แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องลอดหน้าต่างไม้เข้ามาในกระท่อมอันอบอุ่นหลี่เฟิ่งตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนตลอดหลายวันที่ผ่านมาร่างกายของเขาที่เคยอ่อนล้าแทบไร้เรี่ยวแรงบัดนี้กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างน่าประหลาดกลิ่นโจ๊กสมุนไพรยังคงติดปลายจมูก และความอบอุ่นจากเตาผิงยังคงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เขามองไปยังที่นอนของ ไป๋เฟิง ชายชราผู้สันโดษ แต่ก็ไม่พบใครไป๋เฟิงหายไปแล้ว หลี่เฟิ่งลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆมีดสั้นปริศนาที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อยังคงอยู่ เคียงข้างเขาเสมอ
เมื่อก้าวออกมาจากกระท่อมหลี่เฟิ่งก็พบไป๋เฟิงกำลังนั่งอยู่บนโขดหินริมลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านด้านหลังกระท่อม ดวงตาของไป๋เฟิงหลับพริ้ม ใบหน้าสงบนิ่ง ราวกับกำลังรวมพลังลมปราณแต่เมื่อหลี่เฟิ่งก้าวเท้าออกไป ไป๋เฟิงก็พลันลืมตาขึ้นดวงตาคู่คมกริบนั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างพิจารณา
"ตื่นแล้วรึ"ไป๋เฟิงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "มานี่สิ"
หลี่เฟิ่งเดินเข้าไปหาไป๋เฟิงอย่างนอบน้อมเขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในตัวชายชราผู้นี้แม้จะยังไม่รู้ว่าไป๋เฟิงเป็ใครแต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายชราผู้นี้คือผู้ที่จะนำทางเขาไปสู่เส้นทางที่้า
"ั้แ่ที่เ้าก้าวเข้ามาในป่าแห่งนี้ชะตาของเ้าก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว" ไป๋เฟิงกล่าว "เ้ามีความแค้นในใจและมีความมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้น แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงกำลังกายแต่คือจิตใจที่มั่นคง"
ไป๋เฟิงผายมือไปยังก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ริมลำธารก้อนหินนั้นใหญ่กว่าร่างของหลี่เฟิ่งหลายเท่า มีน้ำหนักราวหลายร้อยจินราวกับเป็ก้อนหินที่ถล่มลงมาจากูเา
"ยกมันขึ้นมา" ไป๋เฟิงออกคำสั่ง
หลี่เฟิ่งมองก้อนหินด้วยความตกตะลึง"ท่านอาจารย์... ข้า... ข้าคงยกมันไม่ไหว"
"ลองดูเสียก่อน" ไป๋เฟิงตอบสั้นๆไม่มีแววล้อเล่นในน้ำเสียง
หลี่เฟิ่งไม่มีทางเลือกเขาเดินเข้าไปใกล้ก้อนหินนั้น วางมือลงบนผิวหินที่เย็นเฉียบ และออกแรงยกสุดกำลังเส้นเอ็นที่คอของเขาปูดโปน ใบหน้าแดงก่ำจากการออกแรงแต่ก้อนหินนั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"ไร้ประโยชน์"ไป๋เฟิงกล่าวเสียงเรียบ "กำลังของเ้ายังไม่พอ"
หลี่เฟิ่งรู้สึกท้อแท้แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาเปลี่ยนท่าทางการยก พยายามใช้เทคนิคต่างๆที่เคยเห็นชาวบ้านคนอื่นยกของหนักๆ แต่ก็ยังคงไม่สามารถยกก้อนหินนั้นได้
"ความแข็งแกร่งไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว"ไป๋เฟิงกล่าวต่อ "เ้าต้องใช้ลมปราณ ใช้จิตใจควบคุมร่างกาย ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะขยับ"
ไป๋เฟิงเริ่มสอน วิชาลมปราณพื้นฐาน ให้แก่หลี่เฟิ่งเขาอธิบายถึงการควบคุมลมหายใจ การนำพลังลมปราณจากจุดตันเถียน(ศูนย์รวมพลังงานในร่างกาย) ไปหล่อเลี้ยงแขนขาและกล้ามเนื้อหลี่เฟิ่งตั้งใจฟังทุกคำพูด จดจำทุกรายละเอียด
หลังจากนั้นการทดสอบอันแสนสาหัสก็เริ่มต้นขึ้น
บททดสอบที่หนึ่ง:การยกหิน หลี่เฟิ่งต้องใช้เวลาทั้งวันในการพยายามยกก้อนหินก้อนนั้นเขาล้มแล้วล้มอีก เจ็บแล้วเจ็บอีก กล้ามเนื้อทั่วร่างกายปวดร้าวไปหมดมือทั้งสองข้างถลอกปอกเปิก แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้ภาพของหมู่บ้านที่ถูกเผาผลาญและใบหน้าของลุงหวงที่เสียชีวิตก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดความแค้นนั้นเป็ดั่งเชื้อเพลิงที่คอยหล่อเลี้ยงให้เขามีแรงสู้ต่อไป
ไป๋เฟิงนั่งมองอยู่ห่างๆไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรเลย มีเพียงคำพูดสั้นๆ ที่คอยกระตุ้นเตือน เช่น"เ้ากำลังใช้กำลังผิดจุด" หรือ "จิตใจของเ้ายังไม่นิ่งพอ"
จนกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือนหลี่เฟิ่งก็ยังไม่สามารถยกก้อนหินนั้นขึ้นได้ แต่เขาก็ยังคงพยายามต่อไปจนกระทั่งไป๋เฟิงสั่งให้เขาหยุดพัก
"วันนี้พอแค่นี้" ไป๋เฟิงกล่าว"เ้าพักผ่อนเสีย"
หลี่เฟิ่งคลานกลับเข้ากระท่อมด้วยร่างกายที่อ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้เขาทรุดตัวลงนอนบนเบาะฟางทันที และหลับไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้า
บททดสอบที่สอง:การฝึกวรยุทธพื้นฐานอย่างซ้ำซากรุ่งเช้าของวันใหม่การทดสอบก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไป๋เฟิงไม่ได้ให้หลี่เฟิ่งยกก้อนหินแต่เป็ การฝึกวรยุทธพื้นฐาน ที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความลึกซึ้ง
"เ้าจงร่ายรำกระบวนท่านี้พันครั้ง"ไป๋เฟิงชี้ไปที่กระบวนท่าการใช้มีดสั้นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดท่าทางเพียงแค่การก้าวเท้า ฟัน และแทง
หลี่เฟิ่งปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายเขาเริ่มร่ายรำกระบวนท่าเ่าั้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สิบครั้งที่ร้อย ร่างกายของเขาเริ่มจดจำการเคลื่อนไหวได้ แต่การทำซ้ำๆเป็พันครั้งนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ความเบื่อหน่ายเริ่มเข้าครอบงำความเหนื่อยล้าสะสม กล้ามเนื้อเริ่มปวดร้าวอย่างรุนแรงแต่ไป๋เฟิงก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ เลย
"เ้าทำได้ดีกว่านี้" ไป๋เฟิงกล่าวในบางครั้ง"ท่าทางของเ้ายังแข็งกระด้าง" หรือ"จิตใจของเ้ายังไม่รวมกับมีด"
หลี่เฟิ่งกัดฟันแน่นเขานึกถึงภาพของนักฆ่าชุดดำที่มีฝีมือร้ายกาจ และเปรียบเทียบกับความอ่อนแอของตนเองเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น! เขาจะต้องเก่งกาจกว่านี้!
เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าั้แ่เช้าจรดค่ำ แม้กระทั่งยามค่ำคืนที่ต้องพักผ่อนเขาก็ยังคงฝึกฝนกระบวนท่าเ่าั้ในห้วงความคิด
บททดสอบที่สาม:การทดสอบจิตใจด้วยคำพูดที่ทิ่มแทงนอกจากบททดสอบทางกายภาพแล้วไป๋เฟิงยังทดสอบจิตใจของหลี่เฟิ่งด้วยคำพูดที่ทิ่มแทง และท้าทาย
ในระหว่างการฝึกไป๋เฟิงมักจะพูดจาดูถูกเหยียดหยามหลี่เฟิ่ง"เ้ามันก็แค่เด็กขี้โรคคนหนึ่ง""ความแค้นของเ้ามันก็แค่เื่ไร้สาระ""เ้าคิดว่าจะแข็งแกร่งไปได้ถึงไหนกันเชียว? ในเมื่อเ้ามันก็แค่เด็กกำพร้าที่ไร้ซึ่งพร์"
คำพูดเ่าั้เหมือนมีดที่กรีดแทงลงบนแผลในใจของหลี่เฟิ่งทำให้เขารู้สึกเ็ปและโกรธแค้น แต่เขาก็พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้
"ท่านอาจารย์! ข้าไม่ได้ไร้ค่า!"หลี่เฟิ่งเคยตวาดตอบด้วยความโมโห
"แล้วเ้าจะพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้อย่างไรเล่า? แค่ความโกรธก็ทำให้เ้าลืมเลือนสติแล้ว"ไป๋เฟิงตอบกลับอย่างเ็า "ยอดฝีมือที่แท้จริงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ให้ความแค้นเข้าครอบงำ"
คำพูดของไป๋เฟิงทำให้หลี่เฟิ่งนึกถึงตอนที่เขาอยู่ในหมู่บ้านตอนที่ถูกนักเลงท้องถิ่นรังแก เขาเก็บกดความโกรธเอาไว้ และใช้ไหวพริบเอาชนะนั่นคือบทเรียนแรกที่เขาได้รับ แต่ตอนนี้ไป๋เฟิงกำลังสอนบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่านั้น
เขาเริ่มเรียนรู้ที่จะอดทนต่อคำสบประมาทเ่าั้เขาไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์แต่กลับใช้ความเ็ปและความโกรธเป็แรงผลักดันให้เขาฝึกฝนหนักขึ้นเขาตั้งใจฟังคำสอนของไป๋เฟิง และพยายามทำความเข้าใจในความหมายที่ซ่อนเร้นของมัน
การพัฒนาที่เริ่มปรากฏ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งเดือนสองเดือน สามเดือน หลี่เฟิ่งยังคงอยู่กับไป๋เฟิงในกระท่อมกลางป่าใช้ชีวิตอยู่กับการฝึกฝนอันแสนทรหด
ร่างกายของเขาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนปวกเปียกเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยรูปร่างที่เคยผอมบางเริ่มมีมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นเล็กน้อยแววตาของเขาคมกริบขึ้น และการเคลื่อนไหวก็รวดเร็วและแม่นยำขึ้นกว่าเดิมมากเขาสามารถยกก้อนหินที่เคยยกไม่ไหวได้แล้ว แม้จะยังไม่สามารถยกมันได้สูงนักแต่ก็เป็สัญญาณของการพัฒนา
วิชาลมปราณของเขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเขาสามารถควบคุมลมปราณให้ไหลเวียนในร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้นทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นและฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้เร็วขึ้น
การฝึกวรยุทธพื้นฐานอย่างซ้ำซากทำให้กระบวนท่าของเขาสมบูรณ์แบบและเป็ธรรมชาติราวกับว่ามีดสั้นเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้วเขาไม่เพียงแค่เคลื่อนไหวตามแบบแผน แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
จิตใจของเขาก็ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากที่เคยอ่อนไหวต่อคำสบประมาท บัดนี้เขาสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นมากเขารู้จักที่จะอดทน และใช้ความโกรธเป็แรงขับเคลื่อนแทนที่จะปล่อยให้มันเผาผลาญตัวเอง
คืนหนึ่งหลังจากการฝึกฝนอันยาวนาน หลี่เฟิ่งนั่งอยู่ข้างเตาผิง มองดูเปลวไฟที่ลุกโชนไป๋เฟิงนั่งอยู่ข้างๆ เขายังคงสงบนิ่งเช่นเคย
"เ้าดีขึ้นมาก"ไป๋เฟิงกล่าวขึ้นมาโดยไม่หันหน้ามามอง "แต่เ้ายังต้องไปอีกไกล"
"ข้าจะทำอย่างไรต่อไปขอรับท่านอาจารย์?" หลี่เฟิ่งถามด้วยความมุ่งมั่น
ไป๋เฟิงหันมามองหลี่เฟิ่งดวงตาคู่คมกริบนั้นเต็มไปด้วยประกายแสงที่ลึกซึ้ง"โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าที่เ้าคิด มีทั้งคนดีและคนชั่วมีทั้งความหวังและความสิ้นหวังเส้นทางแห่งการแก้แค้นของเ้านั้นยากลำบากยิ่งนัก"
"ข้าไม่กลัวขอรับ"หลี่เฟิ่งตอบอย่างหนักแน่น "ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นให้หมู่บ้านของข้าเพื่อลุงหวง และเพื่อคนอื่นๆ ที่ต้องล้มตาย!"
ไป๋เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย"ดี... ความมุ่งมั่นของเ้าคือสิ่งสำคัญที่สุด"
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "พรุ่งนี้... เ้าจงออกเดินทาง เ้าต้องไปเรียนรู้โลกภายนอกไปหาประสบการณ์ และไปหาความแข็งแกร่งที่แท้จริง"
หลี่เฟิ่งรู้สึกใเล็กน้อยเขาคิดว่าไป๋เฟิงจะสอนวิชาให้เขาไปอีกนานกว่านี้ แต่ในเมื่อไป๋เฟิงออกคำสั่งเขาจึงไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
"แล้วท่านอาจารย์เล่าขอรับ? ท่านจะอยู่ตรงนี้ต่อไปหรือ?" หลี่เฟิ่งถาม
ไป๋เฟิงยิ้มเล็กน้อยรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ไม่อาจอธิบายได้"ชะตาของเราอาจจะวนมาพบกันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม"
หลี่เฟิ่งก้มหน้าลงครุ่นคิดเขาเริ่มรู้สึกผูกพันกับชายชราผู้นี้ เขารู้สึกเหมือนไป๋เฟิงเป็มากกว่าอาจารย์แต่เป็เหมือนบิดาที่คอยอบรมสั่งสอนเขา
ในคืนนั้นหลี่เฟิ่งหลับลงด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความมุ่งมั่น ความกังวลและความตื่นเต้น เขาได้ผ่าน "บททดสอบแรก" ของไป๋เฟิงมาแล้วและบัดนี้เขากำลังจะก้าวเข้าสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอันตราย
มีดสั้นปริศนาที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อดูเหมือนจะเปล่งประกายเรืองรองขึ้นเล็กน้อยราวกับมันกำลังรอคอยการผจญภัยครั้งต่อไปพร้อมกับเจ้านายของมัน หลี่เฟิ่ง เด็กหนุ่มผู้แบกรับความแค้นและความหวังกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่ยุทธภพที่เต็มไปด้วยความลับและอันตรายเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลัง "พันธมิตรไร้เงา" และเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกพรากไป...