบรอย ยื่นมือลงไปวัดอุณหภูมิโดยไม่แตะ พลังงานในนั้นเป็ศูนย์ ไม่เย็น ไม่ร้อน ไม่มีอะไรเลย เหมือนสุญญากาศที่รูปร่างเป็เส้นตรง
รอยนั้นทอดยาวเข้าไปในป่าเอลฟ์
เส้นพรมแดนระหว่างป่าแม่มดกับป่าเอลฟ์ไม่ได้มีป้ายบอก แต่ทุกคนที่ผ่านมันได้รู้สึก
Elira หยุดที่เส้นนั้น
อากาศหนักขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ความหนาแน่นของอากาศ แต่เป็น้ำหนักที่กดทับอยู่ในระดับที่เวทััได้ก่อนิั ผนึกพรมแดนเอลฟ์ที่สร้างขึ้นหลัง The Moonroot Accord ยังมีชีวิตอยู่ หายใจอย่างเชื่องช้าเหมือนสัตว์นอนหลับที่รู้ว่ามีคนเข้ามาใกล้
เธอนับ pros and cons ในหัว
ถ้าไม่ข้าม เธอจะกลับไปหา Maera พร้อมรายงานว่า "พบรอยตายปริศนาในป่า แต่ไม่ทราบสาเหตุ" Maera จะฟัง Maera จะพยักหน้า แล้ว Maera จะส่งแม่มดคนอื่นมาตรวจสอบ คนที่ไม่ได้อยู่ในสถานะ "ทดสอบ" คนที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไร
ถ้าข้าม เธออาจพบสิ่งที่ตอบคำถามได้ และอาจไม่พบอะไรเลย หรืออาจพบบางอย่างที่ทำให้เื่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
เธอก้าวข้ามเส้น
ผนึกกดทับหนักขึ้นหนึ่งวินาที หนักพอที่จะรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ แล้วปล่อย ระบบผนึกไม่ได้ออกแบบมาเพื่อหยุดคน มันออกแบบมาเพื่อบอก บันทึกการข้าม บันทึกว่าใครข้ามที่ไหนและเมื่อไร
ซึ่งหมายความว่าใครบางคนจะรู้ว่าเธออยู่ที่นี่
เธอเดินต่อไปข้างหน้า
ป่าเอลฟ์ฝั่งในต่างออกไปในแบบที่เธอสังเกตได้ทันที ต้นไม้ใหญ่กว่า ลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าที่ต้นไม้อายุเท่ากันควรจะเป็ ใบเข้มและมันวาวกว่า แสงที่กรองผ่านชั้นใบดูจงใจเกินไปสำหรับธรรมชาติ เหมือนป่านี้รู้ว่าแสงควรตกลงที่ไหนและกำหนดมันด้วยตัวเอง
เธอรู้สึกว่าป่ากำลังมองเธออยู่
ไม่ใช่ในแบบที่มองได้ด้วยตา แต่ในแบบที่รับรู้ได้ด้วยเวท รู้สึกว่ามีบางอย่างรอบตัวเธอที่กำลังประเมิน ชั่งน้ำหนัก ตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับการมาเยือนนี้
เธอเดินช้าลง ตาสแกนรอบตัว
รอยตายที่เธอตามมายังดำเนินต่อไปในป่าเอลฟ์ ทอดยาวผ่านรากไม้ใหญ่ ผ่านพุ่มไม้เตี้ย เข้าไปสู่เงาที่หนาแน่นกว่าในส่วนที่ลึกกว่า เธอไม่รู้ว่ามันสิ้นสุดที่ไหน
แต่ไม่ไกลจากเส้นพรมแดน ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งที่ตายแล้วและยืนต้นอยู่อย่างนั้นมาหลายปี มีขวดแก้วสีดำวางอยู่
ขนาดฝ่ามือ
ผนึกด้วยเทียนดำ
ด้านในมีของเหลวหนืดสีเข้มที่เคลื่อนไหวเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผล
เธอยืนมองมันอยู่สักสิบวินาที ไม่ก้าวเข้าไปใกล้ ไม่ถอยออก เวทจันทร์ของเธออ่านพลังงานรอบขวดนั้น และสิ่งที่มันอ่านได้คือไม่มีอะไร พลังงานดับสนิทรอบ ๆ ขวด เหมือนรอยตายในป่าแต่บีบอัดให้อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกขังอยู่ข้างใน และบางอย่างนั้นกำลังหิว
เธอหยิบขวดขึ้นมา
เวทจันทร์ของเธอสั่นะเืทันทีที่นิ้วััแก้ว เหมือนถูกดึงออกทิศทางเดียวกับที่ขวดดูดดึง เหมือนร่างกายเธอถูกถามว่าจะให้หรือเปล่า เธอกำขวดแน่นขึ้น ไม่ตอบคำถามนั้น
ก็ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียง
เสียงก้าวสม่ำเสมอ หลายคู่ จากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ใช่เสียงของสัตว์ มันเป็เสียงของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าหาบางอย่าง เสียงที่มีทิศทางและจุดหมาย
Elira มองขวดในมือ มองรอบตัว มองทิศที่เสียงกำลังมา
เธอรู้ว่าถ้าวางขวดลง พลังงานในนั้นจะรั่ว รั่วเข้าดิน รั่วเข้าต้นไม้ รั่วออกไปอีก เธอพบมันและไม่มีทางวางทิ้งได้อีกแล้ว แต่การถือมันทำให้เธอดูผิดยิ่งกว่าที่การข้ามพรมแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตจะทำให้ดูได้
เสียงก้าวใกล้ขึ้นทุกวินาที
*ฉันเพิ่งทำอะไรลงไป* เธอคิด ในแบบที่ไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่เป็การยืนยัน *แต่ฉันก็รู้ว่าถ้าไม่ทำ ก็จะไม่มีวันรู้*
เธอกำขวดไว้ในกำมือ ยืนตรง และรอ