หญิงสาวชุดดำที่มีอายุประมาณ 30 ปีกำลังก้าวเดินออกมา ทั่วทั้งร่างกายของเธออบอวลไปด้วยบรรยากาศอันแสนเย้ายวนที่ชายใดก็ไม่อาจต้านทานได้ ริมฝีปากนุ่มนวลสีแดงสดราวกับดอกกุหลาบชวนให้ผู้คนคลั่งไคล้
ในความเป็จริงแล้ว สาวสวยทรงเสน่ห์คนนี้ทำร้ายผู้ชายมานับไม่ถ้วนจนได้รับฉายาว่า กุหลาบดำ
ชื่อของเธอคือหลิวเม่ย เธอขึ้นเตียงกับผู้ชายมามากมาย และเลี้ยงดูเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่น้อย ถึงชื่อเสียงของเธอจะฉาวโฉ่ไปทั่ว แต่เธอก็เป็ผู้หญิงที่น่ากลัวมาก นั่นอาจเป็เพราะว่าผู้ทรงอิทธิพลที่ร่วมหลับนอนเป็สามีภรรยากับเธอนั้นมีจำนวนมากเกินไป ลูกน้องส่วนใหญ่จึงให้ความเคารพเธอถึงสามส่วน แม้แต่ข้าราชการบางตำแหน่งภายในเมืองก็ยังมีข่าวลือว่ายอมสยบอยู่ใต้กระโปรงของเธอ
ไม่ว่าข่าวลือนี้จะเป็จริงหรือไม่ หลิวเม่ยก็เป็ผู้หญิงในตำนานอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นในสถานที่เจรจา จะไม่ให้ถังิกังวลถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของเธอได้ยังไง?
ในฐานะผู้บริหารของซินอ้าว ถึงหลานซินจะเป็คนไร้เดียงสา แต่เธอก็รู้ข่าวลือเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้มาไม่น้อยเช่นกัน ทันทีที่เห็นผู้หญิงคนนี้ปรากฏตัว ทั้งหลานซินและถังิต่างก็รู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกัน แต่ในฐานะทูตอันดับหนึ่งของซินอ้าว สีหน้าของเธอยังคงความสงบนิ่ง แววตาอ่อนโยนค่อย ๆ ฉายความตึงเครียดขึ้นมา เธอลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวออกมาว่า
“คุณหลิว ลมอะไรหอบคุณให้มาที่นี่ได้คะ?”
หลานซินไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่ายโดยตรง แต่เป็ฝ่ายถามถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของหลิวเม่ยแทน ถึงจะถามออกไปแบบนั้น แต่เธอก็มั่นใจมากว่า ที่อีกฝ่ายให้หลิวเม่ยมาออกหน้าเจรจาแทน แสดงว่าตั้งใจที่จะไม่จ่ายหนี้
หลิวเม่ยนั่งลงตรงข้ามหลานซิน พร้อมกับเผยรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ และยกต้นขาอวบอัดขาวเนียนข้างหนึ่งขึ้นมานั่งในท่าไขว่ห้าง จากนั้นจุดบุหรี่มาสูบด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับชนชั้นสูง ดวงตาคู่สวยของเธอเหลือบมอง แล้วกล่าวออกมาว่า
“ดูคุณหลานพูดเข้าสิ ฉันเป็หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบาร์นี้นะ ฉันอยากจะเข้ามาที่นี่ ยังต้องขอคำสั่งจากใคร?”
พอพูดจบ เธอก็พ่นควันบุหรี่สีเข้มใส่หน้าถังิ ฝ่ายถังิสำลักควันจนใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แววตาเลื่อนลอย ไร้ความสามารถในการระวังภัยไปในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ไม่น่ามองของถังิ คิ้วสวยของหลานซินก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย ความสับสนฉายชัดในดวงตาคู่สวยของเธอ
“คุณหลิวเข้ามาเป็ผู้ถือหุ้นของบาร์นี้ั้แ่เมื่อไหร่กันคะ? เท่าที่ฉันทราบ เสี่ยลิ่วคือผู้ที่ลงทุนเปิดบาร์แห่งนี้ และตอนที่พวกเราคุยกันเื่ความร่วมมือ เสี่ยลิ่วก็มาลงนามคนเดียว อย่างกับว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณหลิวเลย?”
หลานซินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล แต่ทว่ามีคำถามอันเฉียบคมอยู่ภายในนั้น
ถึงจะเผชิญหน้ากับคำถามของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเจรจาอย่างหลานซิน หลิวเม่ยก็ยังคงรักษารอยยิ้มด้วยความสงบเยือกเย็น และยังไม่วายเหลือบตามองเซียวเจิ้งที่กำลังกินดื่มอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับคิดที่จะคว้าหัวใจของพี่เจิ้งด้วยอีกคน แต่เมื่อสายตายั่วยวนของหลิวเม่ยไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบรับที่ดีจากอีกฝ่าย เธอถึงได้กล่าวออกมาอย่างไม่รีบร้อนว่า
“เสี่ยลิ่วมอบหุ้นของบาร์นี้ให้ฉัน 51% เมื่อเดือนที่แล้ว จะบอกว่าตอนนี้ฉันคือบอสที่มีอำนาจมากที่สุดของบาร์นี้ก็ว่าได้”
“ฉันได้ยินมาว่าคุณหลิวเป็คนฉลาด แต่ดูเหมือนว่าคนฉลาดก็ตกม้าตายได้เหมือนกัน”
หลานซินยังคงแสดงท่าทีเป็มิตรออกมา บนใบหน้าสวยแสดงความเสียใจออกมาลาง ๆ
“ทำไมล่ะ?” หลิวเม่ยคลี่ยิ้มอย่างมีเสน่ห์
“อย่างที่ทุกคนทราบกันดี แฟนธ่อมทำรายได้ไม่ถึงเป้า เนื่องจากการบริหารที่ล้มเหลวและยังติดหนี้ก้อนใหญ่ คุณหลิวเข้ามาถือหุ้นตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเป็การรับเผือกร้อนมาถือให้ลวกมือหรอกเหรอคะ?” หลานซินกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ทำธุรกิจมีกำไรก็ต้องมีขาดทุนเป็ธรรมดา ผู้บริหารในบริษัทั์ใหญ่อย่างคุณหลานไม่เข้าใจความเป็จริงเื่นี้เหรอ?” หลิวเม่ยหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“ในเมื่อคุณหลิวคิดแบบนั้น ฉันเองก็ต้องขอพูดตามตรงค่ะ”
หลานซินคลี่ยิ้มเล็กน้อย เธอรับเอกสารสัญญามาจากผู้ช่วย แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ร้านคาราโอเกะและบาร์หลายแห่งภายใต้ชื่อของเสี่ยลิ่ว เป็หนี้ซินอ้าวรวมกันถึง 20 ล้านหยวน ที่ฉันมาคราวนี้ก็เพื่อมาขอคำอธิบายจากเสี่ยลิ่วค่ะ”
หลิวเม่ยรับเอกสารสัญญามากวาดตามองผ่าน ๆ จากนั้นหัวเราะ แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ในเอกสารระบุเอาไว้ว่ายังมียอดค้างชำระอยู่ 20 ล้านหยวน แต่เท่าที่ฉันรู้ บริการการออกแบบและการตกแต่งของซินอ้าวมีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด เื่นี้ส่งผลถึงการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจของเสี่ยลิ่ว ไม่ต้องไปพูดถึงเื่อื่นหรอก เอาแค่บาร์นี้ ซินอ้าวไม่ได้ออกแบบให้ตรงตามข้อกำหนดของเสี่ยลิ่วเลย เื่นี้ทำให้บาร์ของเราเกิดความเสียหายขึ้นอย่างใหญ่หลวง ถ้าฉันเป็เสี่ยลิ่ว ฉันจะไม่ใช่แค่ปฏิเสธที่จะจ่ายหนี้อย่างเดียว แต่ฉันจะเรียกร้องค่าเสียหายจากซินอ้าวด้วย”
คนร้ายมาฟ้องร้องเหยื่องั้นเหรอ?
หลิวเม่ยแสดงความชั่วร้ายออกมาอย่างถึงขีดสุด
ฝ่ายหลานซินนั้นยอดเยี่ยมมาก เธอไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยคำพูดยั่วยุของหลิวเม่ย เธอเพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“คุณหลิว ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าทำไมเสี่ยลิ่วถึงได้ให้คุณมาออกหน้า แต่ฉันหวังว่าคุณจะรู้ว่าเมืองิจูอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม เมื่อบริษัทที่จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายถูกละเมิดผลประโยชน์ บริษัทนั้นสามารถขอความช่วยเหลือจากกฏหมายได้ ในแง่ของกฏหมาย ที่คุณบอกว่าการออกแบบของซินอ้าวไม่ตรงตามข้อกำหนดของเสี่ยลิ่ว พวกเราก็มีสถาปนิกมืออาชีพมาไขข้อข้องใจให้กับคุณ รวมไปถึงเื่ที่คุณบอกว่า การออกแบบส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบาร์ ฉันคิดว่าถ้าเป็คนที่มีไหวพริบทางธุรกิจสักเล็กน้อย จะไม่มีทางกล่าวอ้างเหตุผลที่ไร้สาระแบบนี้ออกมาแน่นอนค่ะ”
หลิวเม่ยคลี่ยิ้มเย้ายวนใจ แล้วพูดออกมาว่า
“คุณหลาน คุณก็เพิ่งจะพูดถึงสถานการณ์การดำเนินธุรกิจของแฟนธ่อมไปเองนี่ ‘รายรับไม่พอกับรายจ่าย’ ประโยคนี้สามารถอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันของบาร์นี้ได้เป็อย่างดี คุณคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ การเรียกเก็บหนี้จากเสี่ยลิ่วถือเป็ทางเลือกที่ชาญฉลาดแล้วเหรอ?”
“สถานการณ์ของแฟนธ่อมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับซินอ้าวค่ะ พวกเราให้บริการเสี่ยลิ่วไปแล้ว การรับค่าตอบแทนกลับมาถือเป็เื่ที่ถูกต้องและเหมาะสม” หลานซินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“แต่การกระทำของพวกคุณทำให้เสี่ยลิ่วไม่พอใจมาก” หลิวเม่ยยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้นมา “เสี่ยลิ่วกล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่า ยอดคงเหลือพวกนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่จ่าย เพียงแต่ว่ายังไม่ใช่ตอนนี้”
“งั้นเมื่อไหร่ล่ะคะ?” หลานซินขมวดคิ้ว
“รอให้แฟนธ่อมเริ่มทำกำไรได้ เสี่ยลิ่วถึงจะชำระเงินให้พวกคุณเป็งวด ๆ” หลิวเม่ยกล่าวด้วยความสงบนิ่ง
“ขออภัยที่ฉันต้องพูดตามตรง” หลานซินกล่าวอย่างใจเย็น
“จากสถานการณ์การดำเนินธุรกิจของแฟนธ่อมในตอนนี้ การปิดกิจการถือเป็ทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด ถ้าพวกคุณยังดึงดันที่จะทำต่อ ก็มีแต่ขาดทุนมากขึ้นเท่านั้นค่ะ”
“คุณหลาน คุณกำลังดูถูกสติปัญญาของฉันอยู่เหรอ?”
สีหน้าของหลิวเม่ยเ็าขึ้น เธอกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ฉันแค่อธิบายข้อเท็จจริงเท่านั้นค่ะ” หลานซินไม่ได้กล่าวอย่างถ่อมตัวหรือหยิ่งยโส
“ถือว่าฉันพูดไปหมดแล้ว” หลิวเม่ยพูดอย่างไม่แยแส “ไม่ว่าพวกคุณจะจัดการกันยังไง มันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเสี่ยลิ่ว”
หลานซินไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหลิวเม่ยจะเป็คนที่ไร้เหตุผลขนาดนี้ เธอถึงกับคิดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง เธอเป็ทูตของซินอ้าวและมีกลยุทธ์อันแพรวพราวในการเจรจาธุรกิจอย่างที่ถังิบอกจริง ๆ เพียงแต่ว่าตอนนี้เธอไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับนักธุรกิจ แต่เป็ผู้หญิงที่มีประวัติดำมืด เธอรู้ว่าสาเหตุที่เสี่ยลิ่วขอให้หลิวเม่ยมาออกหน้าแทนนั้น มันเป็เพราะว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนมือสะอาดและกล้าพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้
เมื่อส่งทูตทางกฏหมายของบริษัทที่จัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ไปเจรจากับเ้าแม่แห่งท้องถนน ผลปรากฏว่าซินอ้าวเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ั้แ่เริ่มต้นเจรจา
หลิวเม่ยสังเกตเห็นความลังเลใจของหลานซิน เธอจึงเริ่มใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเข้าสู้
“คุณหลาน คุณก็รู้ว่าธุรกิจของเสี่ยลิ่วยิ่งใหญ่ขนาดไหน เขาจะขาดแคลนเงินจำนวนเล็กน้อยแค่นี้ได้ยังไง? หรือว่าพวกคุณไม่รู้จักนิสัยของเสี่ยลิ่ว ถึงได้ทำให้เสี่ยลิ่วไม่พอใจ? แต่ว่าคุณไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ฉันคุยกับเสี่ยลิ่วเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ถ้ามีโครงการทำกำไรอีก พวกเราจะต้องให้ซินอ้าวมาร่วมมือด้วยอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณ้าที่จะฉีกหน้ากันด้วยเงินเพียงแค่นี้ล่ะก็ ฉันขอรับรองเลยว่า นอกจากพวกคุณจะไม่ได้เงินแม้แต่หยวนเดียวแล้ว มันจะยังเป็การทำร้ายตัวเองอีกด้วย หาเื่เดือดร้อนโดยใช่เหตุเปล่า ๆ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลิวเม่ยไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีกต่อไป เธอกำลังข่มขู่อย่างชัดเจน!
กุหลาบดำเป็ใคร?
เธอคือเ้าแม่แห่งวงการนักเลง แม้แต่คนที่โเี้ระดับหัวหน้าแก๊งค์ เมื่อพบเธอก็ยังต้องทักทายอย่างสุภาพ อีกทั้งเธอยังมีลูกน้องอยู่ในมือนับร้อยคน เมื่อถูกคนประเภทนี้ข่มขู่ หลานซินผู้มีการศึกษาสูงส่ง ที่เพียงแค่เหยียบมดตายก็รู้สึกผิดไปหลายวันจะทนได้ยังไง?
เธอจะนับว่าเป็อะไรได้?
เพื่อที่จะเบี้ยวหนี้ อีกฝ่ายถึงกับใช้อิทธิพลใต้ดินมาข่มขู่ และชี้แจงส่วนได้ส่วนเสียว่า หากยังดึงดันที่จะสร้างปัญหาต่อไป ก็จะต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
ไม่ต้องพูดถึงผู้หญิงอ่อนแออย่างหลานซิน แม้แต่ถังิก็ยังใกับอิทธิพลความโหดร้ายของหลิวเม่ย จนได้แต่แอบถอนหายใจและคิดขึ้นมาว่า ดูท่าทางเงิน 20 ล้านหยวนคงจะไหลไปตามสายน้ำ ไม่มีทางย้อนกลับมาได้แล้ว