แต่การจะก้าวผ่านอุปสรรคไปได้บางครั้งความไร้เดียงสานี่แหละที่จะทำให้พวกเขาก้าวผ่านไปได้ อย่าเข้าใจว่าความไร้เดียงสากับคำว่าโง่มีความหมายเดียวกันเชียว
เด็กน้อยช่างไร้เดียงสา แต่การจะก้าวผ่านอุปสรรคไปได้บางครั้งความไร้เดียงสานี่แหละที่จะทำให้พวกเขาก้าวผ่านไปได้ อย่าเข้าใจว่าความไร้เดียงสากับคำว่าโง่มีความหมายเดียวกันเชียว เพราะไร้เดียงสาไม่ได้แปลว่าโง่
ความโง่จะทำให้คนหลงระเริงและไม่ฟังใคร แต่เด็กกลุ่มนี้ทั้งหาข้อมูลและวางแผนเป็ขั้นเป็ตอน เรียกได้ว่ารู้หลบเป็ปีกรู้หลีกเป็เรานั่นเอง
“แก แล้วแกจะเอายังไงกับมิติเหลื่อมกันนี่ล่ะ” มะปรางถามขึ้น
“ต้องให้แกสองคนช่วยกันคำนวณหน่อยว่า” รินหันไปมองอิซาและแป้ง ทั้งสองคนพยักหน้า
“งั้นเรามาสุมหัวกันคืนนี้เหอะ แกเล่ารายละเอียดเื่เวลาและชี้จุดที่แกเปิดประตูเชื่อมก่อน ฉันกับอิซาจะได้แยกย้ายไปสร้างแผนที่” แป้ง
แล้วรินก็พาเพื่อนๆ ไปที่จุดเกิดเหตุโดยแป้งไม่ลืมความตลับเมตรวัดระยะทางพร้อมกับอิซาที่หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพต่อเนื่องเพื่อการคำนวณ
“ดีเลยแกมีพิมพ์เขียวแปลนบ้านแกป่าว” แป้งถาม
รินพยักหน้า
“ดี งั้นแกไปเอาออกมาให้อิซาถ่ายเอาไว้ วันนี้เราจะได้ลองใช้เครื่องพิมพ์จำลองบ้านแก” แป้ง
รินเดินไปห้องทำงานแล้วดึงถาดลิ้นชักล่างสุดของตู้เอกสารเพื่อหยิบพิมพ์เขียวของบ้านออกมา
“แต่ฉันไม่รู้ว่าคลื่นพลังงานมันกินพื้นที่แค่ไหนนะแก” ริน
ถ้าไม่รู้ขอบเขตุก็ยากต่อการทำคำนวณ
นรีที่นั่งฟังพวกพี่ๆ ั้แ่ต้นก็ถามว่า แล้วทำไมต้องเป็วันนี้คะ เหตุการณ์อย่างนี้เพิ่งเคยเกิดหรือเคยเกิดมาแล้ว ถ้าเราหาได้ว่ามีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหรือไม่ แล้วถ้ามีเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหนจะช่วยให้เราประมวลผลได้มากขึ้นมั้ยคะ
“งั้นนรีกับพี่ช่วยกันหาข่าวนะ” มะปรางบอกนรี
การัณ “……..”
"งั้นเอางี้ เราไปวัดพื้นที่รอบบ้านกำหนดระยะทางเขตุบ้านและบริเวณบ้านกันก่อน " ริน
ทุกคนแยกย้ายกันออกไป มาคราวนี้กะว่าจะมาพักผ่อนนอนริมน้ำ กลับกลายมีเื่ตื่นเต้นให้ทำซะงั้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังลงจากบ้าน ติ๊ง! เสียงเตาอบดังขึ้น ครัวซองค์เสร็จแล้ว
“พวกแกไปกันก่อนเดี๋ยวฉันไปเอาครัวซองค์ออกจากเตาก่อน" รินเดินย้อนขึ้นมาที่ครัว ขณะที่วางถาดครัวซองค์ถาดสุดท้าย
“ริน” การัณเรียกลูกสาว
“มันเคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม เมื่อ 25ปีที่แล้วครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นหก ปีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25ธันวาคม นั่นก็คือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้น สองปีวันที่ 2 พฤศจิกายน แล้วก็มาตอนนี้ 25 มีนาเป็ปีที่ 25” การัณ
รินทำตาปริบๆ มองหน้าพ่อ
“พ่อรู้ได้ยังไง แล้วแน่ใจเหรอว่ามีแค่นั้น” รินถาม
“พ่อรู้แต่ไม่ทั้งหมดไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็่เวลาเกิดเหตุทั้งหมด แต่นั่นคือ่เวลาที่เกิดขึ้นแน่ๆ” การัณ
“งั้นเราคงต้องคุยกันแล้วสินะ” รินกล่าว
รินเดินนำพ่อไปที่ศาลาริมน้ำ เมื่อก้าวเข้าไปในศาลากลับมองเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ในศาลา จะเป็ใครไปได้ล่ะ แต่เธอหันไปมองคนที่อยู่ด้านหลังซึ่งน่าจะเป็พ่อของเธอแต่กลับกลายเป็ว่านอกจากพ่อของเธอแล้วมึชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เหมือนเพิ่งเดินสวนเธอไป
ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นกำลังจะหันหลังกลับมาภาพของเขาก็หายไป
“พ่อเห็นมั้ย” รินหันไปหาพ่อที่กำลังอึ้งอยู่
เพราะเขาเห็นผู้ชายที่ยืนอยู่ในศาลาแล้วผู้ชายคนนั้นก็หายไป
“อืม” การัณส่งเสียงในลำคอ
ถึงเขาจะเคยเจอมาแล้วแต่การที่มาแบบแวบๆ อย่างนี้ แล้วคนที่ลูกสาวเขาเจอคือผู้ชายคนนั้นหรือไม่ แล้วผู้ชายที่เดินคล้อยหลังไปนั่นใคร เขาไม่ทันได้เห็น
ที่ศาลาริมทะเลสาบ
“คุณเห็นมั้ย” แทนที่ยังค้างอยู่ถามพีท
“เห็นอะไร” พีทที่หันกลับมาไม่ทัน
ภาพของสองพ่อลูกที่เดินสวนเขา คนที่อยู่เบื้องหน้าเขามีสีหน้าที่ประหลาด การที่เขาไม่ชอบให้ใครััตัวมันไม่ค่อยจะเป็เื่ปกติก็จริงแต่มันไม่น่าแปลกใจขนาดนั้น แถมเขายังถามว่าเห็นอะไรด้วย
“คุณเปิด Device ของคุณออกมาแล้วเช็กแกนพลังว่าเมื่อกี้นี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่” แทนถาม
“ก็ดูปก….เดี๋ยวนะมันเรืองแสงตอนนี้ ไม่สิเมื่อไม่กี่วินาทีแทบจะเป็เสี้ยววินาทีก่อนหน้า"พีทดูข้อมูลปัจจุบัน
" เอ๊ะ” พีท
เปิดภาพแกนพลังแล้วมองไปที่แทน ผ่านไปด้านหลังของเขา กลับเป็ภาพของหญิงสาวรูปร่างบอบบางยืนอยู่ในศาลา
แทนหันหลังตามสายตาของพีทแล้วเห็นรินอยู่ตรงนั้น จึงรีบคว้ามือของเธอเอาไว้ เพราะเขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะหายไปอีก
“ทำอะไรอีกไอ้โรคจิต” ริน
พยายามจะดึงมือออกจากมือของเขาเพราะตอนนี้ไม่ได้มีเธออยู่คนเดียว
พลั่ก!! เสียงกำปั้นกระแทกหน้าของแทนจนแทนหน้าหงายออกไป
ยังไม่ทันที่จะได้อธิบายการัณก็ต่อยชายหนุ่มตรงหน้าหงายลงไป
“แกเป็ใคร ถือดียังไงมาจับมือลูกสาวฉัน” การัณออกอาการหวงลูกสาวหนักมาก
เอิ่มพ่อ ควรจะตื่นเต้นตอนเพราะเราข้ามมิติเข้ามาก่อนหวงลูกสาวก่อนมั้ย รินเลิกคิ้วสงสัย ความรู้สึกเหมือนกำลังได้รับการปกป้องมันเป็อย่างนี้นี่เองมิน่าอีเจ้อ้อนเหล่าหนุ่มๆ หนักมาก ดีต่อใจจริงๆ
พีทเองก็ใกับภาพที่เกิดขึ้น ถ้าเขาไม่รู้เื่การเหลื่อมของมิติมาก่อนเขาคงคิดว่าชายหญิงที่มาใหม่เป็ปีศาจหรือถ้าเขาไม่ใช่คนสร้างระบบป้องกันความปลอดภัยที่ไม่มีช่องโหว่กับมือเขาก็คิดว่ามีการแฮกค์เข้ามา
การัณตอนที่ก้าวเข้ามาที่ศาลาก็เห็นก็ชายหนุ่มคว้าข้อมือลูกสาวอารมณ์ใก็ต่อยเข้าที่หน้าของชายหนุ่มนั้น นี่ขนาดอยู่กลางแจ้ง แล้วมีเขาอยู่ทั้งคนมันยังกล้า
คิดแล้วยิ่งโมโหแต่ยังไม่ทันถึงตัวแทนก็มีปืนจ่ออยู่ที่ขมับเขาแล้ว
“กรุณาถอยออกก่อนครับ” บอดี้การ์ดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนเอาปืนจ่อหัวพ่อเสียแล้ว
“ถอยไป อย่าเสียมารยาท!” แทนดุลูกน้อง
ทำให้บอดี้การ์ดถอยกรูดออกไป ที่จริงเขาเองก็ใที่จู่ๆ ก็มีผู้ชายร่างสูงใหญ่โผล่มากลางอากาศแล้วต่อยเ้านายของเขา มันบ้าไปแล้ว เขาบกพร่องในหน้าที่ขนาดนี้ได้อย่างไร
การัณยืนนิ่งอยู่มองชายหนุ่มที่กำลังลุกขึ้นยืนตาเขียวปั้ด ไอ้หมอนี่มันสูงเท่าไหร่กัน เขาที่ว่าเป็คนร่างสูงใหญ่แต่ดูเหมือนไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะตัวสูงกว่าเขา
“สวัสดีครับคุณพ่อ” แทนหน้ามึนพ่อซะงั้น
“ใครพ่อนาย” รินถาม
"แล้วนายเป็ใคร "เธอหันไปที่พีท
“สวัสดีผมชื่อปี……….” พีท
กำลังจะแนะนำตัวเองเพราะเขาเพิ่งจะได้เห็นหน้าหญิงสาวและผู้ชายวัยกลางคนที่เพิ่งจะเข้ามา เขารู้จักสองคนนี้ อย่างน้อยก็ต้องเคยเห็น แต่เขาเคยเห็นคนสองคนนี้แน่ๆ
“ผมชื่อปีเตอร์ แล้วพวกคุณ”
“เป็คนต่างถิ่นน่ะ” รินตัดบท
“นายหาคำตอบได้รึยัง” รินหันไปถามแทน
ที่จริงเธอแค่พูดแก้เก้อใครจะไปหาคำตอบได้แต่ก่อนจากกันคราวที่แล้วไอ้บ้านี่เอาปากมาแตะปากเธอที่แปลกคือความรู้สึกที่เธออธิบายไม่ได้ ไม่เชิงว่าจะทำให้ไม่สบายใจแต่ก็บอกว่ามันทำให้สบายใจไม่ได้
แต่การที่หลุดเข้าออกมิติยังไม่พอแต่ไอ้บ้านี่ยังทำเื่บ้าๆ บอๆ ทิ้งไว้ให้เธอคิดอีก
“กำลัง” แทนตอบง่ายๆ
“คนคนนี้กำลังช่วยหาคำตอบ” แทนชี้ไปที่พีท
“ยังไง” ริน
พีทที่กำลังจะจากไปเตรียมงานเดินกลับเข้ามาในศาลาและเปิดเครื่องมือและอธิบาย เหมือนกับที่อธิบายกับแทนไป
“แล้วเครื่องมือนี้มันแทร็คกลับไปได้กี่ปี” ริน
“คุณ้าย้อนหลังกี่ปี” พีทถาม
“อย่างน้อย 50 ปี แต่อยากให้คุณไปดูวันที่ 25 ธันวา หมายถึงเดือนที่ 12 ของคุณใน 25ปีที่แล้ว”
“เธอรู้อะไรมา” แทนถาม
“ฉันยังไม่รู้หรอก” รินมองหน้าพ่อ
“พ่ออยากจะคุยกับลูกเป็การส่วนตัวก่อน” การัณ
มันไม่ใช่มีแค่ข้อเท็จจริงทั่วไป แต่มันเป็เื่ของครอบครัวของเขาด้วย
“ครับ” แทนพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมกับพีท ก่อนออกไปหันไปมองริน
“หาทางเข้าบ้านถูกนะ” แทน
“อืม” รินพยักหน้า แล้วหันไปหาพ่อ
เมื่อการัณมองแทนและพีทเดินเข้าบ้านไปแล้วเขาจึงหันมาหาลูกสาว
“เื่มันเป็อย่างนี้”