คืนนั้น
เสี่ยวชวนกลับมายังลานว่างหลังบ้าน
สายฝนตกปรอยเบา ๆ
แสงจันทร์เลือนรางหลังเมฆดำ
เขายืนเงียบอยู่กลางสายฝน
ก่อนค่อย ๆ ชักกระบี่คราสฟ้าออกจากฝัก
ชิ้ง—
เสียงกระบี่ดังแผ่วเบา
แต่ในวินาทีนั้น—
สายลมทั่วลานหยุดนิ่ง
แม้แต่หยดฝน…
ยังเหมือนช้าลงชั่วครู่
คมกระบี่สีครามสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ
งดงาม
และอันตราย
เสี่ยวชวนสะบัดดาบเบา ๆ
พรึ่บ—
ลมฝนด้านหน้าถูกผ่าออกเงียบ ๆ
ไม่มีเสียงระเบิด
ไม่มีคลื่นพลัง
แต่ต้นไม้ด้านหลัง—
กลับค่อย ๆ ขาดออกจากกัน
ราวถูกเส้นไหมที่มองไม่เห็นตัดผ่าน
ในหัวของเขา—
เซวียนซาเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“…ดาบดี”
“…ดีเกินคาด”
เสี่ยวชวนมองคมกระบี่เงียบ ๆ
สายฝนยังคงตก
ลมกลางคืนยังคงหนาว
แต่ในดวงตาของเขา—
เริ่มมีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
พายุของนครเทียนหลิง…
กำลังจะเริ่มต้นจริง ๆ
รุ่งอรุณวันเปิดศึก…
นครเทียนหลิงไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
ก่อนฟ้าสาง
ถนนสายหลักทั้งเมืองก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนแล้ว
เสียงล้อรถม้าดังต่อเนื่อง
เสียงสัตว์อสูรลากเกี้ยวคำรามต่ำ ๆ
ธงของห้าสำนักใหญ่ปลิวสะบัดเหนือกำแพงเมือง
ผู้ฝึกตนจากเมืองอื่นทยอยเดินทางเข้ามาไม่ขาดสาย
บางคนสะพายดาบ
บางคนขี่สัตว์อสูร
บางคนเพียงยืนอยู่บนกระบี่บินเหนือท้องฟ้า
ราวกับนครทั้งเมือง…
กำลังเดือดพล่านเพราะศึกครั้งนี้
เพราะนี่ไม่ใช่เพียง “การประลอง”
แต่มันคือ—
เวทีที่อัจฉริยะจะถูกแบ่งชั้น
คนธรรมดาอาจเปลี่ยนชะตา
และบางคน…
จะกลายเป็นชื่อที่ทั้งแคว้นจดจำ
ลานประลองเมืองเทียนหลิง
ตั้งอยู่กลางใจเมือง
กว้างใหญ่ราวทะเลหิน
เวทีประลองหลักถูกสร้างจากศิลาดำล้วน สูงกว่าสิบจั้ง
รอบด้านคืออัฒจันทร์ขนาดมหึมา
คนดูนับแสนเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ว่าง
เสียงผู้คนดังเหมือนคลื่นทะเล
พ่อค้าเดินขายตั๋วพนันกันวุ่นวาย
“ฮั่วเจินหนึ่งต่อหนึ่ง!”
“เสี่ยวชวนหนึ่งต่อห้า!”
“เหยียนตงหนึ่งต่อสาม!”
“ใครจะเข้ารอบสิบคนสุดท้าย!?”
เงินจำนวนมหาศาลกำลังหมุนเวียน
เพราะในโลกนี้—
ชื่อเสียงของผู้ฝึกตน
แลกเป็นทองคำได้จริง
ด้านบนอัฒจันทร์ชั้นสูงสุด
เหล่าประมุขและตัวแทนตระกูลใหญ่นั่งเรียงกัน
ธูปหอมลอยอวล
ชาอุ่นถูกเสิร์ฟต่อเนื่อง
แต่ไม่มีใครสนใจรสชาติชาเท่าไรนัก
สายตาทุกคู่…
จับอยู่ที่ลานประลองเบื้องล่าง
ซ่งเทียนอวิ๋นนั่งนิ่งเหมือนภูเขา
เฮยเจิ้นซานหัวเราะเสียงต่ำ
จ้าวเทียนหลงหรี่ตามองสนามเงียบ ๆ
ส่วนประมุขสำนักเพลิงสุริยัน—
เพียงหลับตาเหมือนไม่สนใจอะไร
แต่ทุกคนรู้ดี
ชายชราคนนี้…
กำลังฟังทุกลมหายใจในสนาม
ศิษย์ทั้งห้าสิบคนทยอยเข้าสู่ลานกลาง
เสียงผู้ชมเริ่มดังขึ้นทันที
ฮั่วเจินเดินนำมาก่อน
ชุดแดงเข้มพลิ้วไหว
ลมปราณร้อนระอุจนผู้คนรอบตัวถอยห่างเอง
เพียงเดินผ่าน—
อากาศยังเหมือนร้อนขึ้น
“ฮั่วเจิน!!”
“อันดับหนึ่งต้องเป็นเขา!”
เสียงเชียร์ดังสนั่น
ถัดมา—
เหยียนตง
ร่างใหญ่ราวภูผา
ทุกก้าวหนักแน่นเหมือนพื้นสั่น
เฟิงลั่วเดินยิ้มบาง ๆ เล่นมีดสั้นในมือ
มู่ชิงยังคงเย็นชาราวหิมะ
ส่วนเสี่ยวชวน…
เดินอยู่ท้ายแถวเงียบ ๆ
ไม่มีออร่าอลังการ
ไม่มีแรงกดดันน่าหวาดหวั่น
แต่เมื่อเขาเดินผ่าน—
เสียงรอบด้านกลับค่อย ๆ เบาลงเอง
เพราะหลังคืนงานเลี้ยง…
ไม่มีใครกล้ามองเด็กหนุ่มคนนี้เหมือนเดิมอีกแล้ว
“คู่แรก!”
เสียงผู้อาวุโสดังสนั่นทั่วสนาม
“หลินเสี่ยวชวน แห่งสำนักกระบี่ฟ้าคราม!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
เพราะชื่อของเขา…
กำลังเป็นชื่อร้อนแรงที่สุดของเมืองตอนนี้
“พบกับ!”
“กู่เหยียน แห่งสำนักเพลิงสุริยัน!”
ตูม!
ลมปราณเพลิงระเบิดขึ้นจากฝั่งหนึ่งของเวทีทันที
ชายหนุ่มชุดแดงก้าวขึ้นเวทีช้า ๆ
กู่เหยียน
ศิษย์ระดับสร้างแกนพลังขั้นกลาง
สูงกว่าเสี่ยวชวนเต็มขั้นใหญ่
ใบหน้าเขาหล่อเหลา
แต่สายตากลับเย่อหยิ่ง
รอบตัวเต็มไปด้วยไอร้อน
เพียงยืนอยู่—
พื้นหินใต้เท้ายังเริ่มดำไหม้
“เปิดมาก็เจองานหนักเลย”
“เด็กนั่นซวยแล้ว…”
“ถึงเสี่ยวชวนจะเก่ง แต่ต่างขั้นมากเกินไป”
เสียงวิจารณ์เริ่มดังทั่วสนาม
บนอัฒจันทร์
หลิงเอ๋อกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าห้ามแพ้นะ…”
หลิงเปายังคงสงบนิ่ง
แต่นางเองก็มองเวทีไม่วางตา
จินเยว่และเพ่ยเหยามองยิ้มๆ
หานอวี่แทบไม่มีความกังวล
มู่หรงเจี๋ยเองก็มองอย่างสนุกสนาน
ส่วนหลิวเซิ่งมองแบบง่วงๆ
เฮยเฟิงนั่งกอดอกยิ้ม
“อย่าทำให้ดาบข้าขายหน้าเชียว…”
เสี่ยวชวนก้าวขึ้นเวทีช้า ๆ
กระบี่คราสฟ้าคาดอยู่ด้านหลัง
ชายชุดดำยืนตรงกลางลานเงียบ ๆ
สายลมพัดชายเสื้อเบา ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าทำไม…
แต่ทันทีที่เขาขึ้นเวที
สนามทั้งสนามกลับเงียบลงเล็กน้อย
กู่เหยียนยิ้มเย็น
“ในที่สุดก็ได้เจอ”
เสี่ยวชวนมองเขาเรียบ ๆ
“อืม”
คำตอบสั้นจนคนดูหลายคนอึ้ง
กู่เหยียนหัวเราะ
“ข้าไม่ชอบเจ้าตั้งแต่คืนงานเลี้ยงแล้ว”
“สายตาเจ้า…”
“เหมือนมองทุกคนต่ำกว่า”
เสี่ยวชวนเงียบครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเรียบ ๆ
“เจ้าคิดมากไปเอง”
เส้นเลือดตรงขมับกู่เหยียนกระตุกทันที
เพราะน้ำเสียงนั้น…
นิ่งเกินไป
เหมือนไม่ได้เห็นเขาเป็นภัยเลยแม้แต่น้อย
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงกรรมการ—
ตูม!!
กู่เหยียนระเบิดลมปราณทันที
เปลวเพลิงสีแดงพุ่งขึ้นรอบตัว
ความร้อนแผ่กระจายไปทั่วเวที
ผู้ชมหลายคนถึงกับหน้าซีด
“เร็วมาก!”
“สมแล้วที่เป็นศิษย์เพลิงสุริยัน!”
กู่เหยียนพุ่งเข้าหาเสี่ยวชวนทันที
หมัดขวาห่อหุ้มเปลวไฟ
อากาศบิดเบี้ยวเพราะความร้อน
แต่เสี่ยวชวน—
ยังไม่ขยับ
เขาเพียงมอง
มองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเงียบ ๆ
ดวงตาไร้หน้า…เปิดออกแล้ว
ในสายตาของเขา—
โลกเริ่มช้าลง
ลมหายใจของกู่เหยียน
การไหลของลมปราณ
การเกร็งกล้ามเนื้อ
แม้แต่จังหวะหัวใจ…
ล้วนถูกอ่านออกหมด
‘ซ้ายลวง…ขวาจริง’
เสี่ยวชวนขยับเพียงครึ่งก้าว
ฟึ่บ—
หมัดเพลิงพุ่งผ่านไหล่เขาไปแค่เส้นผม
คนดูทั้งสนามอึ้งทันที
“หลบได้ยังไง!?”
กู่เหยียนเองก็ตกใจ
แต่ยังไม่ทันตั้งตัว—
ชิ้ง!
เสียงกระบี่ดังขึ้นครั้งแรก
กระบี่คราสฟ้าถูกชักออกเพียงครึ่งเดียว
คมกระบี่สีครามสะท้อนแสงแดดวาบ
เสี่ยวชวนฟันหนึ่งกระบี่
เบา
เงียบ
ไม่มีคลื่นพลัง
แต่แขนเสื้อของกู่เหยียน…
กลับขาดออกทันที
กู่เหยียนถอยกรูด
สายตาเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะเขาไม่เห็นด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายฟันตอนไหน
บนอัฒจันทร์
ฮั่วเจินลืมตาขึ้นเล็กน้อย
“โอ้…”
เฟิงลั่วหยุดหมุนมีด
มู่ชิงหรี่ตา
แม้แต่หานอวี่—
ยังเริ่มสนใจจริงจัง
เพราะกระบี่เมื่อครู่…
“แม่นเกินไป”
กู่เหยียนเริ่มจริงจังทันที
“ดี!”
“ข้าจะไม่ออมมือแล้ว!”
ตูมมม!!
เปลวเพลิงระเบิดรอบตัวเขาอีกครั้ง
คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
เพลิงสีแดงเข้มพุ่งขึ้นฟ้า
ลานประลองเริ่มร้อนระอุ
“วิชาเพลิงอสูร!”
“เขาใช้วิชาระดับนั้นตั้งแต่ต้นเลยหรือ!?”
กู่เหยียนพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
เร็วกว่าเดิม
รุนแรงกว่าเดิม
เพลิงหลายสายพุ่งปิดทางหนีทั้งหมด
แต่เสี่ยวชวนยังคงนิ่ง
นิ่งเหมือนผิวน้ำ
ดวงตาไร้หน้ามองทุกอย่างเงียบ ๆ
‘เร็วขึ้น…แต่ลมหายใจเริ่มคม
‘ไหล่ซ้ายต่ำเกินไป’
‘แกนลมปราณไม่มั่นคง’
จากนั้น—
เขาขยับ
ฟึ่บ!
เพียงก้าวเดียว
ร่างเขาหายไปจากตำแหน่งเดิมทันที
“อะไร!?”
กู่เหยียนเบิกตา
ชิ้ง!!
กระบี่ที่สองดังขึ้น
ครั้งนี้—
คมกระบี่หยุดอยู่ตรงลำคอของกู่เหยียนพอดี
เงียบ
ทั้งสนามเงียบสนิท
เพราะไม่มีใครมองทัน
แม้แต่กรรมการยังชะงัก
เสี่ยวชวนเก็บกระบี่กลับช้า ๆ
“เหลืออีกหนึ่งกระบี่”
กู่เหยียนหน้าซีด
เหงื่อเริ่มไหลลงข้างแก้ม
เพราะตอนเมื่อครู่…
เขารู้สึกชัดเจน
หากอีกฝ่ายคิดฆ่า
เขาตายไปแล้ว
“เป็นไปไม่ได้…”
จ้าวหรงกำหมัดแน่น
“เด็กนั่นทำได้ยังไง…”
แม้แต่จ้าวเทียนหลงยังเริ่มสีหน้าเปลี่ยน
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุด—
ไม่ใช่พลัง
แต่คือ “การควบคุม”
เสี่ยวชวนควบคุมจังหวะการต่อสู้ทั้งหมดไว้ตั้งแต่ต้น
กู่เหยียนกัดฟันแน่น
ศักดิ์ศรีของสำนักเพลิงสุริยันไม่ยอมให้เขาแพ้ง่าย ๆ
“ข้ายังไม่แพ้!!”
ตูมมม!!
ลมปราณทั้งหมดระเบิดออก
เพลิงสีแดงเข้มพุ่งขึ้นรอบเวที
พื้นศิลาดำเริ่มแตกร้าว
ผู้ชมหลายคนตกใจลุกขึ้นยืน
“เขาบ้าไปแล้ว!”
“ใช้พลังเต็มขั้นในรอบแรกเนี่ยนะ!?”
กู่เหยียนคำราม
ก่อนปล่อยหมัดเพลิงสายสุดท้าย
เปลวไฟมหาศาลพุ่งตรงหาเสี่ยวชวน
ราวมังกรเพลิง
ผู้คนจำนวนมากถึงกับหน้าซีด
แต่เสี่ยวชวน…
ยังสงบ
เขาหลับตาลงชั่วขณะ
เสียงของนักพรตไร้หน้าดังขึ้นในหัว
“ดาบที่แท้จริง…”
“ไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุด”
“เพียงต้องไปถึง…ก่อนอีกฝ่ายเข้าใจ”
เสี่ยวชวนลืมตา
ดวงตาไร้หน้าเปิดเต็มที่
โลกทั้งใบช้าลง
เขาเห็นแล้ว—
จุดอ่อนของวิชานี้
กลางเปลวเพลิง
มีช่องว่างหนึ่งสาย
เพียงเส้นผมเดียว
แต่พอแล้ว
ฟึ่บ—
ร่างเขาหายไป
ชิ้งงงง!!
เสียงกระบี่ที่สามดังขึ้น
เบาราวสายลม
จากนั้น—
เปลวเพลิงทั้งสนามดับลงทันที
กู่เหยียนยืนนิ่ง
กระบี่คราสฟ้าหยุดอยู่ที่กลางอกเขา
เส้นผมด้านข้างขาดร่วงช้า ๆ
และตรงพื้นด้านหลัง—
เกิดรอยแยกยาวหลายสิบจั้ง
เงียบ
ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
คนดูนับแสน…
เงียบทั้งหมด
เพราะไม่มีใครเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
แม้แต่ฮั่วเจิน—
ยังหรี่ตาลง
เสี่ยวชวนเก็บกระบี่กลับฝักช้า ๆ
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“จบแล้ว”
กู่เหยียนตัวแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงทรุดเข่าลง
เหงื่อเย็นไหลทั่วร่าง
เพราะเขารู้ดี…
อีกฝ่ายออมมือ
และออมไว้มาก
กรรมการเงียบไปหลายลมหายใจ
ก่อนตะโกนเสียงดัง
“ผู้ชนะ!”
“หลินเสี่ยวชวน!!”
ตูม!!
เสียงทั้งสนามระเบิดขึ้นทันที
“เมื่อกี้มันอะไร!?”
“ใครเห็นบ้าง!?”
“ข้าไม่เห็นกระบี่เลย!”
“เด็กนั่นเป็นตัวอะไรกันแน่!?”
เสียงผู้คนดังวุ่นวายไปหมด
แต่บนเวที—
เสี่ยวชวนเพียงเดินลงช้า ๆ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่เขาเดินผ่านเขตผู้เข้าแข่งขัน
ฮั่วเจินเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก
“กระบี่เมื่อครู่…”
เสี่ยวชวนหยุดฝีเท้าเล็กน้อย
ฮั่วเจินมองเขานิ่ง
ดวงตาเหมือนเปลวไฟลุกเงียบ ๆ
“น่าสนใจ”
เพียงสี่คำ
แต่ทำให้รอบด้านเงียบลงทันที
เพราะทุกคนรู้—
ฮั่วเจินเริ่มสนใจจริงจังแล้ว
และเมื่อสัตว์ประหลาดระดับนั้นเริ่มสนใจใคร…
มันหมายความว่า—
อีกฝ่ายมีค่าพอจะเป็นศัตรูแล้วจริง ๆ