ยามเช้าแห่งต้าเซี่ยคึกคักกว่าทุกวัน ถนนสายหลักประดับด้วยโคมสีทองและผืนแพรหลากสีทอดยาวตลอดแนวตลาด ร้านค้าหลายแห่งนำเครื่องเซ่นออกมาจัดวางหน้าร้าน บ้างจุดประทัด บ้างจุดธูป จนควันสีขาวลอยคลุ้งไปทั่วเมือง
เสียงผู้คนกล่าวถึงวันสามวีรชนดังอยู่ทุกหนแห่ง
ทว่า ณ มุมหนึ่งของตลาด เยว่เสวี่ยหลิงกลับนั่งเงียบอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ข้าวต้มในชามยังคงร้อน นางทอดสายตามองผู้คนที่กำลังพูดถึงสามวีรชนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันมาสบตาโยวหงซึ่งกำลังเป่าข้าวต้มในชามอย่างระมัดระวัง
“ท่านโม่ปิง...คือบิดาของท่านโม่หยวนซางจริงหรือ”
โยวหงพยักหน้า พลางยกชามขึ้นดื่ม ก่อนใช้หลังมือเช็ดมุมปาก แล้วเหลือบเห็นว่าข้าวต้มของเยว่เสวี่ยหลิงยังแทบไม่พร่อง
หญิงสาวก้มมองผิวน้ำในชามซึ่งสั่นไหวตามแรงลม เงาสะท้อนของตนแตกกระจายเป็ระลอก ก่อนค่อย ๆ เลือนหายไป
“เช่นนั้น...บรรพบุรุษของข้าก็เป็ผู้สังหารบิดาของเขาสินะ”
ฉิงอีซึ่งกำลังดื่มข้าวต้มชะงักไปเล็กน้อย นางวางชามลง ก่อนยกแขนโอบเอวเยว่เสวี่ยหลิงไว้เบา ๆ
“เหตุใดเ้าจึงวิตกถึงเพียงนั้น”
นางหยิบชามข้าวต้มของอีกฝ่ายขึ้นมายัดกลับใส่มือเ้าของ พร้อมใช้สองมือช่วยประคองไว้จนเยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามาสบตา
“หากเขายังคิดโทษเ้าอยู่จริง เหตุใดจึงยังดีกับเ้าถึงเพียงนี้”
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของฉิงอี
“นั่นก็หมายความว่า...เขาไม่เคยคิดกล่าวโทษเ้าเลย”
เยว่เสวี่ยหลิงมองรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระชับชามข้าวต้มในมือแน่นขึ้น แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นดื่ม
“สักวันหนึ่ง...ข้าจะตอบแทนเขา”
นางหันมองฉิงอีและโยวหงซึ่งกำลังมองตนอยู่
ฉิงอียกไหล่กระแทกนางเบา ๆ
“เ้าจะตอบแทนเขาอย่างไร”
นางเหลือบตาไปทางโยวหง
“เ้าแต่งงานกับเขาน่าจะเป็การตอบแทนที่ดีที่สุด”
โยวหงหัวเราะ ก่อนใช้ไหล่กระแทกเยว่เสวี่ยหลิงอีกด้าน
“ใช่แล้ว”
“ตอบแทนแบบนั้นง่ายกว่าตั้งเยอะ”
เยว่เสวี่ยหลิงแทบสำลักข้าวต้ม รีบวางชามลง แล้วใช้สองมือผลักศีรษะของทั้งคู่แยกออกจากกัน
“พวกเ้าพูดเหลวไหลอะไร”
นางลุกขึ้นยืนทันที
“เขาไม่ได้ชอบข้าเสียหน่อย”
ฉิงอีกับโยวหงสบตากัน ก่อนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“แล้วเหตุใดเ้าจึงรู้แน่ชัดเช่นนั้นเล่า”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักไปเพียงครู่ ก่อนรีบวางเศษเงินลงบนโต๊ะ
“ข้าไม่คุยกับพวกเ้าแล้ว”
นางสะบัดชายอาภรณ์แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็หยุด หันกลับมายิ้มให้เพื่อนทั้งสอง
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว...เพราะข้ามีพวกเ้า”
ฉิงอีกับโยวหงหยุดหัวเราะ รอยยิ้มอบอุ่นค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทั้งสองวางเศษเงินลงบนโต๊ะ ก่อนรีบวิ่งตามแผ่นหลังของนางไป ท่ามกลางแสงตะวันยามเช้าที่ทอดยาวไปตามถนนของต้าเซี่ย
ไม่ไกลจากจุดนั้น หยางเสวี่ยอินกำลังยืนอยู่ใต้ชายคาร้านแห่งหนึ่ง ขลุ่ยหยกถูกยกขึ้นแนบริมฝีปาก ดวงตาปิดสนิทขณะบรรเลงท่วงทำนองอ่อนหวาน
เสียงขลุ่ยล่องลอยไปตามสายลมยามเช้า ผู้คนที่เดินผ่านต่างชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว บ้างยืนนิ่งรับฟัง บ้างวางเศษเงินลงในถุงย่ามซึ่งวางอยู่เบื้องหน้า
เมื่อบทเพลงจบลง ผู้คนจึงค่อย ๆ แยกย้ายไปตามทางของตน เหลือเพียงเศษเหรียญจำนวนหนึ่งกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหิน
หยางเสวี่ยอินก้มลงเก็บอย่างเงียบ ๆ
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของนางจะััเหรียญเ่าั้ มืออีกคู่หนึ่งกลับหยิบมันขึ้นมาก่อน
นางเงยหน้าขึ้น
เยว่เสวี่ยหลิงกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
“พวกเ้าคงอยากหัวเราะข้าใช่หรือไม่”
น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่ง หากซ่อนความระแวงไว้เพียงบางเบา
ฉิงอีกับโยวหงสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงช่วยเก็บเหรียญที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นโดยไม่กล่าวสิ่งใด
เยว่เสวี่ยหลิงยื่นเหรียญทั้งหมดคืนให้อีกฝ่าย
“เสียงขลุ่ยของเ้าเพราะมาก”
หยางเสวี่ยอินชะงักไปเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ฉิงอีกับโยวหงก็เดินเข้ามาสมทบ ก่อนวางเหรียญที่เก็บได้ลงในมือนางเช่นกัน
“นี่เงินของเ้า”
โยวหงยิ้มกว้าง พลางกระพือปีกสีดำเบา ๆ
“คราวหน้าหากเ้าจะขายเสียงอีก”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เรียกพวกข้ามาช่วยเก็บเงินด้วยสิ”
ฉิงอีหัวเราะเบา ๆ พลางเอื้อมมือแตะปีกของโยวหงให้ลดลง
แม้แต่หยางเสวี่ยอินเองก็ยังนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าควรตอบสิ่งใด
ทันใดนั้น เสียงประทัดก็ดังขึ้นทั่วทั้งตลาด
เปรี้ยง—เปรี้ยง—
ผู้คนจำนวนมากทยอยออกมายืนหน้าบ้านและร้านค้าของตน ทั้งสี่หันมองไปรอบด้าน ก่อนยกมือประสานไว้ระดับอก แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับชาวเมืองทั้งต้าเซี่ย
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าซึ่งกำลังพ้นขอบฟ้า เสียงของผู้คนทั้งเมืองดังก้องขึ้นพร้อมกัน
“รำลึกถึงสามวีรชน”
เวลาล่วงเลยกระทั่งตะวันเคลื่อนขึ้นสู่กลางฟ้า เสียงแตรยาวจากกำแพงเมืองต้าเซี่ยดังสะท้อนเหนือหลังคาเรือนและท้องถนนซึ่งยังคงคึกคัก
ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านนอกกำแพงเมือง ร่างทั้งสี่หยุดพักอยู่ในร่มเงา หยางเสวี่ยอินเดินตรงไปยังโคนต้นไม้ราวกับคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างดี นางวางถุงย่ามลงข้างลำต้น หยิบหมั่นโถออกมาหนึ่งลูก แล้วจึงยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่มน้ำ
“พวกเ้าตามข้ามาทำไม”
น้ำเสียงเรียบเฉยดังขึ้นโดยที่นางไม่ได้หันกลับมา
เยว่เสวี่ยหลิงกวาดสายตามองโดยรอบ ร่องรอยกองไฟเก่ายังหลงเหลืออยู่ใต้ต้นไม้ พื้นหญ้าบางส่วนถูกกดทับจนราบเรียบ ราวกับมีผู้คนใช้สถานที่แห่งนี้พักอาศัยมาเป็เวลานาน
นางชะงักเล็กน้อย
“เมื่อคืน...เ้านอนที่นี่หรือ”
หยางเสวี่ยอินเงียบไปครู่หนึ่ง จึงหันกลับมามอง สายตาเคลื่อนผ่านอาภรณ์สีขาวของเยว่เสวี่ยหลิง แม้มีรอยขาดจากการเดินทางอยู่หลายแห่ง แต่เนื้อผ้ายังคงใหม่และสะอาด ก่อนเลื่อนไปยังฉิงอีซึ่งมีกลิ่นสมุนไพรอ่อนจางติดกายอยู่เสมอ
“ข้าไม่ได้มีเงินมากเหมือนพวกเ้า”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเมื่อสายตาหยุดลงที่โยวหง รอยยิ้มบางกลับปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
“ยกเว้นเ้า”
โยวหงก้มมองอาภรณ์ของตนซึ่งเต็มไปด้วยรอยปะ ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
หยางเสวี่ยอินล้วงถุงผ้าเก่าใบเล็กซึ่งเหน็บอยู่ข้างเอวออกมาอย่างทะนุถนอม ผืนผ้าซีดจางจากการใช้งานจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม นางค่อยๆ คลายปากถุง แล้วนับเหรียญเพียงไม่กี่เหรียญในมือ เมื่อแน่ใจว่ายังอยู่ครบจึงเก็บกลับเข้าที่เดิม
สายลมพัดผ่าน พากลิ่นสมุนไพรจากกายฉิงอีลอยมาแตะจมูก
“เ้ามาจากชิงหว่านอี๋ใช่หรือไม่”
หยางเสวี่ยอินเอ่ยถาม ก่อนถอนหายใจแ่เบา
“ส่วนข้ามาจากหานเยวี่ย...แคว้นที่ผู้คนกล่าวกันว่าต้องสำนึกผิด”
รอยยิ้มคล้ายเย้ยตนเองแตะอยู่บนริมฝีปาก
“มีเพียงหิมะ ความหนาวเย็น และความยากจนเท่านั้นที่โดดเด่นกว่าแคว้นอื่น”
สายตาของนางทอดลงไปยังขลุ่ยหยกสีขาวในมือ ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบผ่านเนื้อหยกอย่างแ่เบา
“สิ่งเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้ข้าก็คือขลุ่ยเลานี้ ข้าจึงมาจวินเหิงหย่วน หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีความสามารถมากพอจะกลับไปสอนผู้คนที่บ้านเกิด”
ลมอ่อนพัดผ่านใต้ร่มไม้ หยางเสวี่ยอินเงยหน้ามองทั้งสามคนซึ่งยังคงยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม
“ตอนนี้พวกเ้าก็รู้แล้ว...กลับไปเถิด”
โยวหงทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าใต้ต้นไม้ หลุบตามองพื้นหญ้าเบื้องหน้า
“ข้าก็ไม่ได้ต่างจากเ้านักหรอก”
นางกล่าวเบาๆ ปีกสีดำด้านหลังขยับเพียงเล็กน้อย ขณะที่มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบเรือนผมสีแดงของตน
“และเ้าก็รู้ดีว่าเพราะเหตุใด”
หยางเสวี่ยอินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเคลื่อนไปตามปีกสีดำและเรือนผมซึ่งแตกต่างจากผู้คนทั่วไป
โยวหงหัวเราะเบา ๆ
“ข้าเข้าจวินเหิงหย่วนเพราะอยากแข็งแกร่งขึ้น อยากเป็กำลังให้ท่านโม่หยวนซาง”
นางทอดสายตามองออกไปไกลเหนือกำแพงเมือง
“และหากเป็ไปได้...ข้าก็อยากช่วยผู้คนในภพอสูรเช่นกัน ไม่ต่างจากเ้าที่อยากช่วยคนในหานเยวี่ย”
ฉิงอีขยับเข้ามานั่งข้างโยวหง ก่อนค่อย ๆ เปิดอาภรณ์บริเวณแขนของนางออก รอยแผลจากการต่อสู้และการเดินทางยังปรากฏอยู่จาง ๆ
“เ้านี่พยายามจริง ๆ”
นางพึมพำ พลางคลายผ้าพันแผลเก่าออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงหยิบขวดยาสีขาวซึ่งเหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมา แล้วโรยผงยาลงบนาแทีละน้อย
โยวหงนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงนั่งนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายทำแผลต่อไป
“ส่วนข้า...” ฉิงอีกล่าวขณะพันผ้าผืนใหม่กลับเข้าที่
“ข้าอยากเรียนรู้เื่สมุนไพรให้มากกว่านี้ สักวันหนึ่งข้าจะกลับไปหมู่บ้านหมอเทวะ แล้วทำให้ที่นั่นดียิ่งกว่าเดิม”
นางเก็บขวดยากลับเข้าข้างเอว ลมอ่อนพัดผ่านใต้ร่มไม้ เยว่เสวี่ยหลิงมองเพื่อนทั้งสามอยู่เงียบ ๆ ก่อนขยับเข้าไปนั่งข้างหยางเสวี่ยอิน
“ดูเหมือนพวกเราทุกคนต่างก็มีเป้าหมายของตนเอง”
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ส่วนข้า...”
ฝ่ามือของนางค่อย ๆ คลายออก แสงสีเงินสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนหลอมรวมเป็เสี้ยวจันทราซึ่งลอยนิ่งอยู่เหนือฝ่ามือ ดวงตาของหยางเสวี่ยอินสะท้อนภาพจันทร์เสี้ยวนั้นอย่างชัดเจน
“ข้ามาจวินเหิงหย่วนเพราะสภาสั่งให้มา หลายครั้งที่ข้าถูกลอบสังหารเพราะสิ่งนี้”
เยว่เสวี่ยหลิงใช้นิ้วลูบผ่านคมสีเงินเบา ๆ แสงจากเสี้ยวจันทราสะท้อนใบหน้าของนางเป็ประกายอ่อนจาง
“และบางที...สักวันหนึ่งข้าอาจตายเพราะมันเช่นกัน”
สิ้นคำ เสี้ยวจันทราพลันหมุนวนช้า ๆ ก่อนลอยโคจรรอบคนทั้งสี่ เกิดเป็แสงสีเงินโปร่งบางใต้ร่มไม้ เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น แววตาคู่นั้นยังคงสงบนิ่ง
“แต่ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะใช้มันปกป้องคนสำคัญของข้า”
นางหันกลับมาหาหยางเสวี่ยอิน แล้วเอื้อมมือไปจับมืออีกฝ่ายไว้
“และตอนนี้...เ้าก็เป็หนึ่งในนั้น”
หยางเสวี่ยอินชะงัก เสี้ยวจันทราลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสองชั่วครู่ ก่อนเลือนหายไป โยวหงกับฉิงอีสบตากันแล้วพยักหน้าเห็นด้วย โดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยสิ่งใด
หยางเสวี่ยอินมองใบหน้าของทั้งสามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงมือกลับแล้วหันหลังให้พวกนางทันที
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะเป็เพื่อนกับพวกเ้า”
น้ำเสียงยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นถูกซ่อนไว้จากสายตาของคนทั้งสาม หากไม่อาจซ่อนจากความรู้สึกภายในหัวใจของตนเองได้
ไม่ไกลจากตลาดหน้าประตูเมือง ภายใต้ร่มผ้าเก่าของร้านน้ำชาเล็ก ๆ ชายในชุดคลุมสีดำนั่งเขย่าถ้วยชาอยู่ในมือ ไอเย็นจาง ๆ แผ่ซ่านออกจากร่าง จนผู้คนที่เดินผ่านต่างเว้นระยะห่างโดยไม่รู้ตัว
เื้ัเขา ผู้ติดตามห้าคนยืนกอดอก มือถือดาบและกระบี่ไว้พร้อม สายตาของชายผู้นั้นทอดผ่านผู้คนในตลาดไปยังต้นไม้ใหญ่นอกกำแพงเมือง ที่นั่น หญิงสาวทั้งสี่กำลังนั่งสนทนากันอยู่ใต้ร่มเงาไม้
หนึ่งในผู้ติดตามขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย
“้าให้พวกเราลงมือตอนนี้หรือไม่ขอรับ”
ภายใต้เงาผ้าคลุม ใบหน้าซีดขาวยังคงหันไปยังทิศทางเดิม เบื้องหน้า ตลาดยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทหารเมืองเดินตรวจตราตามถนน ขณะที่บนกำแพงยังมีเวรยามผลัดเปลี่ยนกันไม่ขาดสาย
ครู่หนึ่ง เขาจึงยกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนเคลื่อนสายตาไปยังร้านค้าฝั่งตรงข้าม พ่อค้าหลายคนกำลังร้องขายพลุสำหรับพิธีเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้ เสียงเรียกลูกค้าดังแข่งกันตลอดแนวถนน
ชายในชุดคลุมยกถ้วยชาขึ้นจิบ มุมปากใต้เงาผ้าคลุมค่อย ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง
“คืนนี้ผู้คนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า...และไม่มีผู้ใดสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน”
เมื่อเขาวางถ้วยชาลง น้ำชาที่เหลืออยู่ก้นถ้วยก็ค่อย ๆ ถูกเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเกาะกิน
“รอให้พลุลูกแรกดังขึ้นก่อน”
ผู้ติดตามทั้งห้าก้มศีรษะรับคำสั่งพร้อมกัน ส่วนสายตาของชายในชุดคลุมยังคงจับจ้องร่างของเยว่เสวี่ยหลิงใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ห่างออกไป โดยไม่เคยละไปแม้แต่น้อย