บทที่ 24 ไม่ใช่หมูหมา ไม่ยอมให้เ้าดูถูก
เมื่อเซียวหย่งฝูมาถึงสำนักศึกษา เขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพจากเ้าหน้าที่ ซึ่งคอยชี้ทางไปหาเซียวหยวนหลาง
ในสำนักศึกษามีูเาหินจำลอง ปลาแหวกว่ายในสระน้ำและศิษย์ที่กำลังท่องตำราเสียงดัง ระหว่างทางเซียวหย่งฝูรู้สึกว่าจิตใจเขาเหมือนได้รับการยกระดับไปอีกขั้น
เขาแอบคิดว่ามันเป็สถานที่ที่ดีมากจริง ๆ หยวนหลางของเขาควรที่จะอยู่ที่นี่
“ท่านพ่อ?”
เซียวหย่งฝูถูกน้ำเสียงคุ้นเคยเรียกไว้ เขาหันไปมองเห็นลูกชายคนโตยืนอยู่กับอาจารย์เหยียน
“แม่ของเ้าทำผักดองเสร็จแล้ว ข้าเลยรีบเอามาให้เ้าและอาจารย์ใหญ่” เซียวหย่งฝูพูดด้วยรอยยิ้ม “เป็ผักที่ปลูกเองที่บ้าน กินกับโจ๊กหรือเนื้อตุ๋นได้รสชาติดีทีเดียว”
อาจารย์ใหญ่เหยียนไม่ใช่คนโลภ แต่เขาเคยกินผักดองของหย่าโจวครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ยังรู้สึกประทับใจอยู่เลย
สำหรับของขวัญที่เรียบง่ายเช่นนี้และยิ่งมันมาจากบ้านของลูกศิษย์สายตรง เขาย่อมรับมันไว้ด้วยความยินดี
“อาจารย์ใหญ่เหยียน หยวนหลางสร้างปัญหาอะไรให้ท่านหรือไม่ ถ้าหากไม่เชื่อฟัง สามารถลงโทษได้เลย ฮ่า ๆ”
หลังพูดคุยกันไม่กี่คำ เซียวหยงฝูก็จากไป เขายังนึกถึงผักดองไหนั้นอยู่
“ไป ไปกับข้าทางโน้น ซือเหนียง*[1]ของเ้าทำโจ๊กเสร็จพอดีเลย กินคู่กับผักดองดูเหมือนจะเข้ากันดีนะ” สายตาของอาจารย์ใหญ่เหยียนเต็มไปด้วยความเอ็นดูเซียวหยวนหลาง
“ขอรับอาจารย์ เช่นนั้นศิษย์เคารพเชื่อฟังเทียบไม่ได้กับทำตามคำสั่งแล้ว ศิษย์ก็รู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน”
ในห้องโถงกลางสวนดอกไม้ อาจารย์ใหญ่เหยียนก็จิบโจ๊กก่อนแล้วค่อยกินผักดองตามไป
เมื่อเอาผักดองเข้าปากเขาก็ต้องหยุดชะงัก
“กลิ่นนี้…” เขาหลับตาครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดด้านข้าง “นำขวดปิดผนึกส่งไปยังหกร้อยลี้ให้กับ...”
เสียงของชายชราเบามากจนเซียวหยวนหลางได้ยินไม่ชัด แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรรู้ เขาจึงกินผักดองต่ออย่างจริงจัง
“วันนี้เจี่ยงอี๋โม่ต้องใช้ม้าเร็วกลับไป ให้เขากลับไปด้วยจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนมือขอรับ” ผู้ติดตามเสนอแนะ
ดวงตาของอาจารย์ใหญ่เหยียนเป็ประกาย “เขาพบยาหรือไม่?”
ผู้ติดตาม “พบขอรับ ได้ยินมาว่ายานี้มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดด้วย”
“เช่นนั้นก็รีบไปหาเขา”
เมื่ออาจารย์ใหญ่เหยียนจัดการเสร็จ ผักดองหนึ่งจานก็ถูกเซียวหยวนหลางจัดการไปครึ่งหนึ่งแล้ว
อาจารย์ใหญ่เหยียนรู้สึกขบขันเล็กน้อยเมื่อเขาเห็นถึงความไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ ที่บางครั้งมันปรากฏอยู่ในตัวศิษย์ของเขาที่มีทั้งความเป็ผู้ใหญ่และสงบนิ่งคนนี้
อีกด้านหนึ่ง เซียวหย่งฝูสอบถามผู้คนจนได้พบร้านที่ทำไห
เขาซื้อไหสามสิบใบในคราวเดียวและวางเรียงแน่นในรถม้า จากนั้นก็แค่ปล่อยให้พ่อของเขานั่งข้างนอกก็เป็อันใช้ได้แล้ว
ส่วนหมาป่าขาวที่มาด้วยกัน …ลืมไปซะสนิทเลย
“ขอโทษนะ เ้าซื้อไหพวกนี้มาทำผักดองหย่าโจวหรือไม่?” เถ้าแก่มีสำเนียงคนหย่าโจวลังเลอยู่นานและถามหลังจากช่วยย้ายไหเสร็จแล้ว
เซียวหย่งฝูยิ้มอย่างอบอุ่น “ใช่แล้วล่ะ เถ้าแก่เป็คนหย่าโจวหรือ ครั้งต่อไปถ้าเข้าเมืองมา ข้าจะนำมาให้ท่านลอง”
เถ้าแก่เห็นเซียวหย่งฝูดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ผ่านมาหลายปีแล้วเขาก็นึกอยากกินรสชาติที่คุ้นเคย เขารู้สึกประทับใจมากจนลดราคาให้ เอาแค่ห้าร้อยเหวินเท่านั้น
เซียวหย่งฝูยังไม่รู้ตัวว่าตนได้ส่วนลดก็เดินจากไปอย่างมีความสุข
ก่อนออกจากเมืองเขาแวะซื้อเนื้อหมักและเหล้าอีกหนึ่งไห
การเดินทางกลับเป็ไปอย่างราบรื่น ยกเว้นหมาป่าขาวที่หอนด้วยความขุ่นเคืองเป็ครั้งคราว
มาถึงบ้านยังไม่ทันจะพักหายใจ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นั่นใคร!” เซียวหย่งฝูบ่น “เรียกหาผีหรืออย่างไร ข้ากลับมาน้ำยังไม่ทันกินเลย”
เมื่อเขาเปิดประตู ก็พบกับใบหน้าแม่เฒ่าเหยาที่มีาแบนปากเป็ร่องลึก
วันนี้นางออกมายืดเส้นยืดสาย เดินเล่นดูรอบ ๆ เผื่อได้ข่าวใหม่อะไรบ้าง
เป็ผลให้นางโกรธจนเกือบหงายหลัง เมื่อได้รู้ว่า เซียวหยวนหลางเข้าสำนักศึกษาได้สำเร็จและยังเป็ศิษย์สายตรงของอาจารย์ใหญ่อีกด้วย
ที่ดินสองผืนที่มอบให้กับเซียวหย่งฝู ก็คาดไม่ถึงว่าจะผลิดอกออกผล ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านต่างชื่นชม ทั้งยังพูดว่าต้องเรียนรู้จากเซียวหย่งฝูเป็การใหญ่
แม่เฒ่าเหยาจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร นางจึงเร่งมาที่นี่ด้วยไม้ค้ำยัน
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นบ้านทรุดโทรมหลังนั้นมาก่อน จำได้ว่ามันไม่มีหลังคาด้วยซ้ำ แต่กลับได้พบกับกำแพงสูงและบ้านใหม่หลังนี้แทน
ใบหน้าของเซียวหย่งฝูเ็าทันที “ท่านแม่ ท่านมาที่นี่ทำไม”
แม่เฒ่าเหยาไม่ได้พูดอะไร กวาดตามองดูลานบ้าน เห็นรถม้าที่จอดอยู่หลังสวน นางไม่เคยเห็นรถม้าคันนี้มาก่อน ในใจนางยิ่งรู้สึกเป็ทุกข์ทบทวี
ต้นหอมบางส่วนถูกปลูกไว้ใต้กำแพง ใบสีเขียวมองดูแล้วน่ารักน่าชัง
มีเนื้อห้อยอยู่ใต้ชายคาและดูเหมือนมีปลาอยู่ในโอ่งขนาดใหญ่ตรงหน้าประตู เมื่อครู่คล้ายเห็นหางปลาว่ายสะบัดออกมา
โดยเฉพาะบ้านหลังใหม่ที่มีกระเบื้องสีเขียวและผนังสีขาวทำให้แม่เฒ่าเหยารู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ
ทำไมถึงไม่ใช่นางที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่
เซียวหย่งฝูรู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อยและคิดว่าถ้านางยังไม่พูดอีกเขาจะปิดประตู
เป็ผลให้แม่เฒ่าเหยาเดินเข้ามาและยกไม้ค้ำยันในมือขึ้นเหวี่ยงไปทางบุตรชายของตน
เซียวหย่งฝูที่มีสายตาแหลมคมรีบหลบไปให้พ้นทาง แม่เฒ่าเหยาจึงพลาดเป้าและเป็ตัวเองที่เกือบจะล้มลงไปกับพื้น
“เ้า...” แม่เฒ่าเหยากำลังจะพูด
หลินซื่อที่ได้ยินเสียงเคาะประตูแต่ไม่ได้ยินเสียงพูด นางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเลยเดินออกมาดู “สามี ใครมาหรือ?”
เมื่อแม่เฒ่าเหยาได้ยินเสียงแ่เบาของหลินซื่อและเห็นผิวหน้าที่มีน้ำมีนวลของนาง ทันใดนั้นก็เหมือนพบเป้าหมาย
นางชี้หลินซื่อแล้วสาปแช่ง “เ้ามันไร้ยางอาย ยุยงให้ลูกชายของข้าแยกบ้านออกไป!”
“เด็กเดรัจฉานนั้นจะมีอนาคตแบบไหนล่ะ ถึงต้องส่งมันไปสำนักศึกษา” จากนั้นก็หันไปหาเซียวหย่งฝู “เ้าควรจะส่งน้องชายตัวเองไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา เขาถึงจะเป็ที่พึ่งพิงให้กับครอบครัว”
“เ้ามันใจดำ มาดูสิว่าวันนี้ข้าจะไม่ฉีกหน้าเ้าเป็ชิ้น ๆ หรือไม่”
หลินซื่อไม่ใช่พรมเช็ดเท้าในบ้านเก่าอีกต่อไป นางจึงโต้กลับทันที
“ท่าน้าพึ่งพาลูกชาย ท่านก็ส่งเขาไปร่ำเรียนสิ! ยังคิดที่จะให้พวกเราเป็หมูเป็หมาของท่านต่อไปอีกหรืออย่างไร?”
“ใครกันแน่ที่ใจดำ? ถามคนในหมู่บ้านไม่มีใครที่ไม่รู้ว่าท่านนั่นแหละคือคนใจดำ!”
เซียวหย่งฝูตะลึงงัน ภรรยาของเขาแสดงบารมีออกมาแล้ว ในอดีตนางมักจะติดตามแม่เฒ่าเหยา จะไม่ตอบโต้แม้ว่าจะโดนด่าก็ตาม
“หย่งฝู! เมียแกถูกคนอื่นด่าแบบนี้ยังไม่สนใจอีกหรือ แกจะยืนนิ่งอยู่ทำไมห๊ะ!” เสียงของผู้เฒ่าเซียวโกรธจัดดังออกมาจากในบ้าน
ในที่สุดเซียวหย่งฝูก็รู้สึกตัวและตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังกินแตง*[2]ภรรยาของเขาอยู่
“นี่มันบ้านของข้า ไม่ใช่ที่ให้แม่มาวิ่งเล่น! หากมีคำถามอะไรแม่ก็ไปถามเอากับเซียวหย่งเหวินโน้น”
แม่เฒ่าเหยาใกับเสียงตะคอกของผู้เฒ่าเซียว จากนั้นแทบจะล้มลงไปด้วยความโกรธกับคำพูดอันดังกึกก้องของเซียวหย่งฝู
“ไม่ยุติธรรม! ไร้จิตสำนึก! มาดูเร็ว!” เมื่อแม่เฒ่าเหยาเห็นเซียวหย่งฝูใช้คำพูดและน้ำเสียงไม่ดี แม่เฒ่าเหยาก็ล้มตัวลงนอนกับพื้นทันทีและเริ่มดีดดิ้นไปมา
“ลูกชายไม่สนแม่ แล้วยังกล้าลงมือกับแม่อีก!”
เซียวหย่งฝูเลิกเชื่อกลอุบายของแม่มานานแล้ว ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เฒ่าเซียวมักจะเตือนว่าไม่ให้เขากลับไปเป็แบบเมื่อก่อน ไม่ให้ส่งครอบครัวของเขาไปอยู่ในกำมือของแม่เฒ่าเหยาอีก
“เื่แยกบ้านตอนนั้นตกลงกันแล้ว ต่อไปข้าจะดูแลท่านพ่อ ส่วนเซียวหย่งเหวินจะดูแลท่าน จากนี้ไปพวกเราถือว่าแยกเป็สองครอบครัว!”
ทั้งสองประจันหน้ากันแบบไม่มีใครยอมใคร ทันใดนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงร้องดังมาจากด้านนอกประตู “อ๊ะ! ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”
[1] ซือเหนียง (师娘) เป็คำเรียกภรรยาของอาจารย์
[2] กินแตง (吃瓜) หมายถึง รอดูเื่ของคนอื่น โดยไม่ทำอะไรเลย