บทที่ 34 สานสัมพันธ์
ภายใต้สายลมเย็นที่พัดโชย เสี่ยวเยว่ค่อย ๆ ผ่อนคลายและเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
ท่ามกลางแสงจันทร์สว่างไสว สวี่หนิงอันจ้องมองหญิงสาวที่นอนอยู่ในอ้อมแขนอย่างหลงใหล หัวใจอ่อนยวบจนแทบทนไม่ไหว
เสี่ยวเยว่หลับใหลอย่างสบายใจ ขนตาที่งอนยาวของเธอดูราวกับพัดเล็ก ๆ สองอันที่ทอดเงาบาง ๆ ลงบนใบหน้า ริมฝีปากยกยิ้มน้อย ๆ ราวกับกำลังฝันถึงเรื่องที่มีความสุข
เยว่เยว่ทั้งสวยทั้งฉลาด เธอคือสมบัติล้ำค่าของเขา บางครั้งเขาก็อยากจะซ่อนเธอเอาไว้ ไม่ให้ใครได้เห็น
แต่ก็ทำไม่ได้
เขารู้ว่าเสี่ยวเยว่ไม่อยากอยู่ในที่เล็ก ๆ แห่งนี้ไปตลอดชีวิต แต่ไม่เป็นไร เขาเองก็จะพยายามมากขึ้น
สามวันต่อมา เมื่อสวี่หนิงอันไปที่ทุ่งนา เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าจางเว่ยเจี๋ยที่ลาหยุดไปหลายวันกำลังเดินกะเผลกไปมา ใบหน้าครึ่งซีกก็บวมเป่งเหมือนหัวหมู
พอเห็นเขาก็รีบเดินเข้ามาหา พูดอธิบายเรื่องเมื่อหลายวันก่อนตะกุกตะกัก
"พี่อัน เรื่องที่ผมพูดไปเมื่อหลายวันก่อน...มันไม่ใช่เรื่องจริง ซู่ซู่เข้าใจผิด มองผิดคนไป...พี่อย่าได้ถือสาหาความนะครับ..."
น้ำเสียงของเขาเองก็เต็มไปด้วยความระมัดระวัง แตกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง
คำพูดของจางเว่ยเจี๋ยทำให้หัวใจของเขากระเพื่อมเล็กน้อย คืนนั้นเยว่เยว่จัดการยังไงกันแน่ ถึงทำให้เขากลัวขนาดนี้ ถึงกับรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
ต้องรู้ว่าครั้งที่แล้วเขาก็ต่อยจางเว่ยเจี๋ยไปหมัดหนึ่ง แต่ไอ้หมอนี่แค่สงบปากสงบคำไปชั่วครู่ชั่วคราว ไม่นานก็กลับมาทำตัวแบบเดิมอีก
จางเว่ยเจี๋ยบอกว่า เธอเกือบจะตีเขาตายแล้ว ต้องนอนพักอยู่บ้านหลายวัน วันนี้ถึงค่อย ๆ เริ่มเคลื่อนไหวได้ตามปกติ...
สวี่หนิงอันลูบคางทำท่าครุ่นคิด ดูเหมือนว่าเยว่เยว่อาจจะมีอีกด้านที่เขาไม่รู้จัก แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกกันนะ?
"แน่นอนว่าฉันไม่ถือสาหรอก แต่ถ้าเย่ซู่ซู่สายตาแย่ขนาดนั้น นายก็รีบพาเข้าเมืองใหญ่ไปตัดแว่นสักอันดีกว่า"
สวี่หนิงอันกดความรู้สึกที่กำลังเต้นระรัวในใจลง แล้วเอ่ยประชดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เขาไม่อยากมีเรื่องเกี่ยวข้องกับเย่ซู่ซู่อีก ขอแค่ให้จางเว่ยเจี๋ยส่งต่อความตั้งใจของเขาไปก็พอ
"ฮิ ๆ ได้ครับ ผมจะบอกเธอเอง"
จางเว่ยเจี๋ยเมื่อได้ยินชื่อของเย่ซู่ซู่ ก็ไพล่นึกไปถึงบทสนทนาของทั้งสองคนบนเส้นทางกลับหมู่บ้านในคืนนั้น อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่ดันไปกระทบแผลบนใบหน้าเข้า
ทันใดนั้นก็เจ็บจนต้องร้อง 'ซี้ด' ออกมา
หลี่จิ้นเดินเข้ามาในตอนนั้นพอดี เห็นจางเว่ยเจี๋ยทำหน้าเจ็บปวด จึงถามด้วยความเป็นห่วง "อาเจี๋ย หน้านายไปโดนอะไรมา?"
"เอ่อ...นี่มัน...ฉัน...ฉันล้มโดยไม่ระวังน่ะ เมื่อคืนก่อนตอนเดิน...มันมืดมากเลย..."
จางเว่ยเจี๋ยชำเลืองมองสวี่หนิงอันอย่างไม่รู้ตัว กลืนน้ำลายด้วยความประหม่า ไม่รู้ว่าคืนนั้นเสิ่นเสี่ยวเยว่จะพูดอะไรกับสวี่หนิงอันหรือเปล่า
แต่ถ้าพูดตรง ๆ ว่าเป็นฝีมือของเสิ่นเสี่ยวเยว่ มันก็น่าอับอายเกินไป และอาจจะทำลายชื่อเสียงของเธอด้วย
ไม่แน่ว่าเธออาจจะมาเอาเรื่องเขาอีก
กล่าวได้ว่าเหตุการณ์ประหลาดในคืนนั้น ทำให้ผู้ชายที่ไม่ใช่คนขลาดเขลาอย่างเขาตกใจกลัวจนแทบหัวใจวาย
หลี่จิ้นมองอย่างงง ๆ ต้องล้มแบบไหนแผลถึงออกมาเป็นแบบนี้?
ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง สวี่หนิงอันก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ หลังจากได้บทเรียนในครั้งนี้ไปแล้ว ต่อไปนายก็ควรจะเดินทางตอนกลางคืนให้น้อยลงนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ครั้งหน้าล้มหนักกว่านี้"
จางเว่ยเจี๋ยได้ยินคำพูดที่มีนัยแอบแฝง ก็ได้แต่รับคำอย่างเก้อ ๆ แล้วหมุนตัวเดินไปที่ทุ่งข้าวสาลีที่ตัวเองรับผิดชอบโดยไม่พูดอะไรอีก
"พี่อัน ช่วงนี้อาเจี๋ยดูแปลก ๆ อยู่นะ?"
หลี่จิ้นรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างทั้งสองคน เขาจึงอดสงสัยไม่ได้
ในเมื่อพวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เขาย่อมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของทุกคนเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้าย
ตั้งแต่พี่อันแต่งงาน อาเจี๋ยก็เปลี่ยนไปมาก
บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจจริง ๆ
ทั้ง ๆ ที่เรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
สวี่หนิงอันลังเลเล็กน้อย แล้วเลือกที่จะพูดอย่างระมัดระวัง "บางทีอาเจี๋ยอาจจะมีเรื่องกังวลใจอะไรบางอย่าง พวกเราเองก็ไม่ควรพูดอะไรมาก"
"เฮ้อ หวังว่าเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็ว ๆ นะ" หลี่จิ้นคิดอย่างจริงใจ
ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทของเขา เขาไม่อยากเห็นใครมีปัญหา เขารู้สึกได้ว่าเป็นเพราะการยุแหย่ของเย่ซู่ซู่ อาเจี๋ยถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้ ความรู้สึกที่มีต่อเธอในใจเขาจึงแย่ลงไปมาก
แต่อาเจี๋ยชอบเธอ เป็นความรู้สึกที่ไม่มีใครห้ามได้
เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้อาเจี๋ยคิดได้เอง หรือไม่ก็ต้องมีใครสักคนมาเตือนสติเขา แต่ตัวหลี่จิ้นเองก็ไม่คิดว่าตนเองจะมีความสามารถขนาดนั้น
สวี่หนิงอันตอบรับเบา ๆ ว่า "หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน"
เรื่องนี้ก็ถือว่าจบลงไปอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
เสิ่นเสี่ยวเยว่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาครึ่งเดือน ทุกวันเธอจะไปขายยำผักที่บริเวณโรงงานเหล็ก ทำอาหาร แล้วก็อ่านหนังสือเป็นเพื่อนสวี่หนิงอัน ความสัมพันธ์กับหลินชุ่ยก็สนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเธอมักจะนัดเจอกันบ่อย ๆ
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี สวี่หนิงจิ้งจึงมาขายของเป็นเพื่อนเสิ่นเสี่ยวเยว่ด้วย
ตอนที่ทั้งสองคนมาถึงบริเวณโรงงานเหล็ก พวกเธอก็เห็นเย่ซู่ซู่กำลังตั้งแผงขายเสื้อผ้าอยู่ที่นั่น
เมื่อเห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่ เธอก็หดคอโดยอัตโนมัติ แล้วเรียกเบา ๆ ว่า "พี่เยว่"
หลังจากคืนนั้น เธอก็เก็บตัวอยู่ในบ้านเอาแต่คิดทบทวนอยู่หลายวัน เมื่อยอมรับความจริงได้แล้ว ก็ตัดสินใจเลิกตั้งความหวังไปที่สวี่หนิงอัน แล้วใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี ความสัมพันธ์กับจางเว่ยเจี๋ยก็ดีขึ้นทุกวัน
พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยินดีกับความสัมพันธ์ของพวกเธอ
บางทีอีกไม่นานทั้งสองครอบครัวคงจะได้จัดงานมงคล
แต่พวกเขายังคงรู้สึกหวาดกลัวเสิ่นเสี่ยวเยว่เป็นอย่างมาก
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ
เสิ่นเสี่ยวเยว่พยักหน้ารับการทักทายจากหญิงสาวเบา ๆ แล้วหาที่ที่เคยใช้เป็นประจำเพื่อวางของ
สวี่หนิงจิ้งมองดูทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ รู้สึกว่าตัวเองอาจพลาดเรื่องสำคัญอะไรไปหรือเปล่า ครั้งล่าสุดตอนขุดโสมทั้งสองคนยังเป็นเหมือนน้ำกับไฟอยู่เลย
แต่ทำไมตอนนี้ทั้งสองคนถึงทักทายกันอย่างเป็นมิตรแบบนี้?
ถ้าเย่ซู่ซู่รู้ความคิดของเธอคงอยากจะบอกว่า 'เธออาจจะเข้าใจคำว่าเป็นมิตรผิดไปหน่อยนะ'
เธอกำลังกลัวต่างหากล่ะ!
แต่ว่าเย่ซู่ซู่มักจะใช้วิธีประจบประแจงคนที่เธอกลัว เพื่อเอาตัวรอดเสมอมา
ตอนนี้ก็เช่นกัน เธอตั้งใจนำผ้าเช็ดหน้าสองผืนที่สวยที่สุดที่เธอปักด้วยตัวเอง มาให้ทั้งสองคน
"พี่เยว่ ก่อนหน้านี้ฉันทำตัวไม่ดี ผ้าเช็ดหน้าสองผืนนี้ฉันตั้งใจปักเอง มันไม่ได้มีค่าอะไรมากหรอก แต่ตอนนี้อากาศร้อน รับเอาไว้เช็ดเหงื่อนะคะ"
สวี่หนิงจิ้งนั้นอ้าปากค้างไปแล้ว ส่วนเสิ่นเสี่ยวเยว่ยังคงนิ่งเฉย
ตอนที่เย่ซู่ซู่กำลังตื่นเต้นจนฝ่ามือมีเหงื่อซึมออกมานั้น เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็รับผ้าเช็ดหน้าไป แล้วพลิกดูสองสามที
"ปักสวยดี ขอบใจนะ"
พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
"ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ!"
หลังจากพูดจบ เย่ซู่ซู่ก็รีบวิ่งกลับไปที่แผงของตัวเองด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
"พี่สะใภ้คะ ทำไมพวกพี่ถึง..."
"ขอมันฝรั่งเส้นกับผักกูดป่าหนึ่งที่ค่ะ"
"อ๋อ ได้เลยค่ะ สักครู่นะคะ"
สวี่หนิงจิ้งพยายามจะกระซิบถาม แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยลูกค้าที่มาซื้อของพอดี เด็กสาวจึงต้องรีบช่วยพี่สะใภ้จัดผัก ทำให้คำถามที่สงสัยถูกโยนทิ้งไปอีกครั้ง
ลูกค้าทยอยมาซื้อไม่ขาดสาย จนทั้งสองไม่มีเวลาว่างพอจะคุยกัน
สวี่หนิงจิ้งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการค้าจะดีขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เคยได้ยินแม่พูดถึงหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นกับตาจึงไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง
เห็นเสิ่นเสี่ยวเยว่ยุ่งอยู่กับการแนะนำสินค้าให้ลูกค้า เธอซึ่งไม่ถนัดพูดจึงช่วยจัดผักและรับเงิน ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกที่ได้จับเงินไว้ในมือช่างดีจริง ๆ
เธอเหลือบมองไปทางร้านของเย่ซู่ซู่อย่างไม่ตั้งใจ พบว่าการค้าของเธอก็ไปได้ดีทีเดียว เย่ซู่ซู่กำลังแนะนำสินค้าให้กับสาวน้อยสองคนที่ยืนอยู่หน้าร้านอย่างกระตือรือร้น ดูน่ามองกว่าท่าทางขี้เหนียวของเธอก่อนหน้านี้มาก
สวี่หนิงจิ้งแอบมองอีกสักพัก บนแผงขายนอกจากผ้าเช็ดหน้าและดอกไม้ติดผมแล้ว ยังมีชุดกระโปรงที่ดูดีอีกสองสามตัว
แม้รูปแบบจะธรรมดา แต่กลับมีฝีเข็มละเอียดและสีสันเหมาะกับการใช้งานประจำวัน
จึงดึงดูดสายตาผู้หญิงได้ไม่น้อย
แต่เดิม ฝีมือการตัดเย็บเสื้อผ้าของเย่ซู่ซู่ก็มีชื่อเสียงในหมู่บ้านอยู่แล้ว ถ้าเธอไม่คิดทำเรื่องไม่ดีอะไร แค่อาศัยฝีมือของตัวเองก็คงจะมีชีวิตที่ดีได้
อย่างไรเสีย เธอก็เคยเป็นสาวงามที่ทั้งสวยทั้งเก่ง และได้รับการยอมรับจากทั้งหมู่บ้าน
สวี่หนิงจิ้งหลังจากที่ตระหนักได้ ก็กำหมัดแน่น ในใจปรากฏความมุ่งมั่นขึ้นมาสายหนึ่ง
'เธอเองก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อที่จะได้หาเงินด้วยตัวเองในอนาคต!'