ในกลุ่มคนที่เหลือรอด50คน ซีเผิงเดินเข้าไปทักทายอี้เฉินทันที เขาไม่คิดว่าซีเยว่ น้องสาวเขาจะอยู่กับอี้เฉิน ซึ่งข้อนี้เขาไม่แปลกใจที่ ซีเยว่ติดอยู่ในผู้เหลือรอด50อันดับ ซีเผิงหัวเราะ ฮ่าๆ พร้อมใบหน้าชื่นบานออกมา “ดูสภาพเ้าสิ อี้เฉินเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมีแต่แผล เ้ายังอุตส่าห์ รอดออกมาได้ ไม่เลว ไม่เลว”
อี้เฉินกวาดสายตามองชายหนุ่มขึ้นลงเล็กน้อย “พี่ซีเผิงเองก็ไม่ต่างกับข้าหรอกกระมัง หน้าตาท่านมีรอยฟกช้ำ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ไม่น้อยเลยนะ”
ซีเยว่นางยิ้มให้พี่ชาย กล่าวพูดขึ้นมาทันใด “เดี๋ยวเสร็จเื่แล้ว เราไปฉลองกันในเมืองหลวงหน่อยเป็อย่างไร”
ซีเผิงพยักหน้า “อืมๆ ไม่เลว เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตาเองอี้เฉิน”
ก่อนงานชุมนุมสำนักจะปิดตัวลง ผู้าุโที่หนึ่งตัวแทนของสามสำนักใหญ่ พวกเขาประกาศเื่ มิติลับสุสานดาบจะเปิดอีก 1ปีข้างหน้า ทำให้ศิษย์ใหม่ไม่น้อย ต่างก็สนอกสนใจ มิติลับสุสานดาบ ซึ่งเป็สถานที่ หลายคนกล่าวขานว่ามีวิชา ราชันผู้สร้าง หลับใหลอยู่มากมาย
มันเป็มิติลับที่เคยเปิดขึ้นมาก่อนหลายครั้ง เหล่าศิษย์ที่รับรู้เื่ราวความเป็มาของมัน ต่างกล่าวพูดคุยออกมาไม่ขาดปาก ถึงเื่วิชามรดกตกทอดจาก ราชันผู้สร้างวิชา
ก่อนเสียงผู้าุโที่หนึ่ง จะกล่าวกระแอมไอออกมาเสียงดัง “อนุชนคนใดที่อยากเข้าไปแสวงโชค วาสนา เตรียมตัวให้พร้อม สถานที่แห่งนั้นอันตรายไม่น้อย แถมพวกเ้ายังมีโอกาส พบเจอศิษย์อนุชนอาณาจักรอื่นๆ ย่อมไม่ใช่เื่ง่ายดาย อย่างแน่นอน”
ผู้าุโที่หนึ่งที่กล่าวพูด เขามีท่าทีกังวลเล็กๆ อย่างไรอาณาจักรไฟก็ไม่ใช่อนุชนที่แข็งแกร่งที่สุด ในข้อนี้ผู้าุโชราต่างรู้ดี ก่อนเขาจะกล่าวพูดออกมาอีกครั้ง
“อีก 1ปีเดือนข้างหน้า ใครจะไปมิติลับสุสานดาบ ให้มารวมตัวที่เมืองหลวงอาณาจักรเพลิง ผู้าุโของสำนักต่างๆ จะพาพวกเ้าไป เนื่องด้วยสถานที่แห่งนั้น เป็พื้นที่ชายแดน อ่อนไหวบอกบาง จะเกิดอะไรขึ้นย่อมไม่แปลก พวกเ้าจงพึงระวังไว้”
เหล่าศิษย์ที่ได้ยินต่างก็พยักหน้า ฟังคำกล่าวเตือนชายแก่ อย่างตั้งใจ ก่อนผู้นำสำนักจะพา ศิษย์ของตนแยกย้าย กลับไปยังสำนักของตน ความวุ่นวายบริเวณเรือนรับรอง จึงจางหายไปอย่างรวดเร็ว
...ด้านอี้เฉินที่กลับสำนัก เข้าไปเบิกเสื้อผ้าในห้องคลังสำนัก เสื้อผ้าของเขา ขาดหมดทุกตัวแล้วบัดนี้ ทว่าเมื่อเห็นศิษย์พี่หญิง เข้ามาบอกกล่าวอี้เฉินภายในที่พักส่วนตัว ชนิดที่เขาแทบไม่ได้พักหายใจ
เกรงว่า อาจารย์เยว่ฉาน คงจะมีเื่สำคัญพูดคุยกับเขาแน่ อี้เฉินไม่รอช้า สืบฝีเท้าไปเยือนศาลา กลางน้ำทันที ก่อนหญิงสาวจะผายฝ่ามือให้เขานั่งลง กล่าวพูดออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม
“ตอนนี้เ้าพยายาม อย่าสำแดงวิชากายาั ในที่คนเยอะๆ สำนักเพลิงผลาญกำลังตามหา อสูรผมแดงอยู่ ข้ารู้มันเป็เ้า มันอาจจะทำให้เ้าเป็อันตรายได้ อี้เฉิน”
“ท่านอาจารย์เยว่ฉาน เป็ห่วงข้าอย่างนั้นหรือ?” พร้อมเด็กหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา
เยว่ฉานได้ยินถึงกับหนังตากระตุกเล็กๆ มองค้อนด้วยสายตาเ็า กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีหยอกล้อเด็กหนุ่ม “ขั้นพลัง 4 ขั้นแรก เปิดชีพจร รวมลมปราณ สร้างรากฐาน ก่อกำเนิด นั้นเป็แค่เพียงพื้นฐาน การจะเรียกว่าจอมยุทธได้อย่างเต็มภาคภูมิ ต้องอยู่ในขั้นนภาความห่างชั้นของขั้น ก่อกำเนิด กับขั้นนภา นั้นราวฟ้ากับเหว"
"เ้าจงจำไว้ว่า ที่ตัวเ้าฝึกตอนนี้มันเป็เพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น ฐานพลังยิ่งแข็งแกร่งตัวของเ้า จะยิ่งเดินไปได้ไกลกว่านี้ โลกนี้มีอะไรอีกมากมาย เ้าอย่าหลงระเริง”
อี้เฉินประสานฝ่ามือคำนับ ครั้นเห็นความจริงจังของนาง “ข้าจะจำคำพูดของท่านไว้ ท่านอาจารย์”
เยแต่ฉานโบกฝ่ามือไล่หลังให้อี้เฉิน ราวกับ หมดธุระของเ้าแล้ว อี้เฉินกล่าวขอตัวลาอาจารย์หญิง แล้วสืบฝีเท้าไปหามิตรสหายของเขาทันใด พวกซีเผิง ซีเยว่ พวกเขาว่าจะไปเที่ยวภายในเมืองหลวงอาณาจักรไฟ
จึงพากันออกจากสำนักั ไปเที่ยวเมืองหลวงยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยโคมไฟดูมีชีวิตชีวา แม่น้ำตัดระหว่างเมือง ที่กระทบแสงจันทร์เต็มดวง ยิ่งส่งให้เมืองหลวงค่ำคืนนี้ งดงามสะดุดตา
ซีเผิง ที่รู้จักเมืองหลวงแห่งนี้ดี มันเป็เมืองเกิดของเขา จึงพาอี้เฉินไปฉลองที่โรงเตี๊ยมชื่อดัง มีทั้งสาวงาม ร้องเพลงร่ายรำ ทั้งอาหารเลิศรสขึ้นชื่อที่สุดภายในแถบนี้
ร่างพวกเขาทั้งสามไม่รอช้า ย่างก้าวฝีเท้าขึ้นไป้าชั้นสาม ที่เต็มไปด้วยอนุชนรุ่นเยาว์มาฉลอง พร้อมสายตาพวกอนุชนเ่าั้ จ้องมองมาที่พวกเขาอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาจากพวกเขาไป แล้วพูดคุยถึงเื่อสูรผมแดงต่อ อย่างออกรสออกชาติ “คนคนนั้น พวกเ้าว่า มันเป็คนของสำนักใด แล้วความแข็งแกร่งมันมีมากขนาดไหน”
ชายหนุ่มที่อยู่โต๊ะข้างๆ ซดเหล้าไปอึกใหญ่ ก่อนจะส่งลงโต๊ะด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาก็คือเทียนอิง “อสูรผมแดง คงไม่เท่าไหร่หรอกกระมัง ไม่งั้นเขาคงแสดงตัวไปแล้ว โด่งดังเสียขนาดนี้”
หลายคนพยักหน้า “ใช่ๆ พี่เทียนอิงกล่าวพูดถูก”
ด้านพวกอี้เฉิน พวกเขาไม่ได้ใส่ใจคำพูด ของหมู่ชนเท่าใดนัก ก่อนซีเผิงจะเรียกเสี่ยวเอ๋อร์ “ข้าสั่งสุรา1ไห ไก่วิเศษ6ขามาสองจาน”
อี้เฉินกล่าวพูดออกมาทันที “ท่านเลี้ยงข้าหรือพี่ซีเผิง พอดีข้ายังไม่มีเงินติดตัวเลย” ก่อนอี้เฉินจะขำแห้งๆ ออกมากลบเกลื่อน แต่ก็เป็เื่จริงที่เขาไม่มีเงินติดตัว
ชายหนุ่มยิ้ม “ไม่เป็ไร วันนี้ข้าเลี้ยงเ้าเอง”
“อืมๆ เ้าต้องลองกินไก่วิเศษ6ขาอร่อยมากอี้เฉิน” ซีเยว่ที่เห็นอาหารมาเสิร์ฟโดยเสี่ยวเอ๋อร์ นางผ่ายฝ่ามือออกมาทันที
อี้แต่ฉินที่เห็นเนื้อไก่ ภายในจานล้วนเป็ของวิเศษ ระดับ สามัญ เขากลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ น้ำลายไหลน้อยๆ เมื่อจมูกทำเสียงฟู๊ด ฟิตออกมา ก่อนอี้เฉินจะดึงน่องไก่ กินอย่างคนหิวกระหาย รสชาติดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก มันทำให้เขาน้ำลายไหลไม่น้อย จนอยากจะเข้าไปถามพ่อครัวปรุงรสอย่างไร ถึงได้อร่อยขนาดนี้
ซีเยว่ที่เห็นอี้เฉินกิน ยังอายหน้าม้วน กับวิธีการกินของอี้เฉิน แม้แต่โต๊ะข้างๆ ยังนินทาอี้เฉินออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ไอ้เด็กบ้านนอกผมขาว นั้นมาจากไหนไม่เคยกิน ของวิเศษหรือไง”
พวกที่มาเกี้ยวพาราสี ซีเยว่เองก็มีไม่น้อย เหล่าคุณชายศิษย์สำนักเพลิงผลาญ ภายในเมืองหลวง บางคน เริ่มขอเป็คนเลี้ยงอาหาร พวกเขามื้อนี้ หวังสร้างสัมพันธ์กับซีเยว่
ซีเผิงที่ทนฟังอยู่นาน จนเขาเริ่มฟังเสียงบรรเลง ดนตรีของสาวงามไม่ถนัด เริ่มที่จะหงุดหงิดขึ้นมา ทว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้
อี้เฉินที่เห็นความลำบากใจหญิงสาว เขาจึงกล่าวพูดโพล่ง ตัดฉับ!!บรรยากาศทันที “พวกเ้าไม่เห็นหรือ ว่าทำให้พี่ซีเยว่ นางลำบากใจอยู่”
พวกเขาที่ได้ยินยกฝ่ามือชี้หน้าอี้เฉินออกมาทันที “เ้า!! ช่างสามหาวนัก กล้ามาขัดคำพูดของข้าหรือ?”
ก่อนชายหนุ่มจะหันปรายตามองอี้เฉินด้วยห่างตา “แค่ขั้นรวมลมปราณระดับต้น ริอ่านสอดปากเข้ามายุ่ง เ้าหัดมายืนหัวแถวก่อนไป”
“อ่าๆ อืมๆ ใช่ ไอ้เด็กนี่ช่างตลกเสียจริง”ชายหนุ่มอีกคนกล่าวสมทบขึ้นมาทันที
ซีเยว่นางหน้าขึงขัง เดือดดาลขึ้นมา “พวกเ้าระวังคำพูดหน่อย เขาเป็มิตรสหายของข้านะ”
“แต่ๆ แม่นางซีเยว่ เขาก็แค่” พวกชายหนุ่มเ่าั้ ยังกล่าวไม่ทันจะหมดประโยค ซีเยว่นางก็กล่าวพูดสวนออกมาต่อเนื่อง “คนที่พวกเ้าดูถูก เขาติด50อันดับแรก ผู้รอดชีวิตภายในศิลาฝึกา แล้วพวกเ้าล่ะไปอยู่ตรงไหน”
พวกเขาหน้าบูดบึ้งทันที ก่อนบางคนจะหันไปถามคนอื่นๆ ว่าจริงหรือไม่ หลายคนที่พอจะเคยเห็นอี้เฉิน ออกมาจาก50คนที่เหลือรอดชีวิต ต่างก็พยักหน้ารับคำ
เทียนอิงที่อยู่ภายในโรงเตี๊ยมชั้นที่3เช่นกัน เขาไม่สบอารมณ์ทันที ครั้นนึกถึงยามที่เขาถูกส่งตัวออกมาภายนอก แล้วยิ่งเห็นอี้เฉินจึงทำให้เขาไม่สบอารมณ์อย่างหนัก จึงพูดออกมา อย่างไม่เกรงใจ “แค่ติดอันดับผู้รอดชีวิต จากศิลาฝึกา อย่าทำให้มันได้ใจไปหน่อยเลย แม่นาง”
อี้เฉินกล่าวพูดสวนกลับอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน “ท่านพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก คนที่ตายเท่ากับคนแพ้ ไม่ใช่หรือ... หากเป็การต่อสู้จริง คนที่ไม่ติดอันดับ50รายชื่อ เกรงว่าคงจะไม่มีสิทธิ์ มีปากมาพูดอยู่ตรงนี้หรอกกระมัง”
เสียงวางชามเหล้าเทียนอิง กระแทกลงโต๊ะอย่างแรง ปัง!! “เ้า!! เ้า!!” หมู่ชนต่างก็หันความสนใจ ไปที่พวกเขาเป็สายตาเดียว เนื่องด้วยหลายคน ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีศิษย์อนุชน ต่างถูกคัดออกซะเป็ส่วนใหญ่ พวกเขาพากันเดือดดาล ด้วยไฟโทสะ
“เ้าช่างใจกล้าห่อฟ้านัก ที่พูดแบบนั้นออกมา” หลายคนได้ยินไม่ต่างอะไร จากถูกอี้เฉิน ลากไปตบหน้าท่ามกลางหมู่ชน
เทียนอิงที่ทนไม่ไหวกับคำพูดของอี้เฉิน เขาจึงะเิปราณพลัง ขั้นก่อกำเนิดออกมาทันที ระลอกคลื่นปราณพลังที่พุ่งปราดออกไป กดดันพวกอี้เฉินทันใด
รอบๆ เงียบสงัดในเสี้ยวพริบตา เมื่อรับรู้แรงกดดัน ที่เทียนอิงปลดปล่อยออกมา ทว่าเทียนอิงไม่กล้า ที่จะลงมือรุนแรง เนื่องด้วยโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เป็ของคนมีอำนาจดูแล เขาแค่ใช้พลังปราณ ขั้นก่อกำเนิดกดดันตัวของอี้เฉิน จนหลายคนต่างก็ตัวสั่นเทิ้ม ด้วยแรงกดดันที่เทียนอิงปลดปล่อยออกมา
เหมือนดั่งพวกเขาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรง ทว่าแรงกดดันนั้นไม่อาจทำอะไร อี้เฉินกับซีเผิงได้แม้แต่น้อย ราวกับพวกเขาไม่ถูกแรงกดดัน ผิดกับซีเยว่ ที่โดนแรงกดดันอย่างหนักหน่วง จนซีเยว่ นางต้องขับเคลื่อนปราณพลัง ออกมาคุ้มกันกาย
เมิ่งอี้เห็นเื่จะบานปลายไปกันใหญ่ นางพูดแทรกเข้ามากะทันหัน “เทียนอิงโปรดเ้า ใจเย็นลง พวกเขาเป็เพียงศิษย์อนุชนรุ่นน้องเท่านั้น เรานับเป็ศิษย์พี่ โปรดใจกว้างกับเขาหน่อย”
เทียนอิงรุกขึ้น ลดความเดือดดาลลงช้าๆ “ข้าเห็นแก่หน้าเ้านะเมิ่งอี้”
ด้านอี้เฉินที่เห็นพี่เมิ่งอี้ เขาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ราวกับเป็การกล่าวขอบคุณ
ทว่าไม่อาจรอดพ้น สายตาเทียนอิงที่เห็นว่า เมิ่งอี้นางรู้จักกับเด็กหนุ่มผมขาว เป็การส่วนตัว ทำให้เขาห่างคิ้วสั่นกระตุกขึ้นมาน้อยๆ ก่อนกลุ่มคนของเทียนอิง จะสืบฝีเท้าออกมาจากโรงเตี๊ยม ด้วยไฟโทสะ “มันเป็ใคร ไปสืบเื่พวกมันมา ...เดี๋ยวถึงงานประลอง5อาณาจักรเมื่อใด มันจะได้รู้ ใครกันแน่ที่เป็ของจริง”