บทที่ 27 ทันทีที่ฉันเกิด
“ลองเล่นกระดานใหม่ไหม? ”
แน่นอนว่าโม่เชียนยินดีที่จะเล่นต่อ เธอขยับเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ ของตัวเองเพื่อบีบกู้ซิงกั๋วออกไป ก่อนจะนั่งลงบนที่นั่งเดิมของเขา
พวกเขากำลังจะเริ่มกระดานการเดินหมากใหม่กัน
กู้ไป๋เหยี่ยซึ่งนั่งมองอยู่นานแล้วเริ่มโกรธขึ้นมา
เขาวาดเท้าเตะโต๊ะกาแฟอย่างหมดความอดทน
“พี่รอง! ผมรอพี่มานานแล้วนะ แต่พี่กลับยังคงไม่สนใจเื่ทุกข์ร้อนของภรรยาผมสักที! ”
การเตะของเขาทำให้กระดานหมากล้อมที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะสั่น
มือของกู้เส่าถิงหยุดในขณะที่เขาหยิบเม็ดหมากขึ้นมาชั่วคราว พลางเหลือบตาไปทางกู้ไป๋เหยี่ย
สายตาของสองพี่น้องสบกันกลางอากาศ การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างพวกเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อกู้ซิงกั๋วเห็นว่าลูกชายทั้งสองกำลังทะเลาะกัน เขาก็ออกปากดุอย่างไม่พอใจว่า “เอาล่ะ ๆ พอแล้ว พวกลูกสองคนรีบเอาข้าวของของตัวเองไปเก็บซะ ใกล้เริ่มเวลาอาหารเย็นแล้ว ลูกเจ็ดกำลังจะกลับมาในเร็ว ๆ นี้ด้วย”
“ลูกเจ็ดเหรอ? ”
พอโม่เชียนได้ยินสองคำนี้ก็พูดมันซ้ำไปซ้ำมา
จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมองกู้ไป๋เหยี่ย รีบโยนความผิดของตนเองทิ้งไปอย่างรวดเร็ว “ฉันไม่ได้บอกว่าฉันเป็ลูกคนที่เจ็ดนะ อย่าหาว่าฉันผิดสัญญาล่ะ”
กู้ไป๋เหยี่ย “...”
เขาขมวดคิ้วแน่นอย่างพูดไม่ออก และในขณะนี้ เขารู้สึกคิดถึงพี่ชายสามมากกว่าที่เคย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่มีความสามารถมากพอรับมือกับคนที่มีอาการเจ็บป่วยทางสมองได้จริง ๆ
ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว และกู้เส่าถิงก็ไม่ได้พูดถึงการเล่นหมากล้อมต่ออีก
เขาขอให้กู้ไป๋เหยี่ยไปห้องหนังสือเพื่อพูดคุยกันเื่คดีความของฝูเสวี่ย
จากนั้นเขาก็ขึ้นไปชั้นบนก่อน
กู้ไป๋เหยี่ยไม่ได้ติดตามพี่ชายไปในทันที เขานั่งยอง ๆ ลงข้าง ๆ โม่เชียน ดุเธอเสียงดัง
“เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าเธอจะไม่พูดถึงเื่ของน้องสาวฉันอีก แต่นี่อะไร ผ่านไปเดี๋ยวเดียวเธอก็เริ่มพูดเื่ไร้สาระขึ้นมาอีกแล้ว! ครั้งนี้ฉันจะริบทองคำเธอหนึ่งแท่ง และถ้าเธอยังทำเื่พวกนี้อีก ครั้งหน้าทองจะถูกหักเพิ่มเป็สองเท่า”
เมื่อโม่เชียนได้ยินประโยคนี้ มือที่กำลังเล่นอยู่กับเม็ดหมากของเธอก็หยุดชะงักไปชั่วคราว
เธอหันศีรษะมองตรงไปที่กู้ไป๋เหยี่ยด้วยสายตาเอาเื่
“มองอะไร?” กู้ไป๋เหยี่ยจ้องกลับ “ลูกจ้างชั่วคราวที่ยังอยากได้เงินไม่ควรทำตัวหยิ่งผยองดื้อรั้นแบบนี้นะ!”
เขาแสดงท่าทีขึงขังวางอำนาจ ตามประสาคนระดับผู้บริหาร
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ โม่เชียนกลับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายของตนเอง ซึ่งกู้ไป๋เหยี่ยคุ้นเคยกับท่าทางนี้เป็อย่างดี
ชายหนุ่มถอยหลัง ตีตัวออกห่างจากโม่เชียนทันที
“เราตกลงกันแล้วนี่ว่าเธอจะไม่ใช้ยันต์! ”
โม่เชียนเพิกเฉยเขา และยังพยายามควานหาของในกระเป๋าต่อไป
หลังจากนั้นไม่นานเธอก็พบสิ่งที่กำลังมองหาในที่สุด หญิงสาวกลอกตาไปที่กู้ไป๋เหยี่ย ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกขนาดเล็กออกมา สมุดบันทึกเล่มดังกล่าวมีปกสีเทา ถูกทำมาจากผ้า มีกระดาษสีเหลืองสำหรับเขียนอักขระต่าง ๆ แทรกอยู่ด้านใน ถูกมัดเข้าหากันแบบหยาบ ๆ ด้วยด้ายหนา
โม่เชียนพลิกกระดาษไปยังหน้าที่ตนเองกำลังมองหาทันที จากนั้นค่อยหยิบปากกาออกมาแล้วเขียนลงไป
กู้ไป๋เหยี่ยแสร้งทำเป็ไม่สนใจ แต่กลับสอดส่ายสายตา พยายามเหลือบมองแบบแอบ ๆ อยู่
ซึ่งดวงตาของเขาก็เป็อันต้องเบิกโพลงทันทีที่เห็นสิ่งที่ถูกเขียนลงไปบนหน้ากระดาษนั้น
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือลายมือคดเคี้ยวบนสมุดบันทึก แต่ที่ได้ชมเป็ลำดับถัดมาคือคำว่า
‘คุณหก, xxxxxx’
ซึ่งหลังจากคำว่าคุณหกก็ยังมี ‘x’ อีกตัวและอีกตัวถูกเขียนเพิ่มลงไปเรื่อย ๆ ดูคล้ายไม่สิ้นสุด เพราะคนเขียนเช่นโม่เชียนยังไม่พึงพอใจ
และ้าของบรรทัดที่เขียนว่าคุณหก เธอยังวาดเต่าตัวใหญ่เพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งตัว!
...
กู้ไป๋เหยี่ยขึ้นไปยังชั้นบนด้วยอารมณ์โกรธจัด
เขาต่อล้อต่อเถียงกับเด็กตัวเหม็นคนนี้ไม่ได้เลยสักคำ!
มันเหมือนกับการพยายามเจรจาด้วยเหตุผลกับคนโง่ ยัยเด็กนั่นฉุดเขาลงไปอยู่ในระดับไอคิวที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเทียบเท่ากับเธอ จากนั้นก็ทุบตีกู้ไป๋เหยี่ยด้วยชุดตรรกะแบบป่วย ๆ ของตัวเอง!
กู้ไป๋เหยี่ยได้ตัดสินใจแล้วว่าจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนธาตุอากาศ
และในเวลานี้ ‘อากาศ’ ที่เขาเพิ่งกล่าวถึงกำลังนั่งเบื่ออยู่ที่ชั้นล่าง
เธอเปิดกล่องใหญ่ที่กู้ไป๋เหยี่ยเพิ่งให้เธอมาอีกครั้ง ก่อนเริ่มเล่นกับทองคำแท่งที่อยู่ข้างในคนเดียว
ผ่านไปสักพัก เธอก็จัดการเรียงมันเป็ตัวอักษรคำว่า ‘หนึ่ง’ ผ่านไปอีกสักพัก เธอเรียงมันออกมาเป็อีกตัวอักษร นั่นคือคำว่า ‘มนุษย์’
โม่เชียนนั่งไม่ไกลไปจากกู้ซิงกั๋วซึ่งกำลังฟุดฟิดจมูกนัก
ชายสูงวัยมองไปยังหมวกบิดเบี้ยวใบเล็ก ๆ ที่โม่เชียนสวมอยู่ ก่อนมุมปากของเขาจะยกขึ้นโดยที่เ้าของไม่ทันรู้ตัว
ถึงสาวน้อยคนนี้จะค่อนข้างประหลาด แต่เขาก็อดยอมรับไม่ได้ ว่าตนเองรู้สึกเป็สุขยามมีโอกาสได้เห็นเธอจริง ๆ
กู้ซิงกั๋วไม่เข้าใจ ทำไมเพียงการมองดูเธออยู่เฉย ๆ ก็มากพอทำให้หัวใจของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความรักอย่าบิดาผู้หนึ่งแล้ว ความรู้สึกนี้เป็ความรู้สึกแบบเดียวกับที่กู้ซิงกั๋วเคยัั ยามมองดูลูก ๆ ในตอนที่พวกเขายังเป็เพียงเด็กน้อย
เขาเรียกให้แม่บ้านจางช่วยนำน้ำผลไม้คั้นสดมาให้โม่เชียนหนึ่งแก้ว
“สาวน้อย ดื่มน้ำเสียหน่อยสิ”
“ขอบคุณค่ะ”
โม่เชียนขอบคุณเขาอย่างสุภาพ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมา
เธอดื่มมันหมดภายในอึกเดียว...
ท่าทางนี้ไม่ต่างไปจากความบ้าบิ่นยามต้องดื่มไวน์กับคนอื่น ๆ ในร้านไวน์เลย
กู้ซิงกั๋วตกตะลึงเมื่อเห็นเธอดื่มน้ำผลไม้แก้วดังกล่าวหมดภายในอึกเดียว ยามมือน้อยวางแก้วลงบนโต๊ะ ท่าทางของเธอไม่ด้อยไปกว่าอู่ซง*[1]ที่ดื่มก่อนขึ้นูเาไปฆ่าเสือเลย
นี่ไม่ออกจะดู... แก่นแก้วไปหน่อยหรือ?
กู้ซิงกั๋วส่ายหัวแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ท้ายที่สุดแล้วเธอก็เป็เพียงลูกของคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาที่จะเข้าไปยุ่ง
สิ่งที่ชายวัยกลางคนทำมีเพียงสั่งให้แม่บ้านจางเอาน้ำผลไม้มาอีกแก้ว
คราวนี้โม่เชียนไม่ดื่มมันแล้ว เพราะตนเองกำลังยุ่งอยู่กับการเล่นทองคำแท่ง
กู้ซิงกั๋วนั่งข้างหญิงสาว พร้อมชวนเธอคุยแบบสบายๆ
“สาวน้อย เธออายุเท่าไหร่งั้นเหรอ? ”
“20”
“เธออายุ 20 แล้ว? ” กู้ซิงกั๋วรู้สึกประหลาดใจ “ฉันคิดว่าเธออายุแค่ 15 หรือ 16 ซะอีก”
ดวงตาของสาวน้อยคนนี้บริสุทธิ์เป็พิเศษ ไม่ว่าจะท่าทางการพูด ลามไปจนถึงสีหน้าท่าทาง ทุก ๆ อย่างยังดูเหมือนเด็กที่ยังโตไม่เต็มที่ ไม่ใช่สิ่งที่เหมือนกับหญิงสาวโตเต็มวัย
เขาไม่สามารถบอกได้เลยว่าเธอเป็หญิงสาววัยเดียวกันกับเซี่ยงเว่ย
กู้ซิงกั๋วรู้สึกเศร้ายามมองดูเสื้อคลุมสีเทาของโม่เชียน มันถูกปะชุน นับ ๆ ดูแล้วอย่างต่ำ ๆ น่าจะมีอยู่หลายสิบแห่งเลยทีเดียว ขนาดหรือก็หลากหลาย มีทั้งเล็กทั้งใหญ่
ตอนนี้เพิ่ง่ต้นฤดูใบไม้ร่วง อากาศยังไม่หนาวจนเกินไป แต่เสื้อคลุมของสาวน้อยคนนี้ดูหนาหนักมาก ดูคล้ายกับเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวมากกว่า
กู้ซิงกั๋วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เพราะคนเราล้วนมีโชคชะตาที่แตกต่างกันออกไป
หญิงสาวทั้งสองอายุ 20 ปีเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับเซี่ยงเว่ยของเขาแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งเหมือนอยู่ในนรก ส่วนอีกคนอยู่บน์
กู้ซิงกั๋วรู้สึกอึดอัดหัวใจอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายจึงถอนหายใจออกไป ส่ายพัดใบธูปฤาษีในมือ ก่อนถามด้วยความเป็ห่วง
“สาวน้อย เธอถูกส่งไปอยู่ที่วัดเต๋าั้แ่อายุเท่าไหร่? ”
“ทันทีที่ฉันเกิด”
[1]อู่ซง หรือชื่อในสำเนียงแต้จิ๋วว่า บู๊สง เป็ตัวละครในเื่ซ้องกั๋ง เป็นายโจรคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก รูปลักษณ์ของอู่ซงเป็ผู้สูงใหญ่ 6 ฟุต หล่อเหลาสง่างาม