เสียงระฆังบนูเาดับไปแล้ว แต่แผ่นเหล็กบนโต๊ะยังสั่น
เส้นสีแดงสามชั้นรอบสัญลักษณ์หยดเืสว่างขึ้นพร้อมกันก่อนแสงชั้นนอกสุดจะไหลไปทางทิศตะวันออกราวกับกำลังชี้ทางให้บางสิ่งลงจากเขามายังโม่เหอ
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้ากดแผ่นเหล็กไว้ “ถอยออกจากโต๊ะ”
ชาวบ้านรอบลานถอยกรูดผู้ใหญ่บ้านสั่งคนปิดประตูเหนือและเรียกนายพรานขึ้นหอระวังเหตุเยี่ยซิงเหอยืนใกล้โต๊ะที่สุดความร้อนใต้แผ่นหลังเต้นรับแผ่นเหล็กทุกครั้งที่มันสั่นเขาต้องขบกรามจึงไม่แสดงความเจ็บออกมา
“มันกำลังเรียกสิ่งใด” ผู้ใหญ่บ้านถาม
“ยังตอบไม่ได้” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “แต่ผู้ใดตอบเสียงระฆังได้ย่อมรู้ว่าโม่เหออยู่ตรงไหน”
ยังไม่ทันสิ้นคำ เสียงเกือกม้าก็ดังจากถนนตะวันออก
หนึ่งตัว มิใช่กองคน
ม้าสีน้ำตาลแดงโผล่พ้นแนวสนผู้ขี่เป็ชายหนุ่มในชุดเดินทางสีคราม เขาสะพายกระบี่เหล็กเลิกผ้าคลุมศีรษะขึ้นเมื่อเห็นประตูหมู่บ้านปิดครึ่งหนึ่งใบหน้าไม่แก่กว่าเยี่ยซิงเหอสักกี่ปีแต่สายตาที่กวาดมองคนบนกำแพงต่ำทำราวกับกำลังตรวจคนรับใช้
แผ่นเหล็กบนโต๊ะหยุดสั่นในจังหวะเดียวกับที่ม้าหยุดหน้าประตู
เยี่ยซิงเหอมองผู้เฒ่าโม่ ชายชราไม่พยักหน้าและไม่ส่ายหน้าเพียงเลื่อนชายแขนเสื้อปิดแผ่นเหล็ก
“เปิดประตู” ผู้มาเยือนร้อง “ข้ามาจากเมืองได้ยินว่าูเาแถบนี้มีสัตว์อสูรผิดปกติ”
นายพรานเฒ่าถามจากบนหอ “ผู้ใดส่งท่านมา”
ชายหนุ่มหัวเราะ “ต้องมีผู้ส่งผู้ฝึกยุทธ์จึงจะผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ได้หรือ”
คำว่า ‘ผู้ฝึกยุทธ์’ ทำให้คนบนหอหันมองกัน โม่เหอมีนายพรานมีคนตัดไม้ มีคนเคยถือหอกในกองรักษาเมือง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกตนด้วยคำนั้นผู้เฒ่าโม่ใช้ชีวิตเหมือนหมอยาแก่คนหนึ่งส่วนเยี่ยซิงเหอยังถูกนับว่าไร้ปราณต่อหน้าศิลาวัดปราณ
ผู้ใหญ่บ้านไม่เปิดประตูเต็ม เขาเดินไปเจรจาตรงช่องไม้“เส้นทางเหนือปิดชั่วคราว มีค่ายกลไม่ทราบที่มา พวกเรากำลังตรวจ”
“พวกเ้า?” ชายหนุ่มชะโงกมองข้ามบานประตู เห็นชาวบ้านถือคราดขวาน และคันธนู “หากพวกเ้าตรวจเป็ สัตว์คงไม่ถูกดูดเืจนตายเรียงทาง”
เสียงซุบซิบดังขึ้น เขารู้เื่ศพทั้งที่เพิ่งมาถึง
เยี่ยซิงเหอถาม “ท่านพบศพบนทางตะวันออกหรือ”
ดวงตาชายหนุ่มหยุดที่เขา แล้วเลื่อนไปยังผ้าพันแขน“ข้าเห็นรอยลากบนหิมะ ผู้ไม่มีปราณเช่นเ้ามองไม่ออกหรือ”
คำตอบหลบคำถาม
“ท่านได้ยินระฆังหรือไม่” เยี่ยซิงเหอถามต่อ
“ได้ยิน”
“ดังจากที่ใด”
“หากรู้ ข้าคงไม่ถามทางพวกเ้า” ชายหนุ่มะโลงจากหลังม้า“เปิดประตู ข้าจะขึ้นเขา ผู้ใดรู้ทางให้ตามมา ส่วนคนที่ขวางจงแสดงก่อนว่ามีความสามารถพอรับผิดชอบชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน”
ผู้ใหญ่บ้านลังเลความกลัวค่ายกลกับความหวังพึ่งคนนอกกำลังชั่งน้ำหนักกันบนสีหน้าของเขาผู้ฝึกยุทธ์จากเมืองอาจช่วยได้จริง และอาจเป็ผู้ซึ่งเสียงระฆังเรียกมาไม่มีหลักฐานพอให้เชื่อหรือไล่
เยี่ยซิงเหอมองชายแขนเสื้อผู้เฒ่าโม่ แผ่นเหล็กใต้ผ้ายังนิ่งแต่รอยเสี้ยวดาวบนหลังเขาร้อนกว่าเดิม
ปล่อยชายผู้นี้ขึ้นเขาไม่ได้จนกว่าจะรู้ว่าเขาตามหาสัตว์อสูรหรือค่ายกล
“ทางเหนือเพิ่งคร่าชีวิตสัตว์สี่ตัวและเกือบเอาชีวิตคนสามคน”เยี่ยซิงเหอกล่าว “ท่านรอจนพวกเราตรวจแนวรอบหมู่บ้านเสร็จ”
ชายหนุ่มมองเขาั้แ่รองเท้าหนังเก่าถึงผ้าพันแขน“เ้าสั่งข้าหรือ”
“ข้าขอให้ท่านไม่ทำให้สิ่งซึ่งยังไม่เชื่อมกันเชื่อมถึงหมู่บ้าน”
“ถ้อยคำใหญ่เกินกำลัง” ผู้มาเยือนยิ้มบาง“ในเมื่อพวกเ้ากลัวว่าข้าจะทำเื่เสียหาย ก็ส่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาหากรับข้าได้สามกระบวน ข้าจะรอ หากรับไม่ได้ จงเปิดทาง”
นี่มิใช่กติกาของโม่เหอแต่เป็กติกาซึ่งผู้แข็งแกร่งยื่นให้คนอ่อนแอแล้วเรียกว่ายุติธรรม
นายพรานเฒ่าผู้ขึ้นเขากับเยี่ยซิงเหอะโลงจากบันได“ข้ารับเอง”
“ท่านาเ็ที่ไหล่” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“เพียงรอยช้ำ” ชายเฒ่าหยิบพลองไม้ข้างประตู“อย่างน้อยข้ามีปราณ ไม่ต้องให้เด็กที่เพิ่งทำค่ายกละเิรับหน้าแทนหมู่บ้าน”
คำพูดมิได้มุ่งเหยียดแต่ยังทำให้สายตาหลายคู่หันมาทางเยี่ยซิงเหอภาพประกายทองเมื่อเช้ายังสดอยู่เกินกว่าจะลืม
ผู้เฒ่าโม่ไม่ห้ามนายพราน เพียงกล่าว “อย่ารับตรง”
ชายหนุ่มจากเมืองได้ยิน เขาปลดกระบี่แต่ไม่ชักออกใช้ฝักกระบี่เป็อาวุธ “สามกระบวน”
นายพรานยกพลองขวางอก
กระบวนแรกมาโดยไม่มีคำเตือน
ฝักกระบี่ฟาดจากบนลงล่าง นายพรานเบี่ยงพลองรับตามคำเตือนแต่ปราณสีขาวจาง ๆ หุ้มฝักไว้ แรงกระแทกไหลตามเนื้อไม้ถึงหัวไหล่ที่ช้ำเขาถอยสองก้าว ส้นเท้าจมโคลนหิมะ
กระบวนที่สองเป็การแทงตรง นายพรานปัดออกได้ครึ่งหนึ่งปลายฝักเปลี่ยนทางกลางคัน กระแทกใต้ซี่โครง เขาทรุดลงข้างหนึ่ง
ชายหนุ่มยกฝักเตรียมกระบวนที่สาม
เยี่ยซิงเหอก้าวเข้ากลางวง
“พอแล้ว”
ฝักกระบี่หยุดห่างหน้าผากเขาหนึ่งคืบ ผู้มาเยือนเลิกคิ้ว“คนแข็งแกร่งที่สุดเปลี่ยนเป็คนไร้ปราณแล้วหรือ”
“ท่านชนะแล้ว ข้าจะพาท่านไปดูรอยแรกหลังตรวจรอบหมู่บ้านเสร็จ”
“ข้าบอกว่าจะรอเมื่อมีผู้รับสามกระบวนได้”
“เขารับสองกระบวนและาเ็ ท่านรู้ั้แ่กระบวนแรก”
รอยยิ้มของชายหนุ่มจางลง เขาหันฝักกระบี่มาทางเยี่ยซิงเหอ“เช่นนั้นเ้ารับกระบวนที่เหลือแทน”
“ข้าไม่ประลอง”
“เพราะรับไม่ได้?”
“เพราะด้านหลังข้ามีคน”
ผู้มาเยือนเหลือบมองชาวบ้านซึ่งยืนเบียดกันตรงลานเขาถอยครึ่งก้าว เปิดระยะ แล้วกล่าวเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน “ข้าจะไม่ใช้คมกระบี่หากเ้ารับได้ ข้าจะรอ หากไม่ได้พวกเขาก็จะรู้ว่าผู้ใดกำลังขวางทางรอดของหมู่บ้าน”
การปฏิเสธกลายเป็ความผิด การรับก็เสี่ยงเปิดความลับ
เยี่ยซิงเหอได้ยินผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้าหนึ่งครั้งเป็คำเตือนเดียวกับบนูเา—อย่าใช้ปราณต่อหน้าคนนอก
เขาคลายมือซ้ายซึ่งกำแน่น “ข้าจะหลบ ไม่สวนกลับ”
เสียงหัวเราะดังรอบวง ชายหนุ่มกลับไม่หัวเราะเขาวางเท้าขวาไปหน้า ปราณขาวไหลจากท้องน้อยขึ้นหัวไหล่ ผ่านข้อศอกแล้วหุ้มฝักกระบี่
เยี่ยซิงเหอเห็นเพียงเพราะกำลังจับตาทุกการขยับ
หรือเขาคิดว่าเห็น
เส้นสีจางใต้ผิวชายหนุ่มสว่างเหมือนลำน้ำหลังน้ำแข็งแตกแขนงตาม่แขนและหน้าอก ก่อนหายไปเมื่อฝักกระบี่แทงถึงลำคอ
เยี่ยซิงเหอเอียงตัว ปลายฝักผ่านข้างแก้ม
ชายหนุ่มหมุนข้อมือ ฟาดกลับทางขวา เยี่ยซิงเหอก้มแรงลมตัดปอยผมเหนือศีรษะขาดสองเส้น
กระบวนเดียวกลับมีการเปลี่ยนถึงสองครั้ง
“หลบเก่ง” ผู้มาเยือนกล่าว “แต่คนที่เอาแต่หลบช่วยผู้ใดไม่ได้”
เขารุกต่อโดยไม่ประกาศนับกระบวน ปลายฝักกวาดต่ำบีบให้เยี่ยซิงเหอก้าวไปทางโต๊ะซึ่งซ่อนแผ่นเหล็ก หากถอยอีกสองก้าวเขาจะชนผู้ใหญ่บ้าน หากหลบซ้าย ฝักกระบี่จะพุ่งผ่านไปถึงเด็กซึ่งยืนหลังมารดา
อีกฝ่ายกำลังใช้พื้นที่บังคับให้เขารับตรง
เยี่ยซิงเหอเตะม้านั่งข้างเท้าม้านั่งไถลขวางระหว่างชาวบ้านกับวงประลอง เขาเหยียบขอบไม้ ะโผ่านฝักกระบี่แล้วลงตรงพื้นที่ว่างข้างบ่อน้ำ
ยังไม่สวนกลับแม้ครั้งเดียว
ชายหนุ่มตามมาเร็วกว่าเดิม ปราณขาวไหลซ้ำตามทางเดิมแต่คราวนี้เส้นหนึ่งตรงหัวไหล่ขวากระตุกก่อนเส้นอื่นเพียงเล็กน้อยฝักกระบี่จึงช้าตอนเปลี่ยนจากแทงเป็ฟาด
เยี่ยซิงเหอหลบได้หนึ่งชุ่น
เขาเริ่มแยกออกว่าอะไรคือการคาดจากท่าทางและอะไรคือสิ่งที่ดวงตาเห็นจริง เส้นปราณในร่างคู่ต่อสู้มิได้บอกอนาคตเพียงเปิดให้เห็นว่ากำลังถูกส่งไปที่ใด จุดใดเดินสะดวก และจุดใดสะดุด
ชายหนุ่มกัดฟัน ปราณขาวที่แขนหนาขึ้นเขาใช้ฝักกระบี่แทงสามครั้งติดกัน เยี่ยซิงเหอถอยวนรอบบ่อน้ำ ทุกครั้งที่หลบแสงใต้ผิวอีกฝ่ายชัดขึ้น แต่ความร้อนก็แล่นเข้าดวงตาเขามากขึ้นเช่นกัน
หลังการแทงครั้งที่สามจุดหนึ่งใต้ชายโครงขวาของผู้มาเยือนกะพริบเป็สีทอง
มิใช่สีปราณของอีกฝ่าย
เป็สีเดียวกับพลังในร่างเยี่ยซิงเหอ
จุดนั้นเล็กเท่าเมล็ดถั่วอยู่ตรงรอยต่อซึ่งปราณจากท้องน้อยต้องเลี้ยวขึ้นอก ทุกครั้งที่ชายหนุ่มบิดเอวแสงขาวจะติดขัดตรงนั้น แล้วไหลอ้อมจนไหล่ขวาช้าลง
หากชกตรงจุดนั้น คู่ต่อสู้ย่อมล้ม
ความคิดผุดขึ้นพร้อมปราณทองซึ่งรวมที่กำปั้นโดยมิได้รับคำสั่ง
เยี่ยซิงเหอคลายมือทันที
เขาสัญญาว่าจะไม่สวนและผู้มาเยือนยังมิใช่ศัตรูซึ่งต้องเอาชีวิต แม้ชายผู้นั้นกำลังกดให้เขาเสียหน้าก็ไม่มีเหตุให้ทำลายเส้นปราณอีกฝ่ายเพียงเพื่อพิสูจน์ตน
ฝักกระบี่พุ่งมาอีกครั้ง
เยี่ยซิงเหอไม่หลบไปด้านข้าง เขาถอยตรงหนึ่งก้าวปลายฝักหยุดห่างอกเพียงครึ่งชุ่น
“พอแล้ว” เขากล่าว
ชายหนุ่มหัวเราะหยัน “เ้าต่างหากที่พอแล้ว”
“หากท่านส่งปราณผ่านชายโครงขวาอีกสามครั้งไหล่ขวาจะใช้กระบี่ไม่ได้จนพ้นคืนนี้”
ฝักกระบี่ค้างอยู่
สีหน้าผู้มาเยือนเปลี่ยนเพียงชั่วพริบตาแต่เพียงพอให้ผู้เฒ่าโม่เห็น เขาลดอาวุธเล็กน้อย “เ้าพูดสิ่งใด”
“เมื่อท่านแทง ปราณติดขัดใต้ชายโครงแล้วไหลอ้อมขึ้นไหล่จังหวะเปลี่ยนท่าจึงช้ากว่าจังหวะแรก” เยี่ยซิงเหอชี้พื้น ไม่ชี้ร่างอีกฝ่าย“ข้าเห็นท่านวางเท้าขวาหนักเกินทุกครั้ง จึงเดาได้”
เป็คำจริงครึ่งหนึ่งอีกครั้ง การวางเท้าบอกความเจ็บได้แต่ไม่อาจบอกเส้นปราณที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ
ชายหนุ่มหมุนไหล่ รอยเจ็บแล่นขึ้นจนมุมปากกระตุกเขาเก็บฝักกระบี่เข้าข้างเอว “ดี ข้าจะรอถึงรุ่งสาง”
“รอนอกประตู” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“กลัวข้าเห็นความลับของพวกเ้าหรือ”
“กลัวม้าของเ้ากินฟางโดยไม่จ่าย” ชายชราตอบ “โม่เหอยากจนแต่ยังรู้จักคิดราคา”
ชาวบ้านบางคนหลุดหัวเราะ ความตึงเครียดคลายลงเพียงเล็กน้อยชายหนุ่มมองผู้เฒ่าโม่อย่างไม่พอใจ ทว่ารับเงื่อนไขเขาจูงม้าไปตั้งพักใต้ต้นสนหน้าประตู โดยยังหันกลับมามองเยี่ยซิงเหอหลายครั้ง
การประลองจบโดยไม่มีผู้ใดล้ม แต่ความลับกลับบางลงอีกชั้น
* * *
เมื่อคนแยกย้าย ผู้เฒ่าโม่ลากเยี่ยซิงเหอเข้าเรือนยาปิดบานประตู แล้วจุดตะเกียงเพียงดวงเดียว
“มองข้า” ชายชราสั่ง
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า แสงตะเกียงพร่าเป็สองดวง เส้นสีขาวจาง ๆไหลอยู่ใต้ผิวตรงข้อมือผู้เฒ่าโม่ แต่พอเขาพยายามเพ่ง มันก็หายไป
ความเจ็บแทงหลังดวงตา เือุ่นไหลลงจากจมูก
ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้ากดให้ “เ้าเห็นสิ่งใดในร่างชายผู้นั้น”
“ทางที่ปราณไหล จุดหนึ่งเป็สีทอง”
“ก่อนวันนี้เคยเห็นหรือไม่”
“ไม่เคย”
“แล้วเหตุใดไม่ชก”
เยี่ยซิงเหอเงียบไปหนึ่งลมหายใจ “เพราะข้าบอกว่าจะไม่สวนหากทำลายเขาเพื่อให้คนเชื่อว่าข้าแข็งแกร่งข้าก็ไม่ต่างจากคนที่ยื่นกติกาให้หมู่บ้านเพราะตนมีปราณ”
ผู้เฒ่าโม่มองเขานาน ก่อนวางถ้วยน้ำเย็นในมือ “จำคำนี้ไว้โดยเฉพาะวันที่เ้ามีกำลังพอจะไม่ต้องรักษาคำกับใคร”
เยี่ยซิงเหอล้างเืจากริมฝีปาก “สายตานั้นคืออะไร”
“ยังไม่รู้”
“ท่านรู้จักดวงตรา แต่ไม่รู้สิ่งที่มันทำ?”
“รู้จักประตู มิได้หมายความว่าเคยเห็นทุกห้องหลังประตู”ชายชราวางนิ้วสองข้างบนชีพจรเขา “คืนนี้ห้ามใช้ปราณ ห้ามเพ่งมองเส้นในร่างผู้ใดและอย่าเข้าใกล้แผ่นเหล็ก”
“ชายคนนั้นมาถึงพร้อมกับแผ่นเหล็กหยุดสั่น”
“พร้อมกัน มิได้แปลว่าเป็เหตุเดียวกัน”
“แต่ก็ยังแปลว่าอาจเกี่ยวกัน”
ผู้เฒ่าโม่ถอนหายใจ “ข้าจะเฝ้าเขา เ้าเฝ้าตนเองให้ได้ก่อน”
จากคอกชั่วคราวหลังเรือน เสียงโซ่กระทบไม้ดังขึ้นหมาป่าหิมะซึ่งจับมาจากค่ายกลเริ่มดิ้นทั้งที่สงบมาตลอดทางเสียงครางต่ำลอดผ้าปิดปากออกมาเป็จังหวะเดียวกับความร้อนหลังดวงตาเยี่ยซิงเหอ
เขาหันไปทางผนังโดยไม่ตั้งใจ
ชั่วขณะหนึ่ง เนื้อไม้และเงามืดเหมือนบางลงเขาเห็นเส้นสีดำแดงไหลอยู่ในร่างสัตว์อีกด้านและเห็นจุดเล็กจุดหนึ่งตรงอกสว่างขึ้นเป็สีทอง
เยี่ยซิงเหอหลับตาทันที
ภาพนั้นยังค้างอยู่ในความมืด
เขามิได้เพียงเห็นจุดอ่อนของกระบวนท่า
ดวงตาของเขากำลังมองเห็นปราณ