น้ำตาพี่เขย + วิธีปลอบใจของน้องสะใภ้
“พี่ขอโทษนะแพร ที่ดูแลพิมไม่ดี”
คำพูดของเขามันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างกับเปิดเสียงวนมันไว้อยู่แค่คำนั้น ั้แ่ฉันก้าวขึ้นมาในรถกับเขา เพื่อที่เราจะได้มุ่งหน้าไปงานสีดำของพี่สาว พี่สาวคนเดียวของฉันที่อายุห่างกันราว 9 ปี พี่สาวชื่อว่าพิม
“แพรรู้ว่าพี่ปันเสียใจ แพรก็เสียใจเหมือนกัน แต่พี่ปันต้องมีสติมาก ๆ นะคะ”
ฉันเองก็ไม่ต่างอะไรกับพี่ปันที่เอาแต่พร่ำย้ำประโยคเดิม ๆ ไม่จบไม่สิ้น เพื่อปลอบใจเขาไปตลอดทาง
พี่ปัน พี่เขยที่แต่งงานกับพี่สาวของฉัน ส่วนฉันเองผ้าแพร หรือแพรที่เขาเรียกนั่นแหละ
เขาทั้งคู่แต่งงานกันด้วยความรัก และไปอยู่กินด้วยกันที่จังหวัดบ้านเกิดของฉันและพี่สาวทางภาคเหนือ
ตามจริงเราเป็พี่น้องที่ตัวติดกันเอามาก ๆ เพราะเรากำพร้าทั้งพ่อและแม่ มีแต่พี่พิมนี่แหละที่คอยดูแลฉันอย่างเป็ผู้ปกครอง
ถึง่มหาวิทยาลัยฉันก็ย้ายไปเรียนที่กรุงเทพ แต่ตอนปิดเทอมก็ยังไป ๆ มา ๆ กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปหาพี่พิมบ้าง
จนเมื่อตอนฉันอยู่ปีสอง พี่พิมกับพี่ปันแต่งงานกัน และฉันก็ไม่ค่อยกลับบ้านแล้วเพราะเกรงใจ แถมยังเรียนหนักขึ้นมากด้วย
แต่ไม่เคยคิดว่าการกลับบ้านครั้งนี้ จะเป็ครั้งที่ไม่ได้เจอพี่พิมแล้ว
“พี่ดูแลพิมไม่ดีเอง พี่ไม่น่าปล่อยพิมไปไหนมาไหนคนเดียวเลย พี่น่าจะดูแลพี่ของแพรให้ดีกว่านี้”
น้ำตาที่ไหลลงมาอาบหน้าของคนนั่งข้าง ๆ ไม่หยุดทำเอาฉันเ็ปไปกับเขาด้วย
“พี่ปัน จอดก่อนค่ะ ตรงข้างทางนั้น เปิดไฟจอดเลยค่ะ”
“เดี๋ยวแพรขับเอง”
เพราะฉันคิดว่าฉันคงครองสติได้ดีกว่า อย่างน้อยก็มีมากกว่าเขาตอนนี้
ฉันไล่ให้เขาย้ายจากเบาะคนขับไปยังเบาะคนนั่งที่อยู่ด้านข้าง ด้วยความเหนื่อยใจปนเห็นใจและเปลี่ยนให้ตัวเองเป็คนขับแทนเขา ก่อนที่เราจะขับไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางซะก่อน
“พี่ปันพักผ่อนไปเลยนะคะ แพรบังคับ หลับไปเลยค่ะ แพรขับเอง ถึงแล้วเดี๋ยวแพรปลุก”
เบาะรถฝั่งคนขับถูกฉันปรับมันให้เข้ากับสะรีระตัวเอง ก่อนจะปรายตาหันไปออกคำสั่งกับพี่ปันที่ตอนนี้สภาพตาบวมโหล คงเพราะผ่านการร้องไห้มามาก
และออกรถมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเกิดของฉันและพี่พิม กลับไปงานสีดำ และทำหน้าที่น้องสาวที่ดีที่สุดเป็ครั้งสุดท้าย
“พี่ปัน พี่ปันคะ ถึงบ้านแล้วค่ะ”
ฉันปลุกเขาเมื่อรถของเราจอดตรงที่หน้าบ้าน บ้านของพี่พิมกับพี่ปัน
“อื้มมม พิม”
“พี่ปัน พะ อื้อออ”
“พี่คิดถึงพิมนะ” พี่ปันจูบฉันทั้งที่ตัวเองยังไม่ลืมตา
ปากของพี่ปันทาบลงมาอย่างที่ฉันไม่ทันตั้งตัว สติอันน้อยนิดของฉันเองที่เหลืออยู่ก็ไม่กล้าที่จะผลักเขาให้ออกไป
ความใกล้จนเหมือนแทบจะแนบชิด ทำให้ฉันเห็นชัดตรงคราบน้ำตาที่แห้งกรังติด กับใต้ตาที่ทั้งแดงและบวมตุ่ย มันกำลังบอกฉันว่าเขาเจอเื่มาหนักหนามากจริง ๆ
น้ำจากตาคู่นั้นของพี่ปันที่กำลังปิดอยู่ ไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง ปากที่จูบก็พร่ำเพ้อถึงเพียงชื่อพี่สาวของฉันไม่หยุด
ฉันเลยจำเป็ต้องปล่อยให้เขาได้จูบพี่พิมในความฝัน ผ่านริมฝีปากของฉัน เผื่อว่ามันจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
“อื้อออ” ััจากเขาทำเอาฉันวูบจนเผลอคราง
“อื้มมม พิม”
ลิ้นร้อนแทรกสอดลึกเข้ามาอย่างวาบหวาม จากจูบที่เคยอ่อนหวานมันเหมือนว่าเริ่มจะกดน้ำหนักลงมาแแ่มากกว่าเก่า
เอาเถอะถือว่าเป็การช่วยปลอบใจเขาละกัน
แม้ในใจฉันจะตื่นเต้นกลับรสจูบของเขามากก็ตาม
ใครจะรู้ว่าฉันนั้นก็แอบมีใจให้พี่เขยอยู่เหมือนกัน แต่เพราะฉันรู้ว่ามันเป็เื่ที่ไม่ถูกไม่ควร ฉันถึงเลี่ยงที่จะพบเจอเขาแค่เป็ครั้งคราวก็พอ
ริมฝีปากนุ่มนั้นยังคงบดจูบอย่างไม่ผละออกนานสองนาน ก่อนที่พี่ปันเองจะค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ความฝัน ตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ ปากและลิ้นนุ่มนั้นหยุดเคลื่อนไหว แต่
ลมหายใจมันยังรดใส่หน้าฉันอยู่ไม่ห่าง
“พะ แพร เอ่อ พี่ขอโทษ”
เขาผละปากมันอย่างอ้อยอิ่ง พี่ปันถอยออกจากฉันเล็กน้อยและรีบเอ่ยขอโทษ
ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองอย่างคนทำอะไม่ถูก
“เข้าบ้านกันเถอะค่ะ”