“สกุลกู้นี่โง่หรือไรถึงได้ให้เจ้ารองยืมเงิน พวกเขาน่าจะรู้ว่าให้ยืมไปย่อมไม่มีทางได้คืนหากรู้ว่าสกุลกู้จะใจกว้างถึงเพียงนี้ พวกเราไม่ให้บ้านรองแยกบ้านไปเสียก็ดี หาไม่แล้วรถเทียมล่อนั่นก็จะเป็นของพวกเราถึงแม้กู่ซื่อจะกล่าวว่าซื้อหาเครื่องเรือนและของใช้เหล่านั้นมาให้เจ้าหกแต่เจ้าหกไหนเลยจะใช้เยอะถึงเพียงนั้น หากยังมิได้แยกบ้านคงสามารถแบ่งเอามาครึ่งหนึ่งแล้ว”หวางซื่อกล่าวขึ้นระหว่างกินข้าว
หยวนเอ้อร์สี่หรือผู้เฒ่าหยวนหยิบแท่งยาสูบขึ้นมาแล้วทุบหมัดลงบนโต๊ะ “เวลานี้มาพูดเรื่องพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อันใด ยามนั้นผู้ใดเป็นคนบอกว่าจะอย่างไรก็ต้องให้เจ้ารองแยกบ้านออกไปให้ได้เวลานี้ถึงมารู้สึกเสียใจภายหลังอย่างนั้นหรือ”
เขาเองก็ใช่ว่าจะรู้สึกชอบใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้นับตั้งแต่บ้านใหญ่กับบ้านรองสลับการแต่งงานกันสายตาของคนในหมู่บ้านที่มองบ้านใหญ่สกุลหยวนก็เปลี่ยนแปลงไป
หากนำความใจดีที่สกุลกู้ให้เจ้ารองหยิบยืมเงินมาเทียบกับเขยที่เป็นถึงซิ่วไฉอย่างไรเขาก็เลือกเขยที่เป็นซิ่วไฉ และหากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่สกุลกู้เองก็เป็นซิ่วไฉเช่นกันอีกทั้งหากต่อไปในภายภาคหน้าหลานสาวจะได้เป็นถึงฮูหยินขุนนางแล้วละก็ เฮอะ
“ยังจะนั่งนิ่งอยู่อีกเหตุใดถึงไม่รีบเอาถ้วยช้อนตะเกียบไปล้าง!” หวางซื่อถูกสามีต่อว่าจึงนำความไม่พอใจที่มีไปลงกับเจียงซื่อผู้เป็นสะใภ้
เจียงซื่อลุกขึ้นหยิบถ้วยชามตะเกียบบนโต๊ะเพื่อจะนำไปล้าง นับตั้งแต่บ้านรองแยกบ้านออกไป งานบ้านทุกอย่างก็ตกมาอยู่ในมือนางทั้งหมดถึงแม้จ้าวซื่อจะมีนิสัยน่ารังเกียจ แต่ก็นับว่าเป็นคนขยันขันแข็งคนหนึ่ง
“ท่านแม่ภายในบ้านมีงานมากมาย เรียกให้สะใภ้สี่กลับมาดีหรือไม่” นางหยั่งเชิงถามแม่สามี
หากยังไม่ทันที่หวางซื่อได้พูดตอบหยวนเอ้อร์สี่พูดออกมาเสียก่อนว่า “จะให้กลับมาทำอันใดกลับมาแล้วเจ้าจะเป็นคนให้เงินรายเดือนเองหรือ
“สะใภ้สามกับสะใภ้สี่มีหน้าที่คอยทำอาหารให้คนงานกินได้ค่าตอบแทนเดือนละสองร้อยอีแปะ สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้งานที่ดีเช่นนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เช่นนี้แล้วจะเรียกกลับมาไย”
เจียงซื่อเงียบ ไม่กล้ากล่าวคำใดอีก
“ดูเจ้าสิ ยามนี้กลายเป็นตัวขี้เกียจไปแล้วหากเจ้าไม่ทำแล้วจะให้แม่สามีอย่างข้าทำหรือ” คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นหวางซื่อต่อว่าบ้างเห็นนางโง่หรือไรถึงจะได้เรียกลูกสะใภ้ที่สามารถหาเงินได้กลับมาปรนนิบัติรับใช้ตนเอง
เจ้าใหญ่เห็นบรรยากาศไม่ค่อยดีเลยลุกขึ้นยืนพลางเอ่ย“ท่านแม่ เดี๋ยวข้าช่วยท่านเองเจ้าค่ะ”
หวางซื่อกลับยื่นมือไปดึงตัวหลานสาวให้นั่งลงเช่นเดิม“นี่มิใช่งานที่เจ้าสมควรทำ นั่งอยู่เฉยๆ เถิด”หลานสาวของนางมีวาสนาจะได้เป็นถึงฮูหยินขุนนางเช่นนี้แล้วจะให้มาทำงานบ้านพวกนี้ได้อย่างไร
“ได้ยินว่าเจ้าขึ้นไปเก็บสมุนไพรให้หลิ่วซิ่วไฉมาหรือเจ้านี่นะ ทำเช่นนี้มือได้หยาบกระด้างหมด” หวางซื่อจับมือขาวนุ่มเนียนละเอียดดุจหยกของหลานสาวมาพลิกดูพลางกล่าวอย่างไม่พอใจต่อคนสกุลหลิ่ว
นับตั้งแต่หมั้นหมายกันหญิงม่ายหลิ่วมักจะพูดจาไม่ดี หากเจอใครก็มักจะพูดต่อว่าสกุลหยวนให้ผู้นั้นฟังว่าสกุลหยวนมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการจะปีนป่ายเข้ามาอยู่ในสกุลหลิ่วให้ได้
เจ้าใหญ่ยิ้มอ่อนกล่าวว่า“ข้าแค่เก็บให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีคนช่วยข้าเก็บ” กล่าวจบจึงหยิบเงินสองตำลึงออกมายื่นให้แก่หวางซื่อ“ท่านย่า นี่เป็นเงินที่พี่เหวินไฉแอบให้แก่ข้า ข้ายกให้ท่าน”
หลังเล่าเรื่องราวอย่างคร่าวๆของนิยายเรื่องนั้นให้ฟัง หลิ่วเหวินไฉผู้เป็นบัณฑิตจึงทราบในทันทีว่าเป็นนิยายที่ไม่เลวเรื่องหนึ่งหากเขียนออกมาต้องขายได้เงินมากมายแน่นอน เพื่อเป็นการตอบแทนแก่นางหลิ่วเหวินไฉจึงให้เงินไว้สี่ตำลึงบอกว่าเป็นเงินที่แอบเก็บเอาไว้ ทั้งยังบอกอีกว่ากว่าจะเก็บได้มิใช่เรื่องง่ายขออย่าได้รังเกียจว่ามันน้อยเกินไปหากขายนิยายได้เงินมาเมื่อใดจะซื้อผ้าไหมชั้นดีและเครื่องประดับสวยๆ ให้แก่นาง
เจ้าใหญ่ฟังคำหวานเหล่านี้ด้วยใจหวานล้ำนางนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ทุกครั้งที่ได้เจอกู้อวี้ทั้งที่นางกับเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แต่ทว่าเขาไม่เคยยิ้มให้นางเลยสักครา ทั้งยังรักษาระยะห่างกับนางประหนึ่งว่าตนเป็นงูพิษร้ายกาจเพียงแค่หวนนึกถึงก็รู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว
นางรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจสลับการแต่งงานหากต้องใช้ชีวิตอยู่กับบุรุษที่เอาแต่ทำสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาตลอดทั้งวัน ชีวิตคงจะน่าเบื่อแย่ถึงแม้อีกฝ่ายจะหน้าตาดี แต่จะอย่างไรมันกินเข้าไปมิได้!
หวางซื่อรับเงินมาสีหน้าเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม “หลิ่วซิ่วไฉผู้นี้ช่างรู้ความเสียจริง”
ครั้นได้เห็นเงินสีหน้าหยวนเอ้อร์สี่ดูดีขึ้นมากกระนั้นก็ยังกำชับว่า “ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ด้วยนิสัยของหญิงม่ายหลิ่ว หากรู้เรื่องนี้เข้านางต้องมาเอาเรื่องกับพวกเราเป็นแน่”
หวางซื่อพยักหน้า “ข้าทราบแล้ว”
เมื่อเห็นว่าท่านปู่ท่านย่าอารมณ์ดีขึ้นแล้วเจ้าใหญ่กลับไปที่ห้องของตนเอง หยวนเหล่าต้าตามเข้ามาตำหนิบุตรสาวอย่างไม่พอใจ“ไฉนเจ้าถึงเอาเงินให้ท่านปู่ท่านย่า เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าหากเงินไปอยู่ในมือของท่านย่าแล้วพวกเราอย่าหวังจะเอากลับคืนมาได้เลย แล้วทีนี้สินเดิมของเจ้าจะทำเช่นไร”
“ท่านพ่อ ข้าให้ท่าน”เจ้าใหญ่ยัดเงินสองตำลึงใส่มือบิดา “พี่เหวินไฉให้เงินข้ามาทั้งหมดสี่ตำลึงเมื่อครู่ข้าได้แบ่งเก็บเอาไว้ให้ท่านแล้ว เพียงแต่ท่านพ่ออย่าให้ท่านย่ารู้เป็นอันขาดความจริงแล้วข้าอยากจะให้เงินสี่ตำลึงนี้แก่ท่านทั้งหมดแต่เมื่อครู่ท่านก็เห็นแล้วว่าเรื่องของสกุลกู้ทำให้ท่านย่าไม่พอใจอย่างมาก หากนางอารมณ์ไม่ดีพวกเราจะใช้ชีวิตลำบาก ข้าก็เลย…”
หยวนเหล่าต้ารับเงินไปสีหน้าเปลี่ยนเป็นเบิกบานในทันทีครั้นได้ยินประโยคนี้ของบุตรสาวก็ให้สบถด่าน้องรองออกมา “ต้องไปสนเจ้านั่นทำไมไม่ช้าหรือเร็วสกุลกู้ต้องเสียใจภายหลังแน่ บ้านรองเป็นตัวโชคร้ายกันทั้งบ้าน ให้แยกบ้านออกไปนั่นแหละถือว่าถูกต้องแล้วจะได้ไม่ต้องพลอยทำให้พวกเราเดือดร้อนไปด้วย”
“ท่านพ่ออย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ หลังจากนี้ต่างคนต่างใช้ชีวิต ท่านมิต้องไปให้ความสนใจบ้านรองอีกอย่างเจ้าหกได้ก่อเรื่องให้สกุลกู้ถึงเพียงนี้ เพียงรอให้คนผู้นั้นมาคิดบัญชีพวกเขาย่อมไม่มีทางรอดพ้นหายนะในครั้งนี้ไปได้แน่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไฉนท่านพ่อจึงยังคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขาอีกเล่าเจ้าค่ะจะว่าไปท่านอารองก็ช่างเหลือเกิน เห็นว่าตัวเองได้คบหากับสกุลที่มีฐานะดีในหมู่บ้านจึงไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา ถึงกับทำจนตัวเองต้องถูกแยกบ้านออกไปเหตุใดท่านอารองไม่ลองคิดดูบ้างว่า จะมีผู้ใดที่ดีเท่าครอบครัวของตนเองแต่อย่างไรเสียพวกเราก็คงไปห้ามท่านอารองมิได้ แม้ห้ามแล้ว ทว่าหากท่านอารองมีชีวิตที่ไม่ดีก็จะมาโทษท่านปู่กับท่านย่าอีก”
ประโยคนี้ทำให้หยวนเหล่าต้าสบายใจขึ้นไม่น้อยจากนั้นจึงเดินออกจากห้องของบุตรสาวไปอย่างอารมณ์ดี
ครั้นประตูปิดลงใบหน้าแย้มยิ้มของเจ้าใหญ่เปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งในพลัน นางยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชานิสัยของคนสกุลหยวนเป็นอย่างไรย่อมรู้อย่างชัดแจ้ง ทุกคนล้วนเห็นแก่เงินด้วยกันทั้งสิ้นหาไม่แล้วชาติก่อนนางหรือจะต้องมีจุดจบเช่นนั้นทว่ายามนี้นางยังไม่ได้แต่งงานออกไป ยังจำต้องพึ่งพาสกุลหยวนจึงไม่อาจฉีกหน้าพวกเขาได้แต่ถึงแต่งออกไปแล้วนางก็ไม่อาจฉีกหน้าคนสกุลหยวนได้อยู่ดี เพราะยังต้องการคนหนุนหลังในการต่อกรกับแม่สามี
วันนี้หยวนเหล่าเอ้อร์ยุ่งทั้งวัน เขาจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยกลับมาบ้านจ้าวซื่อทำน้ำแกงเกอตา[1] เตรียมไว้ให้กินเขากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เพียงแค่นี้ยังเอ่ยอย่างสบายอกสบายใจว่า“แยกบ้านออกมาแล้วช่างดีเหลือเกิน อยากกินอะไรก็ได้กิน”
จ้าวซื่อยิ้มกล่าว“พรุ่งนี้ท่านอยากกินอะไร ข้าจะได้ทำให้”
“ข้าซื้อเนื้อมา แอบเอาไว้ในไหที่ซื้อมาใหม่ พรุ่งนี้เจ้าลองดูว่าจะเอามาทำอะไรกินก็แล้วกัน”หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวตอบ ก่อนเอ่ยต่อ “แล้วข้าก็ซื้ออิฐมา พรุ่งนี้ถึงจะมาส่งพวกเราปรับปรุงบ้านกับห้องครัวให้เป็นอิฐเวลาฝนตกพื้นกับผนังบ้านจะได้ไม่กลายเป็นโคลนฤดูใบไม้ผลิข้าต้องไปทำงานให้คหบดีจางที่หมู่บ้านข้างๆ แล้ว หากเนื้อตัวสกปรกไปจะขายหน้าเอาได้”
“ข้าแล้วแต่ท่าน”จ้าวซื่อมองสามีด้วยแววตานับถือเลื่อมใส
ตกกลางคืนจ้าวซื่อกับหยวนเหล่าเอ้อร์ช่วยกันลากเตียงไปอีกด้านก่อนจะขุดดินนำไหขึ้นมาแล้วใส่เงินที่เพิ่งไปแลกมาใส่ลงไปหยวนเหล่าเอ้อร์ทำท่าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหยิบเงินออกมายี่สิบตำลึงยัดใส่มือภรรยา“เจ้าเก็บเงินนี้เอาไว้ ปีนี้พวกเราใช้แค่นี้ก็พอ ต่อไปหากบ้านกลายเป็นอิฐจะขุดเอาเงินออกมาคงมิใช่เรื่องง่าย”
[1]น้ำแกงเกอตาน้ำแกงซึ่งใส่แป้งสาลีที่ปั้นเป็นเส้นสั้นๆ คล้ายเส้นลอดช่องลงไป