“เดินช้า ๆ สิครับ เดี๋ยวก็หกล้มหรอก!” ผมร้องเตือนพร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามจองมินที่สับเท้าฉับ ๆ เข้าไปในตัวอาคารโรงแรมหรูสูงระฟ้าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเร่งรีบ
“คุณไม่ต้องรีบตามฉันมาขนาดนั้นก็ได้นะคะ! รออยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวฉันกลับมา” จองมินหันมาตะโกนบอกในขณะที่ฝีเท้ายังไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่นิดเดียว ดูท่าทางเธอจะต้องการเข้าห้องน้ำเอามากๆ
ผมหยุดเดินตามคำสั่งของเธอทันที ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มปนขำ “ทีตอนอยู่คอนโดล่ะทำเป็นทิ้งให้อยู่คนเดียวไม่ได้ ทีตอนนี้กลับบอกว่าอยู่คนเดียวได้ซะงั้น”
ผมยืนรออยู่ไม่นานนัก จองมินก็เดินกลับมาด้วยใบหน้าที่ดูสดใสและผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ท่าทางเกร็ง ๆ ในตอนแรกหายไปจนหมดสิ้น
จองมินเดินมาหยุดลงตรงหน้าของผมก่อนจะเอ่ยคำขอโทษออกมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย “ขอโทษนะคะที่ฉันเรื่องมากไปหน่อย แถมยังทำให้คุณต้องลำบากขับรถพาแวะมาเข้าห้องน้ำซะไกลเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณไม่ใช่คนที่นี้นี่ครับ” ผมตอบกลับไปพร้อมกับส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้เพื่อยืนยันว่าผมไม่ได้ถือสาอะไรเธอ
“ถ้าอย่างนั้น... เราไปกันเลยไหมคะ?” เธอถามพลางเงยหน้าสบตาผม แววตาที่เคยดูวุ่นวายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นประกายสดใสขึ้นมาอีกครั้ง
“ตอนที่เราเดินเข้ามา ผมเหลือบไปเห็นป้ายที่เคาน์เตอร์ ดูเหมือนว่าจะมีร้านอาหารไทยบรรยากาศดีอยู่บนชั้นดาดฟ้าด้วย คุณจองมินอยากลองขึ้นไปดูก่อนไหมครับ?”
“อู้ว... จริงเหรอคะ?” จองมินอุทานออกมาเบา ๆ ท่าทางดูสนใจขึ้นมาทันที เธอทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบตกลง “ไปค่ะ! ลองขึ้นไปดูหน่อยก็ได้”
เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผมกับจองมินก็มานั่งอยู่ที่โต๊ะริมระเบียงบนชั้นดาดฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วิวยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ยังคงสวยงามสะกดตาไม่เคยเปลี่ยน... ครั้งสุดท้ายที่ผมมีโอกาสได้นั่งมองเมืองจากมุมสูงแบบนี้ ก็คงจะเป็นตอนที่อยู่กับ ดาริน
จองมินค่อย ๆ ถอดแว่นกันแดดสีดำออกแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางตื่นเต้น ถึงแม้ว่าในฐานะผู้จัดการศิลปินเธอจะเคยเห็นวิวมุมสูงมาแล้วมากมาย แต่พอเป็นบรรยากาศของประเทศไทยแบบนี้ มันกลับดูพิเศษและมีเสน่ห์ในแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ถ่ายรูปส่งไปอวดจีอาดีกว่า” จองมินพึมพำออกมาพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหามุมกล้อง
“ที่โรงแรมที่คุณพักอยู่ ก็น่าจะมองเห็นวิวกรุงเทพฯ แบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ไม่เห็นต้องถ่ายไปอวดให้เสียเวลาเลย” ผมเอ่ยชวนคุยพลางมองท่าทางกระตือรือร้นของเธอ
“โถ่... มันคนละความรู้สึกกันเลยนะคะ คุณนี่ไม่เข้าใจอะไรเลยจริง ๆ” จองมินละสายตาจากหน้าจอหันขวับมาพร้อมรอยยิ้มซุกซน “นี่มันวิวจากร้านอาหารนะคะ ไม่ใช่ห้องนอน”
“ว่าแต่คุณจะไม่เล่าต่อเหรอคะ เรื่องของคุณน่ะ... ทิ้งไว้กลางทางแบบนี้ได้ยังไงกัน” จองมินเสริมพลางทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วหยิบเมนูขึ้นมาเปิดดูคร่าว ๆ “ถึงไหนแล้วล่ะคะ?”
ผมทำท่าทีนึกทบทวนบทสนทนาก่อนหน้านี้ “ถึงตอนที่คุณบอกว่าปวดฉี่ไงครับ”
“ไม่ใช่สิ!” จองมินเอ่ยน้ำเสียงขำ “ก่อนหน้านั้นต่างหาก... คุณถามว่าฉันรู้สึกยังไงกับคุณ” เธอวางเมนูลงแล้วจ้องมองสบตาผมอย่างจริงจัง “ฉันจะตอบคำถามนั้นก็ได้... ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าฉันสนิทกับคุณเร็วมาก ๆ พอนึก ๆ ดูแล้ว มันก็ออกจะเร็วเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ”
ผมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะแกล้งเอ่ยทีเล่นทีจริง “บางทีผมอาจจะมีเวทมนตร์ก็ได้นะครับใครจะรู้... ผมถึงสามารถทำให้คุณรู้สึกสนิทกับผมได้รวดเร็วขนาดนี้”
“จะใช่เหรอคะ?” จองมินย้อนถามพลางก้มหน้าเลือกเมนูอาหารในมือต่อ “บางทีมันอาจจะเป็นเพราะฉันเป็นคนชวนคุยเก่งมาก ๆ ก็ได้นะคะ เราเลยสนิทกันเร็วขนาดนี้ ไม่เห็นต้องพึ่งเวทมนตร์อะไรเลย”
ผมหลุดหัวเราะออกมาให้กับความมั่นใจในทักษะการผูกมิตรของเธอ “เอาล่ะครับ... ในเมื่อคุณอยากรู้ ผมจะเล่าถึงผู้หญิงที่โชคร้าย คนนั้นให้ฟัง”
“โชคดีสิคะ... ต้องโชคดีสิ” จองมินรีบแทรกแก้ประโยคของผมทันควัน พร้อมกับส่งยิ้มกว้างที่ดูเหมือนกำลังให้กำลังใจทั้งตัวผมและผู้หญิงในเรื่องเล่าคนนั้นไปพร้อมกัน
“ผมเริ่มเลยแล้วกันนะครับ...” ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะสบตาเธอ “ตอนนั้นผมก้าวเข้าไปในชีวิตของเธอในช่วงที่เธอกำลังลำบาก เราอยู่ด้วยกันจนความใกล้ชิดมันถักทอเป็นความผูกพัน คืนสุดท้ายเธอบอกว่าชอบผม และผมเองก็ดูเหมือนจะเริ่มใจอ่อนชอบเธอเข้าเหมือนกัน แต่ว่า... ในตอนนั้นผมยังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครอย่างจริงจัง ผมไม่พร้อมสำหรับความรักที่ต้องผูกมัดหรือมีพันธะ สุดท้าย... ผมเลยเลือกที่จะสลัดเธอทิ้งไป”
“หากคุณทำแบบนั้นจริง ๆ คุณก็คงเป็นคนไม่ดีอย่างที่ว่านั่นแหละค่ะ ทั้งที่เจอความรักอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมถึงทำแบบนั้นได้ลงคะ” จองมินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“มันมีเหตุผลหลายอย่างประกอบกันน่ะครับ ตอนนั้นผมยังรักสนุกอยู่ด้วย และลักษณะงานที่ผมทำมันก็บีบคั้นให้ต้องตัดสินใจแบบนั้น”
ผมหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงที่น่าเหลือเชื่อออกมา “อันที่จริง... ผมไม่ได้สลัดเธอทิ้งด้วยการเดินจากมาเฉย ๆ หรอกนะครับ จะว่ายังไงดีล่ะ... เอาเป็นว่าตอนนี้ ในหัวของเธอไม่มีความทรงจำอะไรที่เกี่ยวกับผมหลงเหลืออยู่เลยจะดีกว่า”
“หะ... ขอโทษนะคะ เกิดอะไรขึ้นกับเธองั้นเหรอคะ? อุบัติเหตุเหรอ หรือว่าเธอความจำเสื่อม?” จองมินถามด้วยสีหน้าตกใจและอยากรู้ความจริง
“ถ้าเป็นแบบนั้น... ก็เท่ากับว่าเป็นคุณเองที่ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับเธอหลงเหลืออยู่แค่ฝ่ายเดียวสิคะ” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาที่เคยมองผมด้วยความสงสัยเปลี่ยนเป็นความเห็นใจอย่างปิดไม่มิด “แบบนี้คุณคงรู้สึกแย่น่าดูเลยนะคะ”
ติ๊ง...! เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นแทรกในโสตประสาทของผมทันที
[คำเตือน: สิ่งที่คุณกำลังพยายามอธิบายให้เธอเข้าใจอยู่นั้น คุณสามารถเลือกที่จะยุติการสนทนาได้นะครับ หากคนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวที่เกินขีดจำกัดจินตนาการเช่นนี้ เธออาจจะเกิดความหวาดกลัวในตัวคุณขึ้นมาแทนได้]
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จริง ๆ ผมก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่ระบบจะแจ้งเตือนอะไรแบบนี้ออกมาเสียที แต่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจยิ่งกว่าคือทำไมมันถึงไม่มีคำสั่งห้ามที่เด็ดขาด
“แกจะไม่ห้ามสิ่งที่ฉันพยายามจะทำให้เธอเข้าใจเลยงั้นเหรอ? ถึงขนาดให้ฉันเป็นฝ่ายเลือกเองได้เนี่ยนะ” ผมย้อนถามกลับไปในความคิด เพราะตามปกติไม่ว่าจะในหนังหรือในเกม การเปิดเผยเรื่องเหนือจินตนาการระดับนี้มักจะเป็นข้อห้ามอันดับหนึ่งที่ห้ามละเมิดเด็ดขาด
[ระบบจะไม่ห้ามหรือเข้าไปขัดขวางหากคุณต้องการทำเช่นนั้น แต่คุณสามารถเลือกได้ว่าจะ ยกเลิก สิ่งที่พูดออกไปในช่วงเวลานั้นได้]
“ระบบแกเนี่ย... แปลกชะมัด” ผมเอ่ยพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ “แกไม่กลัวหรือไง ว่าถ้าความลับถูกเปิดเผยออกไปแล้วเรื่องมันจะบานปลายจนคุมไม่อยู่”
[ไม่ครับ นั่นเป็นสิทธิ์ขาดของคุณ แต่คำถามคือคุณจะรับได้ไหมหากบอกความจริงไปแล้ว อีกฝ่ายกลับมองคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... เธออาจจะมองว่าคุณเป็นปีศาจ เหมือนกับที่พวกลูกน้องของกุลนิภามองก็ได้ แต่ถ้าคุณสามารถทำให้เธอยอมรับตัวตนของคุณได้โดยไม่หวาดกลัว นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ระบบของเราจึงเปิดโอกาสให้คุณเลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง]
“โอ้... ดีแฮะ” ผมพยักหน้าเบา ๆ “แม้แต่ตอนนี้แกก็ยังเหมือนจะหยุดเวลาเอาไว้เพื่อให้ฉันได้มีเวลาคุยกับแกเลย” ผมมองไปรอบๆ “สรุปก็คือฉันสามารถบอกความลับนี้กับใครก็ได้สินะ แต่ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเอาเอง”