เสียงเครื่องยนต์รถเก๋งคลาสิตคันเก่าของนทีเงียบลงเมื่อเขาขับเข้ามาจอดตรงลานดินหน้าบ้านไม้สองชั้นที่เขาเคยเติบโตมา บ้านหลังนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก หลังคาเมื่อก่อนมุงสังกะสีบางแผ่นยังเป็รอยสนิมตอนนี้เปลี่ยนไปเป็มุงกระเบื้อง ผนังไม้สีหม่นคล้ำตามกาลเวลา ต้นมะม่วงใหญ่ข้างรั้วยังคงยืนตระหง่านเหมือนเดิม
เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไป คือบรรยากาศที่โอบล้อม
มีเก้าอี้พลาสติกสีซีดวางเรียงรายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีผ้าขาวโยงอยู่หน้าบ้าน ปกคลุมโลงศพที่ตั้งอยู่ภายใน ศาลาชั่วคราวถูกกางไว้ด้านข้าง เสียงสวดมนต์จากเครื่องขยายเสียงดังแว่วออกมาเป็ระยะ สอดประสานกับเสียงลมฝนที่โหมเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
หัวใจนทีเต้นช้าลงเมื่อสายตาเขากวาดไปเห็นป้ายงานศพที่เขียนชื่อของ พ่อ ชัดเจน มันเหมือนตราประทับสุดท้ายว่า ชายคนนั้นได้จากไปจริงๆ
ประตูไม้ถูกผลักออกมา ตาชัย ชายชลาวัย 78 ที่ดูแก่และเหมือนไม้ใกล้ผัง ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างชราโงนเงนเล็กน้อย แต่สายตายังคงแข็งแรงและอบอุ่นเหมือนเดิม
“นที…เอ็งกลับมาแล้ว” เสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
นทีพยักหน้าเบาๆ น้ำหนักในหัวใจทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มศีรษะให้ตาอย่างเคารพ
“ตารู้นะ เอ็งไม่อยากกลับมา แต่ครั้งนี้ พ่อเอ็งไปแล้วจริงๆ ต่อให้โกรธกันแค่ไหน เราก็เืเนื้อเดียวกัน” ตาชัยเอื้อมมือมาวางบนไหล่เขาเบาๆ
นทีหลบตา ความรู้สึกที่ตีกันวุ่นวายทั้งโกรธ เกลียด เสียใจ และว่างเปล่าประดังเข้ามาพร้อมกัน เขาพยายามจะไม่ปล่อยให้น้ำตาไหล แต่ลมหายใจกลับสั่นจนควบคุมไม่ได้
เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เสียงสวดดังชัดขึ้น กลิ่นธูปตลบอบอวลจนแทบหายใจติดขัด
ดวงตาของเขากวาดไปเห็น โลงศพ ตั้งอยู่กลางห้องรับแขก บนโต๊ะใกล้กันมีกรอบรูปพ่อวางอยู่ ภาพนั้นคือชายวัยกลางคนที่ใบหน้าคมเข้มยังคงเหมือนเดิม เหมือนวันที่เขาจำได้ั้แ่เด็ก เพียงแต่ไม่มีวันได้เห็นอีกแล้ว
และตรงมุมห้อง…สายตาของนทีหยุดชะงัก
ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ เธอคือ น้ามุก หญิงที่พ่อพากลับมา ในวันนั้นผู้หญิงที่กลายเป็เงาดำในความทรงจำของเขา จนถึงวันนี้เธอยังอยู่ตรงนี้ ข้างๆ พ่อ แม้ในวาระสุดท้าย
หัวใจนทีบีบรัดแน่น เขากำหมัดโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกทั้งเก่าและใหม่ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นซัดใส่ฝั่งที่ไม่เคยหยุดพังทลาย
เขาไม่รู้เลยว่าตนจะรับมือกับทุกสิ่งตรงหน้าได้อย่างไร
ฉากปะทะอารมณ์ครั้งแรก
หลังจากนทีพนมมือไหว้หน้าศพเสร็จ เขาก็นั่งเงียบๆ อยู่ตรงมุมศาลา สายตาจับจ้องไปที่โลงศพ แต่ในใจกลับร้อนระอุเหมือนมีกองไฟก่อขึ้น
สายตาของเขาเลื่อนไปเจอ ผู้หญิงคนนั้น ที่กำลังจัดดอกไม้ธูปเทียนอยู่ข้างๆ ญาติผู้ใหญ่ เธอยังดูสงบ ท่าทีเรียบร้อยเหมือนคนในครอบครัว ครอบครัวที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเป็ของตัวเอง
ทุกครั้งที่เธอหันมามอง นทีก็ต้องหันหน้าหนี ราวกับสายตานั้นคือเข็มพิษที่ทิ่มแทงใจ
จนในที่สุด ความอัดอั้นที่กดไว้ไม่ไหวก็ะเิออกมา
นทีลุกขึ้น ก้าวเข้าไปหา เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดัง ตึก ตึก ทำให้คนรอบข้างชะงักหันมามอง เขาหยุดตรงหน้าเธอ น้ำเสียงแข็งและเย็นจนทุกคนััได้
“ยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนอีกเหรอครับ”
เธอชะงัก มือที่กำลังจัดพวงหรีดสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามปรับสีหน้าให้สงบ
“นที น้าเข้าใจว่าเธอคงไม่ชอบหน้า แต่วันนี้ไม่ใช่เวลามาเอาเื่กัน”
คำว่า น้าเข้าใจ ทำให้นทีหัวเราะในลำคอ เสียงแห้งแล้งเหมือนคนขมขื่น
“เข้าใจเหรอครับ? เข้าใจว่าผมโตมากับอะไร เข้าใจว่าผมเห็นแม่ตัวเองร้องไห้จนหมดแรง แล้วสุดท้ายต้องหายไปเพราะอะไร? หรือเข้าใจว่าผมต้องอยู่กับคำถามมาตลอดว่าทำไมพ่อถึงเลือกคุณแทนที่จะเลือกครอบครัว?”
เสียงของเขาดังชัดไปทั่วศาลา ทำเอาญาติผู้ใหญ่นั่งอึ้ง บางคนพยายามเข้ามาห้าม แต่ก็ไม่กล้าแตะต้อง
ผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว ก่อนจะเงยหน้ามองเขา
“น้าไม่เคยตั้งใจให้เื่มันเป็แบบนี้ พ่อเธอเลือกเอง น้าก็แค่”
“แค่เข้ามาแทนที่แม่ผมงั้นเหรอ!” นทีตะคอกเสียงดังจนเด็กๆ แถวนั้นสะดุ้ง
ความเงียบกดทับทั่วทั้งงาน เสียงฝนด้านนอกกระหน่ำลงมาแรงยิ่งขึ้น ราวกับเป็ฉากประกอบที่ชะตากำหนดไว้
นทีหอบหายใจแรง ดวงตาแดงก่ำ แต่เขายังไม่ร้องไห้ เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ก่อนจะหันหลังกลับ เดินออกไปนอกศาลา ปล่อยให้เสียงฝนซัดกระทบตัวเหมือนจะล้างความรู้สึกที่กำลังเดือดพล่าน
ฉากตาชัยเข้ามาปลอบ
เสียงฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด ลมแรงพัดสาดเข้ามาใต้ชายคาศาลาเหมือนจะซ้ำเติมบรรยากาศที่หนักหน่วง
นทีเดินออกมายืนใต้ต้นมะม่วงใหญ่ น้ำฝนซัดใส่ร่างจนเสื้อเปียกชุ่ม เขายกมือขึ้นกุมหน้า หอบหายใจแรง ๆ ราวกับพยายามจะกลืนก้อนแข็งที่จุกคออยู่ให้หายไป
เสียงฝีเท้าเงียบ ๆ ค่อย ๆ เดินตามมา ก่อนที่ ตาชัย จะมายืนข้าง ๆ พร้อมกับกางร่มไม้ไผ่เก่า ๆ บังหัวนทีไว้
“เปียกหมดแล้วโว้ยหลาน ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นเรียบง่าย แต่แฝงความห่วงใย
นทีเอียงหน้ามองตา น้ำฝนผสมกับหยดน้ำตาไหลลงมาบนแก้ม เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ผม…ผมทนไม่ไหวตา ผมเห็นหน้าเขาแล้ว…ผมโกรธ โกรธจนอยากะโออกมาให้หมด”
ตาชัยวางมือลงบนบ่าของหลานชาย บีบเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“ตารู้นที ตารู้นานแล้วว่าหลานเก็บไฟไว้ในอกมานานแค่ไหน มันถึงเวลาแล้วล่ะที่ไฟนั่นจะได้ระบายออกมา”
นทีหลับตาแน่น เสียงสะอื้นติดอยู่ในลำคอ
“แต่ผมก็รู้สึกผิด พ่อเพิ่งตายแท้ ๆ ผมควรจะสงบ ไม่ใช่มาะเิใส่แบบนั้น”
ตาชัยถอนหายใจยาว ดวงตาขุ่นมัวจากวัยชราแต่มองนทีด้วยความอ่อนโยน
“ฟังตานะ การที่เอ็งโกรธ แปลว่าเอ็งยังรัก ยังอยากให้เขาเป็พ่อที่ดีอย่างที่ควรจะเป็ ถ้าไม่รักเลย…เอ็งคงเฉย ๆ ไปนานแล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนหินก้อนใหญ่หล่นลงมาในใจนที น้ำตาไหลออกมาโดยไม่อาจห้ามได้ เขาทรุดลงนั่งพิงต้นไม้ ปล่อยให้น้ำฝนและน้ำตาไหลรวมกันอย่างหมดแรง
ตาชัยย่อตัวลงข้าง ๆ ใช้มือเหี่ยวย่นลูบหัวหลานชายเบา ๆ
“ไม่ต้องอายที่จะร้องไห้หลานเอ๋ย วันนี้เอ็งเสียพ่อไปจริง ๆ ถึงจะเป็พ่อที่ทำให้เอ็งเจ็บ แต่เขาก็คือพ่อ เอ็งก็แค่ บอกลาเขาให้ดีที่สุด”
เสียงฝนยังดังไม่หยุด แต่ในอ้อมคำปลอบโยนของตาชัย หัวใจที่แตกสลายของนทีก็เหมือนได้พักพิง แม้เพียงชั่วขณะก็ตาม
การได้มาพบเจอเพื่อนเก่า
บรรยากาศงานศพ่หัวค่ำยังคงคึกคัก ผู้คนในหมู่บ้านทยอยกันมาช่วยงาน ทั้งช่วยจัดอาหาร ล้างแก้วน้ำ บ้างก็นั่งล้อมวงคุยกันเพื่อให้เ้าภาพไม่เงียบเหงา
นทีที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างศาลา พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“เฮ้ย! นี่มัน นทีใช่ไหมวะ!”
เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้เขาหันไปช้า ๆ ก่อนจะเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวคล้ำแดด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง มีโชค เพื่อนเก่าสมัยมัธยม ที่ไม่ได้เจอกันนานนับสิบปี
นทีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากจะแตะยิ้มจาง ๆ
“มีโชค…จริง ๆ ด้วย”
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้พูดอะไรกันต่อ เสียงใส ๆ ของหญิงสาวก็ดังแทรกเข้ามาพร้อมกับร่างบางที่วิ่งปราดเข้ามา
“พี่นทีจริง ๆ ด้วย! โอ๊ย…ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่จะกลับมา!”
มีนา น้องสาวของมีโชค โผเข้ามาอย่างไม่ลังเล ดวงตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด เธอยกมือไหว้เขา แต่สายตากลับเอาแต่สำรวจใบหน้าของนทีเหมือนกำลังย้ำกับตัวเองว่า ใช่จริง ๆ ไม่ใช่ฝัน
นทีหัวเราะเบา ๆ รับไหว้ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงอบอุ่น
“โตเป็สาวเต็มตัวแล้วนะมีนา พี่แทบจำไม่ได้เลย”
มีนาทำหน้าบูดเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มออกมา
“พูดเหมือนพี่แก่เลยนะ! แต่หนูก็แอบดีใจมาก ๆ เลย พี่กลับมาทั้งที ไม่บอกไม่กล่าวเลยนะ”
มีโชคหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่นทีเต็มแรงเหมือนคนไม่เคยห่างหาย
“เอ็งก็รู้นทีมันเป็คนแบบนี้แหละเฮ้ย ไม่บอกใครง่าย ๆ แต่โผล่มาทีเล่นเอาใกันทั้งบ้าน ฮ่า ๆ”
นทีหัวเราะตาม แต่ในแววตายังมีเงาเศร้าเล็กน้อย เขาเชิญทั้งสองมานั่งลงตรงม้านั่งยาวข้างศาลา กลิ่นธูปจาง ๆ คลอไปกับเสียงฝนที่ยังพรำเบา ๆ
มีโชคเอ่ยขึ้นเป็คนแรก
“เวลาก็ผ่านไปไวเนอะ มึงไปทำงานกรุงเทพตั้งกี่ปี กลับมาทีก็ตอนงานศพพ่อนี่แหละ”
นทีนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“อืม ใช่ ไม่คิดว่าจะได้กลับมาแบบนี้หรอก”
มีนาเหลือบตามองนที สีหน้ากังวล แต่เลือกที่จะไม่ซักต่อ เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเปลี่ยนเื่แทน
“หลายปีที่ผ่านมา ที่นี่ก็เปลี่ยนไปเยอะนะพี่ ถนนหนทางกว้างขึ้น ร้านค้าก็มากขึ้น แต่บางอย่างก็เหมือนเดิมอยู่ดี อย่างต้นมะม่วงหน้าศาลานี่ไง ”
เธอชี้ไปยังต้นมะม่วงใหญ่ที่นทีเคยนั่งเล่นตอนเด็ก ๆ ภาพวันเก่าหวนกลับมาในหัวทันที เสียงหัวเราะ เสียงไก่ขันยามเช้า เสียงตาชัยเรียกให้กลับบ้านกินข้าว
มีโชคเสริม
“ตอนเอ็งไม่อยู่นะ ตาชัยก็เหนื่อยไม่น้อย ทั้งสวนทั้งนา ต้องดูแลหมด แต่ก็ยังปากแข็ง บอกว่ามีหลานส่งเงินมาช่วยอยู่ ไม่เคยบ่นเลยสักคำ”
นทีเม้มปากแน่น หัวใจสะท้อนกับคำพูดนั้น เขาได้แต่ก้มหน้าฟัง ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
มีนาเอียงหน้ามองเขา ยิ้มให้กำลังใจ
“ไม่เป็ไรหรอกพี่นที การที่พี่กลับมาครั้งนี้ หนูก็เชื่อว่าตาชัยกับทุกคนดีใจมากแล้วล่ะ”
คำพูดง่าย ๆ ของเธอเหมือนลมอุ่นพัดผ่านหัวใจที่เย็นชืดของนที เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนยกยิ้มบาง ๆ ให้กับทั้งคู่
“ขอบใจนะ ทั้งสองคนเลย ดีใจที่ได้เจอจริง ๆ”
ลมเย็นจากฝนที่เพิ่งซาลงพัดผ่าน ศาลาที่ใช้จัดงานศพเงียบลงไปชั่วครู่ เหลือเพียงเสียงจั๊กจั่นร้องประปราย
นที มีโชค และมีนา นั่งล้อมกันตรงม้านั่งยาวไม้เก่า ๆ ข้างศาลา กลิ่นดินชื้นหลังฝนอบอวลอยู่รอบตัว ทำให้บรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็เด็ก
มีโชคเอนหลังพิงเสาไม้ หัวเราะในลำคอเบา ๆ
“เฮ้ย นที ยังจำได้ป่ะ สมัยมัธยมเราโดนครูฝ่ายปกครองไล่ตีก้น เพราะแอบหนีไปเล่นน้ำคลองหลังโรงเรียน”
นทีเงยหน้าขึ้นจากความเงียบ ยิ้มจาง ๆ
“จำได้สิ แล้วใครล่ะที่เป็คนชวน หนีเรียนวิชาคณิตไปจับปลาซิว สุดท้ายก็โดนพ่อมึงลากหูไปเคลียร์กับครู”
มีนาหัวเราะร่า มือทาบอกเหมือนนึกภาพออก
“โอ๊ย หนูจำได้เลย ตอนนั้นพี่นทีหน้าซีดเหมือนคนจะเป็ลม ส่วนพี่มีโชคนี่สิ หัวเราะเสียงดังเหมือนมันตลกสุด ๆ”
ทั้งสามหัวเราะพร้อมกัน เสียงหัวเราะนั้นทำให้บรรยากาศงานศพที่หม่นหมองดูผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
มีโชคทำท่าคิด แล้วหันมามองนที
“แล้วตอนนั้น เอ็งเคยพูดใช่มั้ย ว่าอยากไปเรียนทำอาหาร อยากมีร้านเล็ก ๆ ของตัวเองริมทะเล ใช่เปล่าวะ”
คำถามนั้นทำให้นทีเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“อืม ใช่ ความฝันนั้นยังอยู่ แต่ไม่รู้จะไปถึงเมื่อไหร่ ตอนนี้ก็ยังติดอยู่แค่ในครัวของคนอื่น”
มีนาเอียงหน้ามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“แต่พี่นทีก็ทำสำเร็จแล้วนี่ อย่างน้อยพี่ก็ได้ทำในสิ่งที่รัก ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่กล้าตามความฝันแบบนั้น”
นทีหันมามองเธอ ยิ้มบาง ๆ ในใจเหมือนถูกปลอบโดยไม่รู้ตัว
มีโชคตบบ่าของนทีแรง ๆ
“ถูกของมีนาเลยโว้ย เอ็งเก่งจะตายไป ไอ้เรายังต้องนั่งแบกไถนาอยู่ทุกวัน ฝันอยากไปเที่ยวกรุงเทพยังไม่มีปัญญาเลย ฮ่า ๆ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มีแววขมขื่นซ่อนอยู่เล็กน้อย
นทีทอดสายตาออกไปในความมืดภายนอกศาลา เขาได้ยินเสียงกบร้องในนาข้าว เสียงน้ำฝนไหลตามรางหลังคา ทุกอย่างเหมือนย้ำเตือนว่า นี่คือบ้าน บ้านที่เขาหนีจากมา แต่ก็ยังมีคนรอคอยเสมอ
เขาพึมพำเบา ๆ
“ไม่คิดเลย ว่าจะมีคนยังจำความฝันของเรากันอยู่”
มีนาเงยหน้าขึ้น มองเขาตรง ๆ
“ก็เพราะพี่นทีไม่เคยหายไปจากใจเราไง ถึงจะหายไปจากหมู่บ้าน แต่สำหรับหนูกับพี่มีโชค…พี่นทีก็ยังเป็เหมือนเดิม”
นทีเงียบไปนาน ความอบอุ่นแผ่ซ่านในอก ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาได้จริง ๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่กลับมาที่นี่
แสงไฟนีออนสีเหลืองซีดในศาลาส่องลงมาบนใบหน้าทั้งสามคน เงาไม้ใหญ่แกว่งไกวตามแรงลมเย็นหลังฝนหยุดตก บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากหัวเราะรื้อฟื้นเื่เก่า ๆ กันไปพักใหญ่
มีโชคหันมามองนที แววตาเจือความจริงจังขึ้น
“ว่าแต่…เอ็งจะอยู่นี่กี่วันวะนที?”
นทีถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ก็คงจนกว่างานศพพ่อเสร็จนั่นแหละว่ะ ลางานมาไม่นานนัก ที่กรุงเทพก็ยังมีหน้าที่รออยู่”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ มีนาเบะปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาเสียงเบาแต่ชัดเจน
“เสียดายจัง…หนูอยากให้พี่นทีอยู่กับพวกเรานาน ๆ ไม่ก็กลับมาอยู่เลยก็ดีนะ”
นทีเหลือบตาไปมองเธอ ยิ้มจาง ๆ แล้วส่ายหัว
“ไม่ได้หรอก พี่คงไม่ชินกับชีวิตที่นี่แล้วล่ะ มีนากรุงเทพมันอาจจะเหนื่อย แต่ที่นั่นก็เป็ที่ของพี่ไปแล้ว”
มีนาเม้มริมฝีปาก ดวงตาฉายแววผิดหวังน้อย ๆ ก่อนกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม
“หนูเข้าใจค่ะ แค่พูดไปอย่างนั้นเอง”
มีโชครีบหัวเราะกลบเกลื่อน บรรยากาศเริ่มฝืด
“เอาน่า ๆ มีนาอย่าไปกดดันเขาเลย เอ็งก็รู้ นทีมันหัวดื้อของมันแบบนี้ั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ฮ่า ๆ”
แต่ในแววตาของมีนา ไม่ได้มีแค่ความเสียดายธรรมดา ๆ มันซ่อนความอาลัยอาวรณ์และบางสิ่งบางอย่างที่เธอยังไม่กล้าเปิดเผยออกมา
นทีเองก็ััได้เล็กน้อย แต่เลือกจะเงียบไว้ เขาเพียงแค่ก้มมองพื้นดินชื้น ๆ ที่ยังมีกลิ่นฝน พร้อมคิดในใจว่า บางที การกลับบ้านครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่เื่งานศพพ่อเท่านั้น แต่กำลังจะดึงบางสิ่งที่เขาไม่ทันตั้งตัวกลับมาอีกด้วย