แสงจากชายป่าทิศเหนือไม่เคลื่อน
หลินเซวียนนั่งอยู่ข้างหน้าต่างโดยไม่ได้เปิดบานไม้ เพียงแหวกผ้าคลุมออกเล็กน้อยพอให้ตามองเห็น แสงนั้นติดอยู่ระหว่างเงาต้นไม้ตาย สว่างพอให้รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่พอให้รู้ว่าคืออะไร มันเหมือนดวงตาที่ไม่กะพริบในที่ที่ไม่ควรมีดวงตา
"เราต้องพาเขาออกก่อนฟ้าสาง" เยี่ยชิงอีพูดจากมุมห้อง
นั่นไม่ใช่คำถาม นางนั่งหลังตรง มือวางบนเข่าทั้งสองข้าง ท่าทางของคนที่ตัดสินใจแล้วและกำลังรอให้คนอื่นตามทัน
"จากเรือนคนป่วยไปปลายหมู่บ้านทิศใต้ไกลแค่ไหน" หลินเซวียนถาม
"สิบสองเรือน"
"ชายป่วยหายใจลึกได้ไม่เกินสิบก้าวโดยไม่ทรุด ถ้าเคลื่อนย้ายเขาก่อนฟ้าสาง พื้นเถ้ายังอ่อนจากฝนสองวันก่อน รองเท้าจะจมครึ่งนิ้วทุกก้าว คนหามต้องใช้แรงมากขึ้น จังหวะหิ้วจะสั่น และปอดเขาจะรับลมผิดจังหวะ"
เยี่ยชิงอีมองเขา "แล้วถ้ารอจนเช้า คนผู้นั้นอาจเข้ามาก่อน"
"คนของสำนักไม่เดินในเขตปนเปื้อนก่อนฟ้าสาง หากยังยึดตำราเดินทางของสำนักอยู่ เวลาปลอดภัยในเขตปราณปนเปื้อนระดับสองเริ่มหลังดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มดวง" หลินเซวียนปล่อยผ้าคลุมหน้าต่างกลับ แสงจากชายป่าหายไปจากสายตา "เรายังมีเวลาประมาณสี่ชั่วโมง"
"เ้ารู้ตำราของพวกเขาดี"
"ข้าอยู่ในสำนักเดียวกันมาสามปี" เขาตอบโดยไม่มีความขมในเสียง มีเพียงข้อเท็จจริง "ข้ารู้ว่าพวกเขาถูกสอนให้เดินเมื่อใด และถูกสอนให้กลัวอะไร"
ห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมลอดซอกหลังคาดินเหนือหัว เยี่ยชิงอีไม่ตอบ แต่ก็ไม่ลุกขึ้น
หลินเซวียนนับสิ่งที่ตนมีในใจอีกครั้ง ทั้งที่ไม่จำเป็ต้องนับ แร่สิบเอ็ดชิ้น โอสถหนึ่งเม็ดสำหรับคืนถัดไป ชายป่วยที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ แสงจากชายป่าที่นิ่งเกินไป และร่างของเขาเองที่ยังมีพิษแร่ค้างอยู่ตรงซี่โครงซ้าย
สี่ชั่วโมงไม่มาก แต่ในหมู่บ้านเถาดำ มันยังมากกว่าคำว่าไม่มีทางเลือก
เขาพิงผนังดินเย็นและหลับตา
เสียงมาสามครั้ง
ไม่ใช่เสียงเคาะประตู แต่เป็เสียงไม้ปักพื้นดินเถ้าหน้าเรือน สามครั้ง สม่ำเสมอ เหมือนคนที่ไม่รีบ และไม่คิดว่าตนต้องขออนุญาต
หลินเซวียนลืมตา ฟ้าข้างนอกยังเป็สีเขียวเทาของเวลาก่อนรุ่ง เยี่ยชิงอีขยับก่อน แต่เขายกมือห้ามก่อนนางถึงประตู ทั้งสองนิ่งฟัง
เสียงไม้ปักพื้นครั้งที่สี่ดังช้ากว่าเดิม
"หลินเซวียน"
เสียงนั้นแก่มาก บางมาก เหมือนใบไม้แห้งที่ยังไม่แตก
เยี่ยชิงอีผ่อนลมหายใจ ท่าทางตึงของนางคลายลงเล็กน้อย "เฒ่าจาง"
หลินเซวียนเดินไปเปิดประตู
ชายชรายืนอยู่หน้าเรือนในอากาศสีเถ้าของเวลาก่อนรุ่ง หลินเซวียนเคยเห็นเขาในหมู่บ้านสองสามครั้ง ชายชราที่เดินช้าและไม่มีใครชวนคุย แต่คนที่เดินผ่านมักชะลอก้าวลงโดยไม่รู้ตัว เหมือนสัญชาตญาณรู้ว่าต้องไม่รีบต่อหน้าสิ่งเก่ากว่าตน
เสื้อผ้าของเขาซักไม่สนิทมานานจนกลายเป็สีเถ้าอ่อน ใบหน้ามีรอยย่นคล้ายเถ้าดำทิ้งร่องไว้ในิั แต่สิ่งที่หลินเซวียนมองก่อนคือไม้เท้า
ไม้เท้าสีดำคล้ำเหมือนถ่านที่ไม่ดับ สูงถึงหัวไหล่ชายชรา ตลอดความยาวมีรอยแกะสลักเก่าซ้อนทับกันหลายชั้น บางรอยถูกขูดออกและแกะใหม่ทับ บางรอยเลือนจนเหลือแค่ร่องตื้น ๆ
รูปแบบของมันคล้ายสิ่งที่หลินเซวียนเคยเห็นในแสงวาบบนแผ่นหยกตรวจชะตาในลานคัดศิษย์ รูปแบบที่เขาเคยบอกตนเองว่าเป็เพียงภาพลวงตาจากความตึงเครียด
"เฒ่าจาง" เยี่ยชิงอีพูดจากด้านหลัง เสียงนางระวังในแบบที่ต่างจากปกติ "มีเื่ใด"
"ไม่มีเื่" เฒ่าจางตอบ แล้วเดินเข้ามา
เฒ่าจางนั่งลงบนม้านั่งไม้ราวกับนั่งอยู่ที่นั่นมาแต่ต้น เขาวางไม้เท้าพาดบนหัวเข่า มือสองข้างทับอยู่บนไม้ ไม่มีท่าทีจะอธิบายสิ่งใดก่อน
"เ้า" เฒ่าจางมองหลินเซวียน "ให้นางออกไปข้างนอกสักพัก"
"ข้าอยู่" เยี่ยชิงอีพูด เสียงไม่เปลี่ยน
"ข้าพูดกับเขา ไม่ได้พูดกับเ้า"
เยี่ยชิงอีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองหลินเซวียน เขาพยักหน้า นางจึงถอยออกไปโดยไม่ปิดประตูสนิท เหลือช่องแคบพอให้ได้ยินเสียงผิดปกติจากข้างใน
หลินเซวียนยืนอยู่กลางห้อง เฒ่าจางมองเขาเหมือนคนอ่านตัวหนังสือที่เคยอ่านมาแล้วหลายครั้ง และกำลังตรวจว่าบรรทัดใดเปลี่ยนไป
"เ้ารู้สึกอะไร" เฒ่าจางถาม "เมื่อซากเถ้าผ่านเข้าร่าง"
คำถามเฉพาะเกินกว่าจะตอบเร็ว หลินเซวียนหยุด ไม่ใช่เพราะไม่รู้คำตอบ แต่เพราะรู้ว่าคำตอบตรงเกินไปจะเปิดเผยมากกว่าที่ควร
"ร้อน" เขาตอบ "แล้วเย็น"
"ก่อนเย็นมีอะไรอีก"
"เหตุใดท่านจึงถาม"
"เพราะข้าอยู่ที่นี่มาสามสิบปี และเห็นคนผ่านซากเถ้าเข้าร่างมาสี่คน" เฒ่าจางลูบไม้เท้าด้วยนิ้วที่ข้อนิ้วบวม "ทุกคนตายก่อนวันที่สาม เ้ายังอยู่"
ห้องเงียบ เหลือเพียงเสียงหายใจของชายชราที่ดังพอให้ได้ยิน เหมือนทรวงอกต้องออกแรงมากกว่าปกติ
"หมู่บ้านนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะสำนักลืม" เฒ่าจางพูดต่อ
หลินเซวียนนิ่ง
"คนที่สำนักส่งมาก่อนเ้า ทุกคนมีชื่อในบัญชีสำนัก มีเส้นปราณ มีกระดูกเซียนที่สำนักยืนยัน พวกเขาตายเพราะซากเถ้าของที่นี่แรงกว่าปราณธรรมดารับได้"
"แล้วข้า?"
"เ้าไม่มีชื่อในบัญชีสำนัก"
คำนี้ไม่ได้เจ็บเหมือนคำประกาศในลานคัดศิษย์ แต่มันนั่งลงในที่เดิม เหมือนหินตกลงก้นน้ำและไม่คิดจะลอยขึ้นมาอีก
"ข้ารู้"
"ข้าไม่ได้พูดว่าเ้าไม่มีกระดูกเซียน" เฒ่าจางแก้ เสียงยังเบา "ข้าพูดว่าเ้าไม่มีชื่อในบัญชีสำนัก สองอย่างนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน"
หลินเซวียนมองชายชราโดยไม่ขยับ
"สิ่งที่นับชื่อยังนับอยู่ แม้แผ่นจะแตก"
ประโยคนั้นวางลงในห้องเหมือนก้อนหินที่หนักกว่าขนาดของมัน หลินเซวียนจับความหมายได้บางส่วน และรู้ว่าส่วนที่เหลือถูกจงใจเก็บไว้
"แผ่นอะไร"
เฒ่าจางมองเขาสักครู่ เหมือนชั่งว่าคำถามนี้ถูกต้องหรือยัง แล้วจึงตอบ "แท่นบัญชีเซียนแตก"
ชื่อนั้นเบา แต่หลินเซวียนรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน เหมือนคำที่มีประวัติยาวกว่าตัวคำ
"มันคืออะไร"
"สิ่งที่นับชื่อในระดับที่สูงกว่าสำนัก ไม่ใช่บัญชีศิษย์ ไม่ใช่บัญชีปราณ มันนับชื่อในระดับที่ระบบ์ใช้ยืนยันว่าคนคนหนึ่งมีสิทธิ์อยู่บนเส้นทางไต่ระดับ"
หลินเซวียนนิ่งอยู่กับคำนั้น
"มันอยู่ที่หมู่บ้านนี้หรือ"
"มันแตกเมื่อสามสิบปีก่อน ก่อนสำนักประกาศว่าเขตนี้ต้องห้าม ก่อนฝนเถ้าเริ่มตก" เฒ่าจางก้มมองไม้เท้าของตนเอง "ข้าอยู่ที่นี่เพราะมัน"
ความเงียบหลังประโยคนั้นยาวนานกว่าปกติ หลินเซวียนไม่ได้เติมมันด้วยคำถาม เขาปล่อยให้คำว่า ชื่อ นั่งอยู่ในหัว
เขาคิดถึงแผ่นหยกในลานคัดศิษย์ที่ไม่ปรากฏชื่อ คิดถึงรอยเก่าใต้คำว่าไร้พลังเซียนบนป้ายส่งตัวและบัญชีไม้ไผ่ คิดถึงแสงบนแผ่นหยกที่เหมือนถูกกดทับจากภายนอกชั่วพริบตา ไม่ใช่ดับไปเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเชื่อว่าปัญหาคือร่างกาย เส้นปราณ หรือพลังที่ต้องฟื้น แต่ถ้าปัญหาคือชื่อ ถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับชื่อของเขาในระบบที่สูงกว่าสำนัก ก่อนที่แผ่นหยกจะตัดสินเขาต่อหน้าทุกคน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในลานคัดศิษย์ก็อาจเป็เพียงผลลัพธ์ปลายทาง ไม่ใช่ต้นเหตุ
"ข้าอยากดู" หลินเซวียนพูด เสียงของตนเองเบากว่าที่ตั้งใจ
"ข้ารู้"
"มันอยู่ที่ไหน"
เฒ่าจางลุกขึ้นช้า ๆ ไม้เท้าแตะพื้นและรับน้ำหนักร่างที่ดูหนักกว่าขนาด ชายชราเดินไปยังประตูโดยไม่ตอบทันที
แสงก่อนรุ่งเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเทาเป็เทาเงิน เฒ่าจางยืนอยู่หน้าประตูเปิดโดยไม่หันกลับมา
"หลินเซวียน"
"ขอรับ"
"อย่าแตะมัน"
หลินเซวียนมองหลังชายชรา "เพราะเหตุใด"
"เพราะสิ่งที่หลับอยู่ในบัญชีไม่ได้แค่เก็บชื่อ" เฒ่าจางพูด เสียงเบาลงแต่ยังไม่หาย "มันจำหน้าคนที่มาอ่าน"
หลินเซวียนไม่ตอบ
"ชื่อที่ถูกขูดออกไม่ได้หายไป มันยังอยู่ในระบบ แค่ถูกปิดปาก ถ้าเ้าแตะแท่นและมันจำหน้าเ้า คนที่ปิดปากชื่อนั้นจะรู้ว่าเ้ายังมีชีวิต และอยู่ที่ใด"
ไม้เท้าปักพื้นครั้งเดียว เฒ่าจางเดินออกไปในแสงเช้าสีเถ้า
หลินเซวียนยืนอยู่ในความมืดของเรือน มือข้างหนึ่งอยู่ข้างลำตัว อีกข้างวางบนหน้าอกโดยไม่รู้ตัว เขารับรู้ถึงเศษโลหะที่เต้นเบา ๆ ตามจังหวะหายใจ รับรู้คำเตือนของเฒ่าจางชัดเจนครบถ้วน
แต่มันนั่งอยู่ข้างอีกคำถามที่ชัดไม่แพ้กัน
ผู้ใดมีสิทธิ์ลบชีวิตคนคนหนึ่งเพียงเพราะขูดชื่อออกจากบัญชี
หลินเซวียนเดินไปยังหน้าต่าง แหวกผ้าคลุมออกเล็กน้อย
แสงจากชายป่าทิศเหนือยังติดอยู่ในอากาศสีรุ่ง สว่างกว่าเมื่อคืน และอยู่ใกล้กว่าเดิมราวสองร้อยก้าว
เขาปล่อยผ้าคลุมกลับ
คำเตือนเพิ่งปิดประตูหนึ่ง
หรือเพิ่งเปิดอีกบาน