ตอนที่สิบสอง Beyond the journey end 12
ว่าไปแล้วพวกจอมยุทธนั้นค่อนข้างจะเข้าใจได้ง่ายยิ่งมีชื่อเสียงมากยิ่งพยายามรักษาชื่อเสียงเอาไว้
“ข้าจะเอารายชื่อของพวกท่านอยู่ในศาลบรรพชนให้ลูกหลานรุ่นหลังของสกุลเย่อย่าได้ลืมเลือนน้ำใจของสหายชาวยุทธในครั้งนี้”
ผมทำท่าน้ำตาคลอ
ทำให้จอมยุทธหน้าตาเหี้ยมหาญหนวดเคราครึ้มหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเช่นกัน
ผมทำเช่นนี้ยังมีความหมายแฝงว่า
เกิดอะไรขึ้นกับข้าข้าก็จดชื่อพวกเอ็งไว้หมดแล้วนะ
เผื่อสหายชาวยุทธหลายคนจะนึกครึ้ม้าหากินทางสีดำแล้วมาปล้นขบวนผมที่ผ่านท้องที่ของพวกเขา
แต่ทางเทคนิคจะมากจะน้อยขบวนการเปาเปียว สำนักคุ้มภัยน่ะ
จะต้องมีเส้นสายกับทางสีดำไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แบบเดียวกับที่บิดาของลิ้มเพ้งจือพยายามส่งของขวัญไปตามค่ายหรือสำนักต่างๆไม่ให้คนมารังควาญขบวนคุ้มภัยของเขานั่นล่ะ
รวมไปถึงสกุลเย่ผมทางเทคนิคก็เคยจ้างโจรพวกนั้นกับมือตอนที่ปะทะกับนางเอกนั่นล่ะ
เมื่อสกุลเราเคยทำชั่วเอาไว้ก็หวาดกลัวคนอื่นจะทำแบบเดียวกับเราเป็ธรรมดา
“พวกท่านทั้งหลายต้องลดเกียรติลงคอยฟังคำสั่งของข้าแล้วข้ารู้สึกละอายอย่างยิ่ง”
ผมได้ต้องสั่งที่พวกนี้ไม่ค่อยพอใจเพราะชาวยุทธรักอิสระไม่ชอบฟังคำสั่งแต่ทว่า
“แต่ขบวนของข้าที่ชักช้าคงต้องอาศัยพวกท่านเป็ใบเบิกทางนำหน้าไปก่อนในการรักษาความปลอดภัยระหว่างเส้นทาง”
ผมยกแผนที่เส้นทางเดินทางมาและวางแผนจะใช้จอมยุทธพวกนี้เป็กองหน้าหรือหน่วยสำรวจที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว
ชาวยุทธฝีมือเข้มแข็งหากไม่เจอยอดฝีมือด้วยกันนั้นสู้ไม่ได้ก็หนีได้
การใช้ชาวยุทธแบบทหารนั้นคือแิที่ผิดพลาด
เราควรจะทำแบบเอี้ยก้วยใช้ชาวยุทธเป็กองกำลังพิเศษเคลื่อนที่เร็วบุกรวดเร็ว ถอยรวดเร็ว
อย่าให้กองทัพของคนธรรมดากีดขวางการเคลื่อนไหวของชาวยุทธ
“ตามตำราพิชัยากองทัพยังไม่เคลื่อนเสบียงบำรุงจัดส่งไปก่อนข้าจะทยอยส่งกองหน้าไปหลากหลายเส้นทางคอยปูทางการเดินทางสู่บ้านเกิดของพวกเรา”
หรือแนวความคิดไม่เอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกราจายความเสี่ยงนั่นเอง
และที่สำคัญ
ผมไม่อยากให้ฮ่องเต้หรือใครรู้ว่ากองกำลังที่สกุลเย่เรียกระดมมาได้มีกำลังหลายพัน