วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 5 : ศัตรูคู่อาฆาตในดงมฤตยู คมกระบี่กลืนเงาดื่มโลหิต!

    บทที่ 5 : ศัตรูคู่อาฆาตในดงมฤตยู คมกระบี่กลืนเงาดื่มโลหิต!
         กาลเวลาภายในหุบเหวอวสานวิญญาณนั้นยากจะคาดเดา ไร้ซึ่งแสงตะวันและจันทรา มีเพียงความมืดมิดและหมอกพิษที่ปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น สถานที่แห่งนี้กลับกลายเป็นสรวงสวรรค์แห่งการบ่มเพาะพลังอย่างแท้จริง      เวลาผ่านไปอีกราวสามวัน นับตั้งแต่เขาได้ครอบครองกระบี่กลืนเงา เด็กหนุ่มได้ออกล่าสังหารสัตว์อสูรระดับสี่และระดับห้าไปนับไม่ถ้วนเพื่อขัดเกลาฝีมือและทำความคุ้นเคยกับศาสตราคู่กายเล่มใหม่      ฟวับ!      ประกายแสงสีดำอมแดงตัดผ่านความมืดมิด ร่างของอสูรวานรแขนศิลาระดับห้าที่กำลังกระโจนเข้าใส่ ถูกผ่าออกเป็นสองซีกกลางอากาศอย่างง่ายดายราวกับผ่าเต้าหู้ เลือดสีข้นสาดกระเซ็น ทว่าก่อนที่หยาดโลหิตเหล่านั้นจะตกลงสู่พื้น ใบกระบี่สีดำสนิทในมือของซูหลงอวิ๋นกลับเปล่งประกายลี้ลับ อักขระกลืนวิญญาณที่สลักอยู่บนใบกระบี่สว่างวาบขึ้น ดูดกลืนโลหิตและแก่นแท้พลังปราณของวานรศิลาเข้าไปจนหมดสิ้น      กระบี่กลืนเงาสั่นสะท้านเบาๆ ส่งเสียงครางหึ่งๆ ด้วยความพึงพอใจ พลังปราณที่มันดูดซับมาได้ ถูกส่งผ่านด้ามจับไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของซูหลงอวิ๋น ช่วยฟื้นฟูพละกำลังที่สูญเสียไปได้อย่างรวดเร็ว
         "ช่างเป็นกระบี่ที่ร้ายกาจและกระหายเลือดเสียจริง หากตกอยู่ในมือของผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ เกรงว่าคงถูกอักขระกลืนวิญญาณครอบงำจนกลายเป็นมารร้ายไปแล้ว"      ซูหลงอวิ๋นพึมพำขณะสะบัดคราบเลือดที่หลงเหลืออยู่ออกจากใบกระบี่ นัยน์ตาของเขาทอประกายเย็นเยียบ เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาลที่เขาฝึกฝนนั้น เป็นวิชาที่โอหังและทรงอำนาจเหนือกว่าอักขระบนกระบี่นับล้านเท่า มันจึงสามารถกดข่มสัญชาตญาณกระหายเลือดของกระบี่กลืนเงาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้กระบี่เล่มนี้กลายเป็นเพียงเครื่องมือสังหารที่ซื่อสัตย์ของเขาเท่านั้น
         หลังจากเก็บแก่นอสูรของวานรแขนศิลาใส่ลงในอกเสื้อ ซูหลงอวิ๋นก็เตรียมตัวจะออกเดินทางต่อ ทว่าในจังหวะนั้นเอง หูที่ได้รับการเสริมพลังปราณของเขากลับกระตุกเบาๆ      ท่ามกลางเสียงสายลมกรรโชกและเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่อยู่ห่างไกล เขากลับสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณที่แตกต่างออกไป   
         มันมิใช่พลังปราณอันดุร้ายและบ้าคลั่งของสัตว์อสูร ทว่ากลับเป็นพลังปราณที่มีระเบียบแบบแผน... พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์!
         "มนุษย์งั้นรึ? ในสถานที่ลึกปานนี้เนี่ยนะ?"      คิ้วของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากัน หุบเหวอวสานวิญญาณในระดับความลึกนี้ อบอวลไปด้วยหมอกพิษที่แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำยังต้องหวาดหวั่น การปรากฏตัวของมนุษย์ในสถานที่แห่งนี้ย่อมมิใช่เรื่องปกติ      ซูหลงอวิ๋นรีบซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเองจนมิดชิด เขาใช้วิชาตัวเบา 'ย่างก้าวเงามายา' ผสานร่างเข้ากับความมืดมิด พลิ้วไหวไปตามโขดหินอย่างไร้สุ้มเสียง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของต้นกำเนิดพลังปราณเหล่านั้น      ยิ่งเข้าใกล้ เขาก็ยิ่งมองเห็นแสงสว่างจางๆ สีฟ้าอ่อนลอดผ่านม่านหมอกพิษออกมา เมื่อลอบมองจากหลังก้อนหินใหญ่ ซูหลงอวิ๋นก็พบกับกลุ่มคนสี่คนกำลังเดินฝ่าหมอกพิษเข้ามาอย่างทุลักทุเล
         พวกเขาอาศัยแสงสว่างจากไข่มุกสีฟ้าใสขนาดเท่ากำปั้นที่ชายชราผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มถือเอาไว้ ไข่มุกเม็ดนั้นปลดปล่อยม่านพลังวายุรูปครึ่งวงกลม ครอบคลุมร่างของคนทั้งสี่เอาไว้เพื่อสกัดกั้นหมอกพิษมิให้ล่วงล้ำเข้ามา
         "นั่นมัน 'มุกวายุสลายพิษ' สมบัติวิเศษระดับมนุษย์ขั้นสูง มิน่าเล่าพวกมันถึงสามารถรอดชีวิตมาจนถึงที่นี่ได้" ความรู้จากคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ทำให้ซูหลงอวิ๋นจดจำสมบัติชิ้นนั้นได้ในทันที      ทว่าสิ่งที่ทำให้รังสีสังหารในดวงตาของซูหลงอวิ๋นปะทุขึ้นอย่างรุนแรง มิใช่สมบัติวิเศษในมือชายชรา แต่เป็นลวดลายบนเสื้อคลุมของพวกมันต่างหาก...ลวดลายพยัคฆ์คำรามเหยียบเมฆา!
         "ตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลิน!"      ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด สองมือกำด้ามกระบี่กลืนเงาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายฉกรรจ์สามคนที่เดินตามหลังชายชรา ล้วนสวมชุดบ่าวรับใช้ระดับสูงของตระกูลหลิน กลิ่นอายพลังปราณของพวกมันอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่หก ส่วนชายชราผู้เป็นหัวหน้านั้น แผ่กลิ่นอายที่หนักหน่วงและทรงพลังยิ่งกว่า บ่งบอกถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่แปด!      "ผู้อาวุโสเก้า หุบเหวแห่งนี้ยิ่งลงลึกก็ยิ่งอันตราย มุกวายุสลายพิษของท่านเริ่มจะมีรอยร้าวแล้ว หากฝืนเดินต่อไป เกรงว่าพวกเราจะถูกหมอกพิษกลืนกินกันหมดนะขอรับ" หนึ่งในบ่าวรับใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว      ชายชราผู้ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสเก้าแค่นเสียงเย็นชา ใบหน้าเหี่ยวย่นของมันเต็มไปด้วยความหงุดหงิด "เจ้าคิดว่าข้าอยากมาเดินเตะฝุ่นในขุมนรกนี่หรืออย่างไร! หากมิใช่เพราะนายน้อยหลินควงยืนกรานว่าไอ้เด็กขอทานสวะนั่นซุกซ่อนสมบัติวิเศษระดับสูงเอาไว้ตอนที่ตกลงมา มีหรือที่ผู้นำตระกูลจะสั่งให้ข้านำมุกวายุสลายพิษที่ล้ำค่าลงมาค้นหาซากศพของมัน!"      "นายน้อยก็ช่างกระไรนัก แค่ขอทานชั้นต่ำผู้หนึ่ง จะไปมีสมบัติวิเศษได้อย่างไรกัน ป่านนี้ร่างของมันคงถูกสัตว์อสูรแทะกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้วกระมังขอรับ" บ่าวรับใช้อีกคนกล่าวเสริม      "หุบปาก! คำสั่งของผู้นำตระกูลคือประกาศิต หากพวกเราหาศพของไอ้เด็กสวะซูหลงอวิ๋นนั่นไม่พบ หรือหาสมบัติที่นายน้อยต้องการไม่ได้ กลับขึ้นไปก็มีแต่ความตายที่รออยู่!" ผู้อาวุโสเก้าตวาดลั่น ทำให้บ่าวรับใช้ทั้งสามรีบหดคอด้วยความหวาดกลัว      ซูหลงอวิ๋นที่เร้นกายอยู่ในเงามืดได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันและเย็นเยียบ      "ที่แท้ก็ลงมาเพื่อตามหาสมบัติและยืนยันการตายของข้า... ช่างประเสริฐนัก สวรรค์มีตา ส่งศัตรูคู่อาฆาตมาให้ข้าเชือดทิ้งถึงก้นเหว ในเมื่อตระกูลหลินห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็สมควรตอบแทนความปรารถนาดีของพวกมันอย่างสาสม!"      ในขณะที่กลุ่มของตระกูลหลินกำลังจะก้าวเดินต่อไป ทันใดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกมันก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โขดหินเบื้องหน้าแตกกระจายออก พร้อมกับร่างเงาดำทะมึนขนาดมหึมาที่พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน!
         กี้ซซซ!      เสียงกรีดร้องแหลมบาดหูสะท้อนก้อง มันคือ 'ตะขาบเหล็กพิษร้าย' สัตว์อสูรระดับเจ็ด ลำตัวของมันยาวกว่าสามวา (ประมาณหกเมตร) เปลือกนอกสีดำสนิทเงางามประดุจเหล็กกล้า ขานับร้อยคู่ที่แหลมคมราวกับหอกขยับยุกยิกไปมาอย่างน่าสยดสยอง เขี้ยวพิษขนาดใหญ่ที่ริมฝีปากหยดน้ำพิษสีม่วงเข้มลงมากัดกร่อนพื้นหินจนเกิดควันฟู่      "สัตว์อสูรระดับเจ็ด! บัดซบ! ตั้งค่ายกลป้องกันเร็วเข้า!" ผู้อาวุโสเก้าหน้าถอดสี รีบตะโกนสั่งการ      บ่าวรับใช้ทั้งสามรีบชักดาบประจำกายออกมา ยืนล้อมเป็นค่ายกลสามเหลี่ยมคุ้มครองผู้อาวุโสเก้าเอาไว้ ทว่าตะขาบเหล็กพิษร้ายย่อมมิยอมปล่อยเหยื่ออันโอชะไป มันพุ่งทะยานเข้าใส่ค่ายกลราวกับรถม้าศึกที่บ้าคลั่ง!      เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!      เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง ดาบของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่หกฟันลงบนเปลือกของตะขาบเหล็กพิษร้าย ทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วนบางๆ เท่านั้น ในขณะที่ขาอันแหลมคมของมันกวาดต้อนเข้าใส่บ่าวรับใช้คนหนึ่งจนกระเด็นออกไปนอกม่านพลังของมุกวายุสลายพิษ      "อ๊ากกกก!"      เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทันทีที่ร่างของบ่าวผู้นั้นสัมผัสกับหมอกพิษภายนอก ผิวหนังของมันเริ่มละลายและพุพองอย่างรวดเร็ว ตะขาบเหล็กพิษร้ายไม่รอช้า อ้าปากกว้างงับเข้าที่กลางลำตัวของบ่าวเคราะห์ร้าย ฉีกร่างของมันออกเป็นสองท่อน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ      "ไอ้สัตว์เดรัจฉาน! รนหาที่ตาย!"      ผู้อาวุโสเก้าโกรธจัด มันเก็บมุกวายุสลายพิษเข้าอกเสื้อ พลังปราณระดับแปดระเบิดออกจากร่างอย่างเกรี้ยวกราด สองมือของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับเหล็กที่ถูกเผาไฟ นี่คือวิชาประจำตระกูลหลิน... 'ฝ่ามือศิลาเพลิง'!      ปัง! ปัง! ปัง!      ผู้อาวุโสเก้ากระโดดเข้าคลุกวงใน ซัดฝ่ามือเพลิงเข้าใส่ลำตัวของตะขาบเหล็กพิษร้ายอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ามือที่ปะทะลงไปสร้างรอยไหม้เกรียมและทำให้เปลือกเหล็กของมันปริแตก ตะขาบยักษ์ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด มันหันขวับมาพ่นหมอกพิษสีม่วงเข้มเข้าใส่ชายชรา      "วิชาเคลื่อนคล้อยเมฆา!"      ผู้อาวุโสเก้าใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกหมอกพิษได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่มือขวา กระโดดขึ้นสูงและฟาดฝ่ามือลงบนหัวของตะขาบเหล็กพิษร้ายอย่างเต็มแรง!      ตูม!!!      หัวอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูรระดับเจ็ดถูกกระแทกจนยุบตัวลงไป ของเหลวสีเขียวคล้ำปนกับเนื้อสมองสาดกระจาย ตะขาบยักษ์กระตุกเกร็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสิ้นใจตายคาที่      แฮ่ก... แฮ่ก...      ผู้อาวุโสเก้ายืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง การต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเจ็ดผลาญพลังปราณของมันไปกว่าครึ่ง บ่าวรับใช้อีกสองคนที่เหลือรอดต่างทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัวและเหนื่อยล้า มุกวายุสลายพิษที่ชายชรานำออกมาใช้อีกครั้งบัดนี้มีรอยร้าวเพิ่มขึ้น แสงสว่างของมันริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด      "รีบเก็บแก่นอสูรของมันแล้วรีบไปจากที่นี่ซะ กลิ่นเลือดจะดึงดูดสัตว์อสูรตัวอื่นมาอีก!" ผู้อาวุโสเก้าสั่งการเสียงแหบพร่าทว่า ในวินาทีที่บ่าวรับใช้กำลังจะก้าวเดินไปที่ซากตะขาบยักษ์นั้นเอง...
         แปะ... แปะ... แปะ...      เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างเชื่องช้าและเป็นจังหวะ แว่วมาจากเงามืดเบื้องหลังม่านหมอกพิษ เสียงนั้นดังก้องกังวานและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์แห่งตระกูลหลินทั้งสามคนต้องสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปมอง      "ผู้ใดกัน! แอบซ่อนตัวเยี่ยงหนูขี้ขลาด จงไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!" ผู้อาวุโสเก้าตวาดกร้าว รวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่เตรียมพร้อมจู่โจม      ท่ามกลางความตื่นตระหนกของพวกมัน เงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากหมอกพิษอันหนาทึบ หมอกเหล่านั้นราวกับหวาดกลัวผู้มาเยือน ต่างแหวกทางให้ร่างนั้นเดินผ่านไปอย่างง่ายดาย      แสงสลัวจากมุกวายุสลายพิษสาดส่องไปกระทบใบหน้าของผู้มาใหม่ เผยให้เห็นเด็กหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคมคาย นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายเย็นเยียบดุจดวงดาวในคืนเหมันต์ เขาสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายแห่งความแข็งแกร่งและหยิ่งทะนงราวกับราชันย์ที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ ด้านหลังของเขาสะพายกระบี่สีดำสนิทที่ดูกลมกลืนไปกับความมืด      บ่าวรับใช้ทั้งสองเบิกตากว้างราวกับเห็นผี ปากของพวกมันอ้าค้าง มือที่จับดาบสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่      "ซู... ซูหลงอวิ๋น! เป็นไปไม่ได้! ปุถุชนเช่นเจ้า ตกลงมาในหุบเหวอวสานวิญญาณตั้งหลายวัน เหตุใดยังไม่ตาย!"
         ผู้อาวุโสเก้าเองก็ตกตะลึงจนใบหน้าซีดเผือด ทว่าสิ่งที่ทำให้มันหวาดหวั่นยิ่งกว่าการรอดชีวิตของเด็กหนุ่ม คือกลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นต่างหาก!      "ระดับรวบรวมปราณ... ขั้นที่ห้า! เจ้าเด็กสวะ! เป็นไปได้อย่างไร! เมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้ายังเป็นเพียงปุถุชนไร้ค่าที่ไม่มีแม้แต่ลมปราณสักสาย นี่เจ้า... เจ้าได้สมบัติวิเศษใดมาจากในหุบเหวแห่งนี้กันแน่!" นัยน์ตาของผู้อาวุโสเก้าเต็มไปด้วยความละโมบและสับสนปะปนกัน
         ซูหลงอวิ๋นหยุดยืนอยู่ห่างจากค่ายกลของตระกูลหลินเพียงสิบก้าว เขายกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ      "สมบัติวิเศษงั้นรึ? ใช่แล้ว ข้าได้รับมันมาจริงๆ..." ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับก้องกังวานชัดเจนในโสตประสาทของคนทั้งสาม "และสมบัตินั้น ก็กำลังบอกข้าว่า... มันต้องการดื่มเลือดของสุนัขรับใช้ตระกูลหลินเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง!"
         สิ้นคำพูด ซูหลงอวิ๋นก็มิรอให้พวกมันตั้งตัว ร่างของเขาพลันเลือนหายไปจากสายตา!
         "ย่างก้าวเงามายา!"      "ระวัง!" ผู้อาวุโสเก้าตะโกนลั่นทว่าช้าไปเสียแล้ว เงาร่างของซูหลงอวิ๋นปรากฏขึ้นเบื้องหน้าบ่าวรับใช้คนหนึ่งราวกับภูตผี มือขวาของเขาเอื้อมไปจับด้ามกระบี่ที่แผ่นหลัง      ชิ้ง!      เสียงชักกระบี่ดังกังวานใส ประกายแสงสีดำพุ่งวาบตัดผ่านอากาศ กระบี่กลืนเงาที่อัดแน่นไปด้วยปราณยุทธ์สีทองตวัดฟันลงมาด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน      ฉัวะ!      ศีรษะของบ่าวรับใช้ระดับหกหลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดขึ้นสู่สวรรค์ ทว่าเลือดเหล่านั้นกลับมิได้ตกลงสู่พื้น มันถูกดึงดูดเข้าหาใบกระบี่สีดำสนิทประหนึ่งเหล็กดูด อักขระกลืนวิญญาณบนใบกระบี่สว่างวาบ สูบกลืนพลังชีวิตและปราณยุทธ์ของเหยื่อเข้าไปจนหมดสิ้น ร่างไร้หัวของบ่าวผู้นั้นเหี่ยวแห้งลงกลายเป็นเพียงซากศพหนังหุ้มกระดูกภายในพริบตา!
         "นี่มันวิชามารอันใดกัน!" บ่าวรับใช้อีกคนที่เหลืออยู่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจนสติแตก มันทิ้งดาบในมือและหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
         "คิดจะหนีรึ? สายไปแล้ว!"
         ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น ตวัดกระบี่ในมือออกไปเบื้องหน้า ปราณกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวสีดำพุ่งทะยานแหวกอากาศ กระแทกเข้ากลางแผ่นหลังของบ่าวที่กำลังวิ่งหนี ร่างของมันถูกผ่าออกเป็นสองซีก เลือดและเนื้อถูกกระบี่สูบกลืนไปจากระยะไกล ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องโหยหวนที่ขาดห้วงไปอย่างรวดเร็ว
         เพียงชั่วพริบตา ยอดฝีมือระดับหกของตระกูลหลินสองคนก็ตกตายอย่างอนาถ โดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะตอบโต้!ผู้อาวุโสเก้ายืนเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่อาจปกปิดได้ มันเพิ่งตระหนักได้ว่า เด็กหนุ่มเบื้องหน้ามิใช่ปุถุชนผู้อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นยมทูตที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงแค้น!      "ซู... ซูหลงอวิ๋น! เจ้าใช้วิชามารนอกรีตใดกัน! หากผู้นำตระกูลทราบเรื่องนี้ เจ้าจะต้องถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น!" ผู้อาวุโสเก้าพยายามข่มความกลัว ตะโกนข่มขู่ด้วยเสียงสั่นเครือ      "วิชามาร? ฮ่าฮ่าฮ่า!" ซูหลงอวิ๋นหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเหว "ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ชนะคือความถูกต้อง ผู้พ่ายแพ้คือเศษสวะ ตระกูลหลินของพวกเจ้าสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อแย่งชิงสมบัติ นั่นเรียกว่าวิชาเซียนงั้นรึ? วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า พลังที่แท้จริงที่สามารถเหยียบย่ำสวรรค์ได้นั้น เป็นเช่นไร!"
         "อวดดีนัก! ระดับห้าแล้วอย่างไร ข้าคือระดับแปด ข้าจะบดขยี้เจ้าด้วยมือของข้าเอง!"
         ผู้อาวุโสเก้าคำรามลั่น มันรู้ดีว่าไม่มีทางหนีรอดไปจากความเร็วของเด็กหนุ่มได้ มีเพียงต้องสู้ตายเท่านั้น! มันระเบิดพลังปราณทั้งหมดที่มีในร่าง เปลวเพลิงสีแดงก่ำลุกพรึบขึ้นท่วมฝ่ามือทั้งสองข้าง พุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋นประดุจดาวตก
         "ฝ่ามือศิลาเพลิง กระบวนท่าสังหาร... เพลิงผลาญนภา!"
         คลื่นความร้อนมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าหาซูหลงอวิ๋น หมายจะหลอมละลายร่างของเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ทว่าเด็กหนุ่มกลับยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา ไม่หลบหลีกแม้แต่ก้าวเดียว
         "พลังแค่นี้ คิดจะแผดเผาข้าผู้มีเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล? ช่างน่าขันยิ่งนัก!"      ซูหลงอวิ๋นกระแทกเท้าลงพื้น จุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ปราณสีทองระเบิดออกจากร่างก่อตัวเป็นเกราะคุ้มกันบางๆ ทันทีที่ฝ่ามือเพลิงของผู้อาวุโสเก้าปะทะเข้ากับเกราะสีทอง เปลวเพลิงเหล่านั้นกลับถูกดูดกลืนหายเข้าไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับโคลนที่ถูกโยนลงมหาสมุทร!
         "อะไรกัน! พลังปราณของข้า!" ผู้อาวุโสเก้าอุทานด้วยความตื่นตระหนก มันรู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างกำลังถูกดึงดูดออกไปอย่างควบคุมไม่ได้      "ถึงตาข้าบ้างล่ะ!"
         ซูหลงอวิ๋นตวาดก้อง กระชับกระบี่กลืนเงาในมือแน่น เขาโคจรปราณยุทธ์ผสานเข้ากับเคล็ดวิชาที่เพิ่งหยั่งรู้ 'แนวคิดแห่งความแหลมคม' แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้กระบี่เล่มนี้ทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง!
         "กระบี่เดียว... ตัดวิญญาณ!"
         ฟวับ!
         ประกายกระบี่สีดำทมิฬพุ่งวาบตัดผ่านม่านฝ่ามือเพลิงอย่างง่ายดายราวกับตัดแผ่นกระดาษ ผู้อาวุโสเก้าเบิกตากว้าง พยายามเบี่ยงตัวหลบ ทว่าความเร็วของกระบี่นั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่ร่างกายอันชราภาพของมันจะตอบสนองทัน
         ฉึก!      กระบี่กลืนเงาแทงทะลุกลางหน้าอกของผู้อาวุโสเก้า ทะลวงขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ ปลายกระบี่โผล่ทะลุแผ่นหลัง หยดเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหิน
         "อั้ก..." ผู้อาวุโสเก้ากระอักเลือดคำโต นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อ มันก้มลงมองกระบี่สีดำที่ปักคาอกตนเอง พลังชีวิตและพลังปราณระดับแปดที่สั่งสมมาทั้งชีวิต กำลังถูกดูดกลืนไหลบ่าเข้าไปในตัวกระบี่อย่างบ้าคลั่ง
         "จะ... เจ้า... เป็นตัวประหลาดอันใด..." ผู้อาวุโสเก้าเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
         ซูหลงอวิ๋นดึงร่างของชายชราเข้ามาใกล้ๆ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
         "จำเอาไว้ เมื่อเจ้าไปถึงปรโลก จงบอกกล่าวแก่พญายมว่า ผู้ที่ส่งเจ้าลงนรก คือ ซูหลงอวิ๋น ผู้สืบทอดแห่งคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์! และจงรอรับวิญญาณของคนตระกูลหลินทั้งหมด ที่ข้าจะส่งตามลงไปในเร็วๆ นี้!"
         พรวด!
         ซูหลงอวิ๋นกระชากกระบี่ออก ร่างของผู้อาวุโสเก้าที่บัดนี้แห้งเหี่ยวไร้ซึ่งพลังชีวิต ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น สิ้นใจตายตาไม่หลับ
         เด็กหนุ่มหลับตาลง ซึมซับพลังปราณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลที่กระบี่กลืนเงาส่งต่อมาให้ พลังของผู้อาวุโสระดับแปดถูกเคล็ดวิชากลืนนภาขัดเกลาจนบริสุทธิ์ ช่วยเติมเต็มจุดตันเถียนของเขาจนอัดแน่น ทำให้รากฐานในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่ห้าของเขามั่นคงดุจศิลาแลง
         เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ซูหลงอวิ๋นก็ก้มลงเก็บถุงผ้าใบเล็กๆ จากเอวของผู้อาวุโสเก้า มันคือ 'ถุงวิญญาณ' อุปกรณ์มิติระดับต่ำที่ใช้เก็บสิ่งของ เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู ภายในมีหินปราณระดับต่ำอยู่หลายร้อยก้อน สมุนไพรวิญญาณอีกจำนวนหนึ่ง และที่สำคัญคือ มีขวดหยกบรรจุโอสถรักษาบาดแผลอยู่ด้วย นับเป็นทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมสำหรับการตั้งตัว
         เขาเก็บมุกวายุสลายพิษที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาโยนลงในถุงวิญญาณ แม้เขาจะไม่ต้องการมันเพื่อป้องกันพิษ แต่ก็นำไปขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของในอนาคตได้ซูหลงอวิ๋นยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรู สายลมก้นหุบเหวพัดพาชายเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเขาให้พลิ้วไหว เขาเงยหน้าขึ้นมองฝ่าความมืดมิดและหมอกพิษขึ้นไปยังเบื้องบน
         "ผู้อาวุโสเก้าตายแล้ว ตระกูลหลินย่อมต้องรับรู้ถึงความผิดปกติในไม่ช้า... เวลาของข้าในหุบเหวแห่งนี้ใกล้จะหมดลงแล้ว ข้าต้องเร่งทะลวงสู่ขั้นที่เจ็ดให้จงได้ จากนั้น... ข้าจะปีนขึ้นไปเหยียบย่ำสวรรค์จอมปลอมของตระกูลหลินให้จมดิน!"
         เด็กหนุ่มหมุนตัวเดินลึกเข้าไปในความมืดมิด ทิ้งร่องรอยแห่งการนองเลือดไว้เบื้องหลัง ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งวิถีเทวะอย่างไม่หยุดหย่อน การต่อสู้เพื่อชำระแค้นครั้งแรกจบลงแล้ว