บทที่ 27
ปากดีต้องมีสั่งสอน
เด็กหนุ่มเ้าของคำถามไร้มารยาทก้าวออกมายืนด้านหนึ่งของลานประลองแล้วแนะนำตัว
“ข้าวิทยา โลหะดำรง ลหุยุทธ์ระดับ 16”
เด็กหนุ่มปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์สีม่วงเข้มออกมาใบหน้าแสยะยิ้มอย่างสะใจ
ปรมาจารย์บุญสั่งเลิกแถวให้ทุกคนนั่งอยู่ด้านข้างลานประลอง ลูกศิษย์ทั้งหมดต่างจ้องมองที่วิทยาแล้วส่ายหัว
เขาเป็นักฌานยุทธ์หัวดื้อที่ถือว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุด และยังทะนงตัวว่ามาจากคนสกุลใหญ่แห่งเมืองอุปดิตถ์เมืองแห่งการตีเหล็กของอาณาจักรไชยคราม ไม่มีเพื่อนร่วมรุ่นคนไหนสามารถสู้เขาได้จึงหยิ่งทระนงตัว
ปราณยืนอยู่อีกฝั่ง แล้วก็ส่ายหัวช้าๆหันมองครุยุทธ์แฝดและท่านแม่ ทั้งสามยิ้มแล้วพยักหน้าให้ส่วนท่านพ่อยืนมือไพล่หลังท่าทางเฉยเมย เพราะคงรู้ผลั้แ่ยังไม่ได้ต่อสู้
‘ขนาดเมื่อวานเ้ายังทำให้พ่ออึ้งวันนี้ก็คงเป็เื่ง่ายกว่าเยอะ...เ้าวิทยาจะได้เลิกอวดดีเสียที’
“ว่ายังไง? นายน้อยปราณพร้อมแล้วก็ลงมือเลย ข้ายังไงก็ได้”
ปราณหลับตาแล้วเร่งพลังฌาน ออร่าขาวจางๆห่อหุ้มรอบตัว บรรดาลูกศิษย์เห็นแค่นั้นก็ครางกันใหญ่ เพราะคิดไม่ถึงว่าเด็ก 6 ขวบ จะมีออร่าปรากฏ
ปราณพุ่งเข้าใส่ทันทีแข้งขวาเหวี่ยงเข้าซี่โครงซ้าย วิทยาปัดป้องได้ แล้วสวนหมัดขวาออกไปเด็กน้อยก้มหลบแล้วเตะตัดด้วยขาซ้าย วิทยาล้มก้นจ้ำเบ้า เรียกเสียงหัวเราะครืน
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเดือดดาล ‘เ้ากล้าทำข้าเสียหน้าดีล่ะ ข้าไม่ออมมือให้เ้าก็แล้วกัน’
“อินทรีทะยาน”
แสงออร่าสีขาวสองสายพุ่งเป็เกลียวออกจากหมัดขวาของวิทยาปราณเคยเห็นท่านี้จากท่านพ่อแล้ว เขาจึงรู้สึกเฉยๆ
‘หึหึหึ...ท่านพ่อมีพลังออร่าที่เร็วและรุนแรงกว่านี้มากนักแค่นี้เฉยๆ สำหรับข้า’
ส่วนลูกศิษย์ที่นั่งดู ต่างตาโตส่งเสียงกันยกใหญ่เพราะคิดไม่ถึงว่าวิทยาจะใช้พลังหมัดแบบนี้
“มันบ้าไปแล้ว! จะใช้หมัดแบบนั้นกับเด็กอายุ 6 ขวบเลยหรือ?”
ปราณมองเห็นพลังออร่าที่เคลื่อนที่มาช้ากว่าที่ตอนประลองกับท่านพ่อยิ่งนัก
‘อะไรกัน? ทำไมพลังของเขาเคลื่อนที่ช้าหรือนี่คือพลังที่แท้จริงของผู้ที่อยู่ขั้นลหุยุทธ์อย่างนั้นหรือ?’
ปราณยืนนิ่งตั้งการ์ดเหมือนอย่างที่ประลองกับท่านพ่อแสงออร่าพุ่งปะทะแขนของเด็กน้อยเต็มๆ ท่ามกลางเสียงวี๊ดว๊ายใ
วิทยายืนยิ้มเยาะ คิดว่าทุกอย่างก็จบแล้วเด็กตัวแค่นี้จะมาเก่งกว่าเขาได้ยังไง?
‘ข้าไม่ได้แกล้งเ้านะ ฮ่าๆๆๆแต่นี่คือการประลอง’
เมื่อควันจางหายร่างของเด็กน้อยก็ปรากฏขึ้นในท่าตั้งการ์ดแบบเดิมทุกประการปราณปัดฝุ่นตามร่างกายออก แล้วมองหน้า ด้วยรอยยิ้มแบบสบายๆ
“เ้าใช้อีนทรีทะยานได้แค่นี้เทียบกับท่านพ่อของข้าแล้วเ้ายังอ่อนประสบการณ์อีกมาก”
ปราณเปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน น้ำเสียงดุดันแววตามุ่งมั่นไม่แตกต่างอะไรจากวันที่เอาชนะครุยุทธ์มีดสั้นบรรดาลูกศิษย์ปรบมือเป็กำลังใจ ที่เห็นว่าปราณไม่เป็อะไร
ในขณะที่วิทยาดูท่าทางจะใที่พลังหมัดของเขาไม่สามารถทำอะไรปราณได้เขาเร่งพลังฌานขึ้นอีกครั้งหวังจะใช้อินทรีทะยานอีกหน แต่ช้าไปซะแล้ว...
ออร่าทรงกลมขนาดใหญ่กว่าลำตัวของปราณพุ่งเข้าหาวิทยาอย่างรวดเร็วเขาเซถลา ก่อนที่ปราณจะขยับเข้ามาหา ด้วยออร่าลูกปรายขนาดเล็กที่พุ่งออกจากหมัดทั้งซ้ายและขวา
เห็นแบบนี้ ทำเอาบรรดาศิษยานุศิษย์อ้าปากค้างคิดไม่ถึงว่าปราณจะสามารถปล่อยพลังฌานได้ถึงขนาดนี้
‘โอ้ยยยย...นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย???เ้าเด็กคนนี้’
วิทยากัดฟัน ผลการประลองไม่ได้เป็ไปตามที่เขาคิดมันจะเป็ไปได้อย่างไร?
พลังฌานของเขาใช่ว่าจะอ่อนด้อยขนาดนักเรียนร่วมรุ่น ยังไม่มีใครเอาชนะเขาได้ แล้วคู่ต่อสู้ตรงหน้าเป็แค่เด็ก 6 ขวบจะเอาชนะเขาได้อย่างไรกัน?
ปราณปล่อย่ให้วิทยาได้หายใจสักพักเมื่อแสงจางหาย พอจะมองเห็นหน้ากันได้แข้งซ้ายของปราณก็สาดใส่ลำตัวขวาได้อย่างถนัดทำเอาวิทยาเซถลาเสียหลักกลิ้งไม่เป็ท่า
วิทยาโกรธจนถึงขีดสุดเพราะไม่เคยมีใครกล้าทำให้เขาล้มได้ขนาดนี้กัดกรามแน่นแล้วพุ่งเข้าใส่ปราณโดยไม่สนใจแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็เด็กหรือไม่?
“อินทรีทะยานสิบสองกระบวน”
วิทยาปล่อยหมัดกระบวนท่าที่สองที่เหมือนกับท่านพ่อ แต่ความห่างชั้นของพลังฌานยุทธ์แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เมื่อปราณได้รับรู้พลังโจมตีของคู่ต่อสู้ในกระบวนท่าแรกก็มองทะลุว่าวิทยามีพลังฌานมากน้อยเพียงใด
เด็กน้อยยังไม่รีบปิดเกมเขาตั้งใจจะศึกษาการต่อสู้ของวิทยาให้มากขึ้น เพราะอย่างไรเสียบัดนี้ผลของชัยชนะอยู่ในหัวของเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เด็กน้อยยังคงตั้งการ์ดกระชับแน่นขึ้นห่อตัวลงเล็กน้อย ปล่อยออร่าสีขาวให้ห่อหุ้มร่างกายหนาขึ้นเรื่อยๆยังคงปล่อยให้พลังหมัดอินทรีทะยานสิบสองกระบวนพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
5...4...3...2...1...
เมื่อโจมตีครบสิบสองรอบแม้ว่าความแรงและอานุภาพจะดูมากขึ้น แต่ก็หาทำให้เด็กน้อยใไม่ปราณลืมตาขึ้นแล้วรวบรวมพลังทั้งหมดของร่างกายสู่ฝ่ามือ
โดยหลอมเอาออร่าของอินทรีทะยานสิบสองเข้ามารวมด้วย...กลายเป็ทรงกลมขนาดใหญ่กว่า2เท่า
ผู้ชมทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งท่านพ่อท่านแม่และครุยุทธ์แฝด ต่างก็ไม่เคยเห็นการผสานรวมออร่าแบบนี้
‘เ้า...เ้าทำได้ยังไงอีกล่ะเนี่ย...ปราณ???’
ท่านพ่อเองก็คิดไม่ถึงว่าลูกชายของตัวเองจะมีพลังฌานยุทธ์ที่เกินคาดเดา แม้กระทั่งตัวของเด็กน้อยเอง ก็ยังตกตะลึงในใจว่าเขาสามารถทำได้อย่างไรกัน
‘หรือนี่จะเป็ผลจากการฝึกอาณาปานสติจนผสานกับพลังฌานจนกลายเป็หนึ่งเดียวกันอย่างนั้นหรือ?ช่างน่าอัศจรรย์นัก’
ทุกอย่างเป็ความสัมพันธ์ของร่างกายที่เคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติจากนั้นปราณก็ปล่อยพลังออร่าออกไปทันที...
วิทยามัวแต่ใ ไม่ทันได้ป้องกันโดนพลังแสงกระแทกเข้าเต็มๆ จนร่างไถลจนแทบหลุดออกจากลานประลองเขาลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ร้องโอดโอย มีาแตามใบหน้าและลำตัวความโกรธสูบฉีดทั่วร่าง
“ั้แ่ข้าเกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำให้ข้าาเ็ได้ถึงขนาดนี้ เ้าเป็คนแรกที่ทำให้ข้าโกรธถึงขีดสุด”
เมื่อบุกเข้ามาด้วยความโกรธควบคุมสติไม่อยู่ ก็เข้าทางปราณที่ตั้งท่ารออยู่แล้ว เขาก้มตัวลงต่ำกำหมัดซ้ายแน่นในระดับเอว ส่วนหมัดขวาปิดคางไว้
ออร่าสีขาวที่ยังคงห่อหุ้มร่างอยู่แผ่ขยายขนาดขึ้นแล้วไหลมารวมกันที่หมัดซ้ายจังหวะเดียวกับที่วิทยาพุ่งเข้ามาหมายจะชกด้วยหมัดอินทรีทะยานในระยะประชิด ...แต่ทว่า... ปราณไวกว่า
หมัดซ้ายที่เปี่ยมด้วยออร่าสีขาวเสยเข้าเต็มปลายคางวิทยาอย่างสุดแรงเสียงหมัดกระทบกระดูกดังลั่น ดวงตาของวิทยาเบิกโพลงร่างนั่นเหินขึ้นบนอากาศตามแรงหมัดโดยมีร่างของปราณทะยานเป็เกลียวตามแรงหมัดที่พุ่งขึ้นไป
จากนั้นหมัดขวาก็เสยต่อเนื่องซัดเข้าปลายคางอีกหมัดจนร่างวิทยาพุ่งขึ้นไป ในครั้งนี้แรงหมัดสามารถส่งร่างให้ทะยานขึ้นกว่า 5 เมตร กลายเป็ท่วงท่าไม้ตายของปราณที่สวยงามและรุนแรงขึ้นในทุกๆ ครั้งที่ใช้
ปราณใช้เวลา่เสี้ยววินาทีนี้ปลดปล่อยพลังฌานสู่ขาซ้ายแล้วง้างเตะเข้าชายโครงของวิทยาอย่างแรง กระดูกดัง “กร๊อบ”ตามด้วยเืที่กระอักออกมาจากปาก
จากนั้นก็ร่วงสู่พื้นกระแทกลานประลองแล้วกระดอนขึ้นมาเล็กน้อย จึงไถลต่อไปอีกเกือบหนึ่งเมตร
ปราณลงมาสู่พื้นด้วยท่าคุกเข่าข้างเดียวจนเริ่มคุ้นชินเขาลุกขึ้นยืนตรงในขณะที่ออร่าสีขาวยังคงสว่างวูบวาบอย่างต่อเนื่อง
ฉับพลันเด็กน้อยก็ปลดปล่อยวงแหวนสีม่วงที่เข้มขึ้นปรากฎแก่สายตาบรรดาศิษย์ขั้นลหุยุทธ์ สร้างเสียงฮือฮาอีกรอบ!
แรกเห็นปราณทุกคนล้วนคิดเหมือนกันว่า คงเป็เด็กมีพลังฌานยุทธ์ไม่เกินระดับ 9นักฌานยุทธ์ส่วนมากจะเริ่มมีวงแหวนสีม่วงขั้นลหุยุทธ์ก็ตอนที่เข้าเรียนในโรงเรียนฌานยุทธ์แล้วมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเท่านั้น!
แต่เมื่อเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเคยคิดเคยเห็น หรือเคยเชื่อกันมาอย่างยาวนาน มันไม่ใช่ความจริงอีกต่อไปแล้วเพราะเด็กชายอายุ 6 ขวบเบื้องหน้า สามารถปลดปล่อยวงแหวนขั้นลหุยุทธ์ออกมาได้
“นายน้อยปราณบรรลุขั้นลหุยุทธ์หรือเนี่ย?”
“เขาทำได้ยังไง? ตอนข้าอายุเท่าเขา ข้ายังได้แค่ระดับ5 เอง”
“อัจฉริยะจริงๆ นายน้อยของพวกเรา”
“สมน้ำหน้าเ้าวิทยา ดันเสียมารยาทกับนายน้อยของพวกเรา”
เสียงพูดกันเซ็งแซ่ไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเอง
“ใครก็ได้...หามเ้าวิทยาไปทำแผลที สงสัยงานนี้คงจะเลิกเสียมารยาทได้สักที”
“สุดยอดอัจฉริยะวัยเยาว์จริงๆ นายน้อยของพวกเรา”
ทุกคนพยักหน้าเพื่อนร่วมรุ่นร่างสันทัดสองคนรีบวิ่งไปหามร่างวิทยาที่นอนสลบไม่ได้สติไปเรือนพยาบาล
ปราณหันมองลูกศิษย์ขั้นลหุยุทธ์ของท่านพ่อไม่มีเสียงพูดใดๆ ทุกคนก้มหน้าก้มตา ไม่สบตานายน้อยของพวกเขา
จากความเอ็นดูและสงสารนายน้อยที่อาจจะถูกวิทยาทำร้ายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็ความรู้สึกกดดันและเกรงขามโดยอัตโนมัติ
ปราณก็ค่อยๆหลับตาแล้วควบคุมให้พลังฌานที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายตามเดิม เมื่อเขาลืมตาขึ้นแววตาสดใสตามวัยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ปราณ มีพลังฌานสัมบูรณ์ ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 11 และยังเป็ยุวาจารย์ของเมืองเชียงคลอง...อ้อ...อีกอย่างหนึ่ง...”
ปรมาจารย์บุญเงียบไปพักนึงลูกศิษย์ทั้งหมดนั่งอึ้ง บรรยากาศรอบข้างเงียบในบัดดล
“ก่อนหน้าที่จะมาถึงที่เมืองอโยดา ปราณเพิ่งเอาชนะขั้นครุยุทธ์จากเมืองน้ำโพสองแควมา!”
บรรดาลูกศิษย์หันมองหน้านายน้อยของพวกเขาด้วยความตื่นตะลึงหนักยิ่งขึ้นสิ่งที่เห็นและได้ยินก่อนหน้า ก็อึ้งจนไม่รู้จะอึ้งยังไงแล้วยิ่งท่านปรมาจารย์บอกว่านายน้อยของพวกเขาสามารถเอาชนะขั้นครุยุทธ์ได้อีกก็แทบจะหัวใจวายกันทั้งนั้น!!!
“มีพลังฌานสัมบูรณ์ด้วย...โอ้ยยยย ข้ากำลังฝันไปใช่ไหมเนี่ย???”
“โชคดีที่ข้าไม่คิดจะเสียมารยาท ไม่อย่างนั้นคงมีสภาพแบบเ้าวิทยาแน่ๆ”
“นะนะนะนายน้อย เอาชนะขั้นครุยุทธ์ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่อยู่ขั้นลหุยุทธ์ก็มีแต่แพ้เท่านั้นน่ะสิ...”
“ใช่ๆๆๆ...ดีที่พวกเราไม่ปากเสียเหมือนเ้าวิทยา ไม่เช่นนั้นคง....เอ้อ...”
ในเวลานี้คนทั้งหมดล้วนให้ความเคารพนับถือและศรัทธานายน้อยของพวกเขาได้อย่างสุดจิตสุดใจโดยไม่มีขอโต้แย้ง ไม่ใช่เพราะเขาเป็ลูกของปรมาจารย์บุญแต่เพราะพลังฝีมือที่ได้แสดงให้รุ่นพี่เห็นต่อหน้า
จะว่าไปปราณก็ถือว่าเป็รุ่นเดียวกับพวกเขาแล้วเพราะมีวงแหวนขั้นลหุยุทธ์เหมือนกันอาจจะต่างตรงที่มีวงแหวนฌานยุทธ์ในขณะที่อายุยังไม่ควรจะถึงเกณฑ์!
‘เป็อย่างที่ท่านพ่อพูดไว้จริงๆ คนที่มีพลังฌานยุทธ์กล้าแข็งย่อมได้รับการเคารพนับถือและศรัทธา’
“ทุกท่านไม่ต้องตื่นตระหนก ทำตัวตามปกติเถอะถือเป็การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ฌานยุทธ์ระหว่างกัน”
ทุกคนก้มหน้าตอบรับพร้อมกัน“ครับ/ค่ะนายน้อยปราณ!”
การเรียกคำนำหน้าว่านายน้อยไม่ได้สร้างความเขินอายให้กับปราณอีกต่อไปแล้วเพราะเขาแสดงให้ทุกคนได้เห็นความสามารถอย่างสมบูรณ์ที่จะเรียกว่านายน้อยและคือความจริงที่ว่า ปราณเป็นายน้อยแห่งสกุลโอฬารปฐี อย่างแท้จริง
แสง-ขรรค์และท่านแม่ยิ้มน้อยๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่คิดเอาไว้อยู่แล้วแต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนี้
“ข้าไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ยังดูไม่ทันเลย เกมจบซะแล้ว”
“ข้าว่านะ...ปราณอาจจะเลื่อนระดับสูงขึ้นอีกในไม่ช้า เ้าเห็นไหมล่ะแสง?การโจมตีของปราณหนักหน่วงมีพลังมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก”
“การแสดงจบแล้ว ข้าว่าเรา...เออ...” แสงพยักหน้าแล้วก็กุกกักกลายเป็คนติดอ่าง
อาจารย์วรรณเหมือนจะรู้ทัน