สำหรับรังสิมันตุ์แล้ว เขา ‘ไม่ต้อง’ รีบไปทำงานแต่เช้าที่เป็เช่นนี้เพราะเวลาทำงานของพขร.หนุ่มคือ่บ่ายเป็ต้นไป ซึ่งในขณะเดียวกันนั่นหมายความว่าในแต่ละวัน เวลาเลิกงานก็คือ่มืดจนถึง่ดึกนั่นเองแล้วแต่่เวลา ไม่เร็วและไม่ช้าไปกว่านี้ ซึ่งในหนึ่งสัปดาห์นั้นพนักงานทุกคนก็จะมีวันหยุดเป็ของตนเองเช่นกัน
รังสิมันตุ์ออกจากบ้านใน่สายเวลาที่เหลือก่อนจะเริ่มงานใน่บ่าย นั่นคือเวลาพักผ่อน รับประทานอาหารกลางวันตรวจสอบสภาพรถ รวมถึงตรวจสอบความสะอาดภายในรถ
พขร.หนุ่มจัดการจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เป็ยานพาหนะมาทำงานไว้ยังที่จอดรถของพนักงานก่อนจะมุ่งหน้าไปยังร้านขายอาหารซึ่งไม่ได้มีแต่เฉพาะพนักงานในสายเดียวกันเท่านั้นที่จะไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจและรับประทานอาหารแต่รวมถึงพนักงานของรถประจำทางทุกสายที่สังกัดอยู่ ณ ที่นี้ด้วย
“เดี๋ยวพัชขอนั่งด้วยนะติว”เสียงของเพื่อนร่วมงานสาวคนหนึ่งดังขึ้นรังสิมันตุ์ซึ่งกำลังตักเครื่องปรุงรสชาติก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้นจำต้องหันไปตามต้นเสียง
เ้าของบทสนทนาผู้เรียกแทนตนเองด้วยชื่อเล่นว่าพัช มีชื่อจริงว่าพัชราพรรณ ด้วยบุคลิกที่เป็คนมั่นใจในตนเองทำให้การแต่งหน้าของหล่อนค่อนข้างจะ ‘จัด’อยู่สักหน่อย ผมยาวรวบเป็มวยผมอยู่ที่ท้ายทอยนั้นถูกตาข่ายคลุมผมลวดลายสวยงามคลุมทับอีกทีซึ่งสวนทางกับการสวมเสื้อแบบซาฟารี และสวมกางเกงปฏิบัติหน้าที่ซึ่งดูทะมัดทะแมงหากมองจากภายนอกแล้วแทบจะมองไม่ออกเลยว่าหล่อนเป็พนักงานขับรถของรถประจำทางอีกสายหนึ่งเพราะพนักงานหญิงส่วนใหญ่จะทำงานในตำแหน่งพนักงานเก็บค่าโดยสารเสียมากกว่า
แล้วก็เป็ไปตามที่คาดการณ์เอาไว้พัชราพรรณนั่งรับประทานอาหารกลางวันโต๊ะเดียวกับรังสิมันตุ์ตามที่เ้าตัวได้เป็ฝ่ายเอ่ยปากในตอนก่อนหน้านี้
“ติวเริ่มงานตอนบ่ายหรือ ?” พัชราพรรณถามขึ้น รังสิมันตุ์พยักหน้าน้อย ๆโดยส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมอะไรกับกับพัชราพรรณมากนักเมื่อเทียบกับเพื่อนในสายเดียวกัน แต่ด้วยความที่อยู่อู่เดียวกันการที่ควรจะรู้จักและมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีกับพนักงานสายอื่น ๆก็ถือเป็สิ่งที่มีความจำเป็เช่นกันซึ่งในระหว่างนั้นเองเป็จังหวะเดียวกับที่อภินันท์และอัญมณีเดินเข้ามาพอดีทั้งสองเป็พขร.และพกส.กะบ่ายที่ต้องเริ่มงานในตอนบ่ายเช่นเดียวกับรังสิมันตุ์
“อ้าว ติว !”อัญมณีทักเสียงใส
“เจอพอดีเลย เดี๋ยวพวกเรามานั่งด้วยนะเอ้อ... เธอคงจะไม่ว่าอะไรหรอกใช่ไหมพัช ?” ประโยคหลังพกส.สาวผู้สวมแว่นตากรอบดำหันไปถามพขร.สาวเป็การหยั่งเชิง พัชราพรรณแสดงสีหน้าขัดใจเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ ‘ฝืน’ เต็มทีว่า
“ก็ตามสบายสิจ๊ะ ผักกาด”
รังสิมันตุ์แทบจะบรรยายออกมาเป็คำพูดไม่ถูกว่าเขารู้สึกโล่งอกมากเพียงใดที่เพื่อนร่วมงานทั้งสองมานั่งร่วมโต๊ะด้วยทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร่พักกลางวันวันนี้ไม่ดูน่าอึดอัดจนเกินไปนักครั้นเขาจะบอกปฏิเสธพัชราพรรณก็ออกจะเป็การเสียมารยาทไปสักหน่อยซึ่งหลังจากนั้นใช้เวลาไม่นาน ในที่สุดพขร.สาวก็เป็ฝ่ายลุกออกไปเอง
“ยัยพัชมาขอนั่งด้วยหรือไง ?” อภินันท์ถามขึ้น
“ใช่” รังสิมันตุ์ตอบเรียบๆ
“กาดไม่ชอบยัยพัชเลยยังดีที่หล่อนไม่ได้อยู่สายเดียวกับเรานะเนี่ย” อัญมณีออกความคิดเห็นเป็ความจริงที่หญิงสาวค่อนข้างจะรู้สึกหมั่นไส้ในท่าทีของพัชราพรรณอยู่ไม่น้อยทีเดียว
“ว่าแต่เลิกงานกันกี่ทุ่มวันนี้อย่าบอกนะว่ากะดึกเหมือนเดิมน่ะ ?”
“เหมือนเดิม แล้วมึงล่ะติว ?” อภินันท์มีสีหน้าหน่าย ๆ อย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยได้กลับบ้านเร็วเหมือนกับคนอื่นเท่าใดนักน่าอิจฉารังสิมันตุ์ด้วยซ้ำที่บางวันก็เลิกงานแค่่หัวค่ำเท่านั้น
“วันนี้สองทุ่มมั้ง...ถ้ารถไม่ติดล่ะก็นะ”
แต่ก่อนที่ทั้งสามจะแยกย้ายกันไปทำงานหญิงสาวคนเดียวในกลุ่มซึ่งลุกจากโต๊ะเป็คนสุดท้ายก็มีทีท่าว่าเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เอ้อ เกือบลืมไป !วันนี้กาดได้อยู่กับติวนะ นาน ๆ ทีจะได้เจอกันเลยนะเนี่ยปกติอยู่กับติ๊ดตี่ตลอดจนเบื่อแล้ว !” หญิงสาวย่นจมูกแกล้งหันไปพูดกับอภินันท์ซึ่งตอบกลับมาด้วยคำพูดเหน็บ ๆ ว่า
“แต่ก็ระวังฝีมือการขับรถของไอ้ติวจะชวนคลื่นไส้ล่ะ”
หลังจากการสอนในคาบบ่ายเสร็จสิ้นลงวราภรณ์เดินกลับมายังห้องพักอาจารย์ที่ตึกของคณะซึ่งห้องพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในหนึ่งห้องจะมีอาจารย์หลายท่านพักอยู่รวมกัน แต่ก็ถูกจัดแบ่งอย่างเป็สัดส่วนโต๊ะทำงานของวราภรณ์อยู่ใกล้กับโต๊ะทำงานของปาริฉัตรผู้เป็น้องสาวซึ่งเป็อาจารย์สอนอยู่ในคณะเดียวกันโดยมีฉากกั้นอยู่ในการสนทนาจึงจำเป็ที่จะต้องลุกเดินไปหาอีกฝ่ายที่โต๊ะ
“พี่ตูนสอนเสร็จแล้วใช่ไหมคะ วันนี้กลับบ้านพร้อมปลายหรือเปล่า?” จู่ ๆ ปาริฉัตรก็เอ่ยชวนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยวราภรณ์มีสีหน้าฉงนเล็กน้อย เสียงหวานเอ่ยถามว่า
“วันนี้มาแปลกนะปลาย มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ?ปกติเห็นพอสอนเสร็จทีไร เราก็รีบกลับก่อนทุกที”
ปาริฉัตรยิ้มกว้าง ตอบด้วยน้ำเสียงซุกซน
“ก็...คือวันนี้อาจารย์ภูชวนปลายกับพี่ตูนกลับบ้านด้วยกันแน่ะ ไปนะ... นะ... พี่ตูน”
“อย่าเลย เกรงใจเขาเปล่า ๆ นะปลายพี่กลับรถเมล์ได้”
“เกรงใจอะไรกันเล่าพี่ตูนก็ ! อาจารย์ูเาออกจะเต็มใจ เงินค่ารถเราก็ไม่ต้องจ่ายพี่จะไปขึ้นรถเมล์ให้ลำบากทำไม”
“ถ้าปลายอยากกลับรถอาจารย์ภูปลายก็ไปคนเดียวเถอะ พี่ไม่เอาด้วยหรอกนะ” วราภรณ์เอ่ยอย่างไม่ไยดีทำไมหล่อนจะมองไม่ออกว่าปาริฉัตรน้องสาวของหล่อนนั้นแอบชอบภูชิตอยู่
“โอ๊ย ! จะให้ปลายไปกับอาจารย์ภูแค่สองคนเนี่ยนะไม่เอาด้วยหรอกก็ได้ ๆ ถ้าอย่างนั้นปลายกลับกับพี่ตูนก็ได้”
เป็อันว่าในที่สุดวันนี้ปาริฉัตรก็ยอมขึ้นรถประจำทางกลับบ้านพร้อมกับผู้เป็พี่สาวซึ่งในวันอื่น ๆ นั้นไม่ใช่แบบนี้ เพราะหญิงสาวมักจะโดยสารรถไฟฟ้าเป็ประจำทั้งไปและกลับโดยให้เหตุผลกับวราภรณ์ว่า ‘มันเร็วกว่า’ ซึ่งระหว่างทางที่ออกจากมหาวิทยาลัยนั้น ทั้งสองก็ได้พบกับภูชิตโดยบังเอิญ
“อาจารย์วราภรณ์ อาจารย์ปาริฉัตร...กลับด้วยกันไหมครับ ? เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ขอโทษด้วยนะคะคือวันนี้พวกเราต้องไปธุระต่อ อย่างไรก็ขอบคุณอาจารย์ภูชิตมากนะคะ” เพราะวราภรณ์เป็ฝ่ายชิงตอบคำถามเสียก่อนปาริฉัตรซึ่งกำลังจะอ้าปากตอบจึงต้องปิดปากเงียบไปโดยปริยาย
“อย่างนั้นหรือครับถ้าอาจารย์ไม่สะดวกก็ไม่เป็ไร ไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะครับ”
ภูชิตนั้นเป็ลูกชายคนเดียวของนักธุรกิจรายใหญ่ครอบครัวของอาจารย์หนุ่มมีฐานะร่ำรวยมากความเพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติจุดนี้เองทำให้เขาเป็ที่หมายปองของบรรดาอาจารย์ทั้งสาวน้อยและสาวใหญ่หลายคนในมหาวิทยาลัย...ยกเว้นก็แต่วราภรณ์เท่านั้น
“พี่ตูนรอรถเมล์ที่ไหนหรือ ?ปลายก็ไม่ค่อยรู้เสียด้วย ปกติปลายไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีใกล้ ๆ นี่แหละ”ปาริฉัตรเอ่ยถาม ขณะนี้ทั้งสองกำลังยืนอยู่บริเวณป้ายรถประจำทางที่หน้ามหาวิทยาลัย
“จากที่นี่ขึ้นรถเมล์สายอะไรก็ได้ไปลงที่ท่ารถสายเอ จ้ะ ก็ไม่ไกลหรอกนะ เพราะไม่อย่างนั้นพี่เดาว่าพวกเราคงจะไม่ได้นั่งแน่นอน ่เลิกงานนี่คนแน่นจริงๆ” วราภรณ์ตอบ เป็จังหวะเดียวกับที่มีรถประจำทางคันหนึ่งจอดที่ป้ายรถพอดีผู้เป็พี่สาวจึงรีบวิ่งขึ้นรถโดยมีปาริฉัตรวิ่งตามหลังไปติด ๆ
ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงท่าปล่อยรถประจำทางวราภรณ์ทรุดกายลงบนม้านั่งตัวหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณท่าปล่อยรถ โดยมีปาริฉัตรยืนอยู่ข้างๆ คอยชะเง้อดูว่าเมื่อไหร่รถประจำทางจะมาถึงเสียที
ขณะนี้เป็เวลาโพล้เพล้ดวงตะวันสีแดงใกล้จะตกลงสู่ดินท้องฟ้าจึงกลายเป็สีส้มซึ่งยังมีแสงอาทิตย์ยามอัสดงหลงเหลืออยู่ดวงตาคู่สวยทอดมองภาพท้องฟ้าที่แสนงดงามนั้นอย่างเหม่อลอยจนกระทั่งผู้เป็น้องสาวตีเข้าที่แขนดังเผียะ !
“พี่ตูน จะใจลอยไปถึงไหน รถเมล์มาแล้วนะคะ”
“เอ้า ! ขอโทษทีพอดีพี่คิดอะไรเพลิน ๆ ไปหน่อย” หญิงสาวลุกขึ้นจากม้านั่งรอจนกว่ารถประจำทางคันดังกล่าวจะเข้าจอดเทียบริมทางเท้าจึงค่อยเดินไปรอขึ้นยังประตูด้านหน้า เท่านั้นแหละั์ตาสีนิลจึงสังเกตเห็นและรู้ได้ในทันทีว่าพนักงานขับรถโดยสารประจำทางคันนี้คือใคร
‘ใช่เขาจริง ๆ ด้วย... คุณรังสิมันตุ์’