ม้าสองตัวแลสตรีบนหลังของมัน ย่างเหยาะออกจากค่ายทหารในจังหวะที่พอดี ไม่เร็วไปหรือช้าไป มุ่งหน้าเข้าเมืองเอายามสาย
“เ้านางจะกลับเข้าเรือนพิมานเลยหรือไม่เ้าคะ"
“ยังก่อนอีเอื้อง กูจะขึ้นเขาไปกราบครูบาเ้าสบปินก่อน ดูสิว่าตอนนี้ ดาบ หอก และลูกเกาฑัณฑ์ มีมากน้อยสักเพียงใด จะพอให้กูปันมอบแก่เ้าหาญไปทำศึก แลดูแลบ้านเมืองพอหรือไม่”
ทันทีที่ม้าสองตัวแล่นไปถึงลานวัด ยังไม่ทันได้ลอดซุ้มประตูโขง[6] นางกำนัลร่างท้วม ก็รีบวิ่งออกไปขวางหน้าม้าทั้งสองตัวไว้ทันที
“เ้านางเ้าขา...เ้านางซอมพอ หยุดม้าก่อนเ้าข้า...” นางร้องเรียกผู้เป็นาย ทั้งที่น้ำหูน้ำตายังเปื้อนเปรอะเต็มใบหน้า
“มีอันใดอีฟั่น เหตุใดร้องไห้ปานใครจะตาย เกิดเื่อันใดขึ้นฤา” แม่ญิงซอมพอรีบหยุดม้าลง พร้อมเอ่ยปากถามนางกำนัลประจำเรือนพิมานของตน ด้วยความใ
นางกำนัลผู้นั้นรีบคุกเข่าลงบนพื้นดิน กราบนางเหนือหัวผู้เป็นาย พร้อมกล่าวรายงาน
“เ้านางซอมพอเ้าขา บัดนี้แม่นางเ้าเกสร ได้ออกคำสั่งจับกุมข้าหลวงนางกำนัลบ่าวไพร่ แลทาสในเรือนไปที่หองานจนสิ้น ให้เวลาบ่าวแค่ยามเที่ยง หากยังตามหาเ้านางไม่พบ ทุกคนในเรือนจะถูกลงหวายคนละสิบไม้ เ้านางรีบไปที่หองานเถิดเ้าข้า ตอนนี้ทุกคนถูกกุมตัวไปที่นั้นหมดสิ้นแล้ว”
“เกิดเื่อันใดขึ้นฤา…กูได้ยินเสียงอีบ่าวผู้นี้ มายืนร้องไห้พักใหญ่แล้ว จะออกมาถามไถ่ก็ติดเฝ้าหลอมแร่รามือมิได้” เสียงครูบาสบปิน ะโดังมาจากซุ่มประตูโขงขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับรีบก้าวเท้าเข้าหาสตรีทั้งสามหน้าลานวัด ตามติดมาด้วยเหล่าศิษย์ที่วิ่งออกมาดูด้วยความใ
เ้านางซอมพอและอีเอื้องเห็นเช่นนั้น ก็พลันรีบโหนตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงก้มกราบภิกษุตรงหน้าด้วยความนอบน้อม
ครูบาสบปินหันข้างบวนน้ำหมากลงพื้น แล้วจับดึงเอาชายจีวรขึ้นซับน้ำหมากที่เปื้อนสออยู่มุมปาก
“กะอีแค่เื่หาคนไม่พบ ไยต้องโบยกันยกเรือน เป็ถึงพระแม่นั่งเมือง ไยไร้ซึ่งความเมตตา ทำเช่นนี้หากรู้ลอดออกไปนอกกำแพงเวียง ชาวบ้านคงได้โจษจันเป็ขี้ปากไปอีกนาน"
นางกำนัลฝั้นได้แต่ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “พวกข้าต่างกราบทูลแล้ว ว่าเ้านางหายไปเช่นนี้เป็เื่ปกติ ยามสายก็จะกลับเข้ามาเอง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด พระนางถึงมาโวยวายตามหาตัวเ้านางเอาแต่เช้าตรู่ พอหาไม่พบ นางก็สั่งทหารจับกุมตัวทุกคนไป ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกทาสรับใช้ในไร่ฝ้าย”
เ้านางซอมพอ มีสีหน้ากังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยนางเองก็รู้ตัวดี ว่าเ้าแม่เกสรมักสร้างเื่วุ่นวายให้ตนไม่เว้นวาง แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้ กลับสร้างเื่เอาขี้ข้าในเรือนพิมานมาต่อรอง
“เ้าแม่เกสรเป็คนอารมณ์ร้าย นางคงคิดว่า การที่บ่าวไพร่ตามหาตัวข้าเ้าไม่พบ บ่าวไพร่แลขี้ข้าในเรือนพวกนี้จำต้องมีโทษเอาผิด เพื่อให้เ้านายเรือนอื่น เห็นเอาเื่นี้เป็เยี่ยงอย่าง แสดงอำนาจให้นางดูยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด โดยใช้ตัวข้าเ้าเป็เหยื่อในวันนี้”
ครูบาสบปิน ที่เป็ทั้งพระสงฆ์แลอาจารย์ ขมวดคิ้วด้วยความครุ่นคิด และไม่สบอารมณ์ “มันเกินไปหนา ไปเถิดเ้า ไปดับโทสะของนางเสียก่อน แล้วอาตมาจะเร่งตามไปช่วยเจรจาให้อีกแรง อะไรกัน เื่เท่านี้ถึงกับจะเฆี่ยนตีคนเยี่ยงหมูหมา เห็นจะไม่สมควร แลโยมเองก็เป็ถึงพระธิดาองค์ใหญ่ แม้มิใช่มารดาที่เบ่งคลอด แต่ก็ควรเกรงใจ เพราะเ้าเองก็เป็ถึงสายเืหน่อเนื้อเชื้อวงษา ของเ้านายสายตรง มิใช่สตรีสามัญเยี่ยงตัวนาง”
หองานแห่งเวียงสรวง เป็อาคารไม้หลังใหญ่ทรงสีเหลี่ยมผืนผ้า หลังคามิได้ยกชั้นย่อมุม เป็แค่เพียงหลังคายาวเรียบง่ายมุงกระเบื้องขอ ครอบทับกับตัวอาคารสำหรับบังแดดฝน หน้าอาคารไม้เป็สนามหญ้า ที่ในยามนี้เต็มไปด้วยบรรดาข้าหลวงนางกำนัล บ่าวไพร่แลทาส จากเรือนพิมานธิดาองค์ใหญ่เ้านางซอมพอแห่งเวียงสรวง
“บ่าวไพร่ขี้ข้าเรือนกูมีความผิดใดกันฤา จนถึงขั้นต้องลากตัวพวกมันมาประจานถึงเพียงนี้”
เสียงพูดดังกังวานของเ้านางซอมพอ แว่วมาแต่ไกล บรรดาบ่าวไพร่ข้าหลวงที่นั่งก้มหน้าหมดอาลัยตายอยาก ต่างพากันเงยหน้าหันไปมองผู้เป็นายเ้าพิมานด้วยความดีใจ
บรรดาสตรีชั้นสูงแลสนมกำนัล ที่กำลังทรงงานอยู่ในหองาน ต่างพากันออกมายื่นหน้าออดูเหตุการณ์อยู่หน้าอาคารไม้หลังใหญ่ กับบทลงโทษที่พระแม่เมืองเกสร จะแสดงให้ทุกคนได้ประจักษ์แก่สายตา ว่าผู้ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมแก่นาง สุดท้ายแล้วจะมีจุดจบเช่นไร
เ้านางซอมพอ นุ่งผ้าทอฝ้ายยกไหมทอง สีชมพูอ่อนกลีบบัวที่เกิดจากการย้อมไม้ฝางแบบสีอ่อน อันเป็สีโปรดประจำองค์ นุ่งผ้าต้อยยาว สวมเสื้อคอปัดแขนกร้อม (แขนยาวเลยศอก แต่ไม่ถึงข้อมือ) สีเดียวกับผ้านุ่ง ห่มทับผ้าแพร่ไหมเนื้อบางพาดไหล่หลวม ๆ สีม่วงเข้ม เครื่องประดับองค์มีเพียงเส้นทองสังวาล สวมกำไลข้อแขนแลแหวนธำมรงค์ เหนือเศียรเกล้าคาดทับช่อบุปผาแลปิ่นทองเพียงไม่กี่ชิ้น แม้เครื่องประดับน้อยชิ้น แต่วงพักตร์กลับยังคงงดงามกระจ่างใส ดูจากการแต่งองค์ ก็รู้ได้ในทันทีว่าทรงเสด็จกลับมาจากนอกกำแพงเวียง การกระทำเยี่ยงนี้ ไม่มีสตรีชั้นสูงตนใดกระทำกัน
“นายมันหายหัวไปจากเรือนพิมาน หาผู้ใดเอ่ยแจ้งแก่กูได้ไม่ สมควรแล้วที่จักต้องถูกลงโทษ เ้านางซอมพอ เห็นต่างไปจากกูเช่นนั้นรึ”
เ้าแม่เกสรเอ่ยขึ้น ทั้งที่ตัวยังไม่ปรากฏ บรรดาสนมแลบุตรีชนชั้นสูงที่ยืนออกันอยู่หน้าหองาน พากันแหวกช่องออกเป็ทางเดินให้แก่แม่เมือง ทุกคนดูยำเกรงในตัวสตรีวัยกลางคน ยกเว้นแต่เ้านางซอมพอ ที่ไม่แม้แต่จะพนมนพไหว้สาแก่นาง ผู้ซึ่งมีตำแหน่งแลยศศักดิ์อันได้จากการตายของพระแม่เมืององค์ก่อน
“ตัวกูหาย ก็ไปตามหาเอาที่ตัวกู หาใช่ต้องมาใส่ใจลงโทษที่คนเหล่านี้ไม่ งานการบ้านเมืองมีมากมายต้องใช้คน หากพระแม่เมืองเกสรหมายใจเฆี่ยนตีพวกมันในยามศึกเช่นนี้ จะไปหาแรงงานจากที่ใดมาเตรียมงาน แลเก็บตุนสะสมเสบียงอาหาร”
คำพูดของเ้านางซอมพอ ทำเอาเกิดเสียงอื้ออึงขึ้น ด้วยเหล่าบรรดาสตรีชั้นสูง น้อยนักที่จะรู้เื่ศึกางานเมือง
“พูดจาเหลวไหล มึงจะเพ้อเจ้ออันใดก็เื่ของมึง หาใช่มาทำให้ผู้คนในเวียงแตกตื่น เ้าหาญลูกกูดูแลบ้านเมืองสงบสุขดี จะมีาได้เยี่ยงไร”
“เพ้อเจ้อรึ เ้าแม่เกสรเห็นทีจะหูหนวกตาบอดไปแล้วถูกหรือไม่ เ้าหาญนอนอยู่ค่ายทหารนอกเวียงกี่เพลาแล้วฤา แม่เ้าเป็แม่ของเ้าหาญถูกหรือไม่ เคยนับวันนับคืนไหม ว่าราชบุตรของพระนางนั้น นอนอุ่นกินอิ่มกี่เพลา เอาเถิด หากไม่รู้กูจะแจ้งให้รู้ความ บัดนี้ศึกใหญ่ตอนเหนือ ลุกลามจนกินหัวเมืองเวียงชัยไปแล้ว หากข้าเดามิผิด ยามนี้เมืองใหญ่สุวรรณโคมคำ คงยกทัพหลวงไปช่วยเวียงชัยต้านศึก ใบบอกศึกแก่หัวเมืองน้อยใหญ่ต่างรับรู้หมด ยกเว้นเสียแต่แม่เมืองเกสร ที่ยังมิรู้ว่าข้าศึกกำลังจะเหยียบแท่นพระบรรทมอยู่รอมร่อ”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครา พระแม่เมืองเกสรเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความประหม่า จากที่ตั้งใจเฆี่ยนตีขี้ข้าให้กระทบต่อผู้เป็นาย บัดนี้ดูจะกลายเป็พระองค์เอง ที่ได้อายแทนนาง
“เื่นี้เห็นจะเป็จริงเช่นที่เ้านางซอมพอเอ่ย เมื่อเช้าตรู่บิดาข้าก็เร่งพากองกำลังไพร่พลในการปกครอง ไปสมทบต่อเ้าหาญที่นอกเวียง แลยังบอกคนในเรือน ว่าจักมิกลับมานอนเรือนอีก เื่นี้ดูไม่เล็กเช่นโจรป่าที่เคยรบกวนกองคาราวานสินค้า ข้าเห็นด้วยกับเ้านางซอมพอ เวียงสรวงเป็เมืองเล็ก ไพร่พลเราน้อย หากจะลงโทษกันเยี่ยงนี้ เห็นมิสมควรโดยแท้” แม่ญิงแว่นแก้วธิดาแม่ทัพเวียงสรวงก้าวเท้าออกมาแสดงความเห็น
[6]ซุ้มประตูโขง (ทางเหนือเรียกสั้นๆ ว่า "ซุ้มโขง") คือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของวัดในล้านนา เปรียบเสมือนประตู์ ที่คั่นกลางระหว่างโลกมนุษย์และศาสนสถาน ซุ้มประตูโขงไม่ได้มีไว้แค่ที่วัด แต่บ้านของเ้าเมือง หรือคุมเ้านายชั้นสูง ก็จะมีซุ้มประตูโขงเพื่อเอาไว้สำหรับแสดงพระยศและอำนาจบารมี