“หากคิดอยากประลอง ตรงนี้คงไม่เหมาะ ไปที่ลานตรงนั้นจะดีกว่า” จิ้งจอกแดงผายมือไปทางลานด้านหลังบ่อนพนันใหญ่
“ได้!” เผยเหวินฉีรับคำอย่างองอาจ
สองพี่น้องแซ่มู่ก็ปะปนอยู่กับหมู่ผู้คนที่ชมการต่อสู้ระหว่างหน้ากากจิ้งจอกแดงกับขุนศึกเผยด้วย
“ขุนศึกแดนใต้อย่างเผยเหวินฉีถือโอกาสมาขอประลองกับจิ้งจอกแดง ถือว่าเราได้ชมเื่ดีแล้ว” มู่โจวยิ้ม
“เ้าว่าผู้ใดจะชนะ”
“พี่ช่างเล่า ท่านเชื่อถือฝีมือผู้ใด”
“จะว่าไป ในทัพแดนใต้ ขุนศึกเผยได้ชื่อว่าวรยุทธ์ยอดเยี่ยมไม่เป็รองผู้ใด แต่เมื่อเทียบกับองครักษ์ลับอาจจะสู้สี”
“เหตุใดท่านจึงไม่ตัดสินเล่า” คนน้องเลิกคิ้ว “หรือว่าท่านเองก็ชื่นชมจิ้งจอกแดงจนไม่อยากให้เขาพ่ายแพ้”
“ชื่อเสียงของจิ้งจอกแดงคือผู้ไม่เคยพ่าย หากว่ามาแพ้ให้กับเผยเหวินฉี สมญานามนี้ก็ต้องขว้างทิ้งแล้ว” มู่ช่างมองการต่อสู้ตรงหน้าด้วยใจระทึก
กระบวนท่ากระบี่ที่จิ้งจอกแดงใช้เป็กระบวนท่าขององครักษ์ลับจริงอย่างที่สองพี่น้องตั้งข้อสังเกต เมื่อจิ้งจอกแดงใช้กระบวนท่าสุดท้ายคือ ม้วนตัวกลางอากาศแล้วพลิกตลบไปด้านหลังของเผยเหวินฉีพร้อมกับเอากระบี่พาดคอขุนศึกแดนใต้
หยวนชิงหลินรู้สึกว่าท่าทางการต่อสู้ของเผยเหวินฉี คล้ายกับนางเคยเห็นมาก่อน นางบอกไม่ถูกว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกคุ้มแค้นคนตรงหน้า
‘ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกอยากจะฆ่าคนผู้นี้ ราวกับเคยเป็ศัตรูกันมาก่อน’
สองพี่น้องสกุลมู่กพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกัน
“นั่นมัน...” มู่โจวอ้าปากค้าง เขานึกถึงท่วงท่าการต่อสู้ขององครักษ์ลับในวังหลวงเมื่อครั้งที่บุกเข้าไปช่วยสังหารฏ
“แน่แล้ว เสี่ยวโจว คนผู้นี้คือองครักษ์ลับ” มู่ช่างยืนยัน
เผยเหวินฉียอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย เขาประสานมือที่กุมด้ามกระบี่พร้อมกล่าวยกย่องฝีมือของหน้ากากจิ้งจอกแดงต่อหน้าทุกคน
“ฝีมือของท่านยอดเยี่ยมมาก ข้าขอทราบชื่อแซ่ท่านได้หรือไม่”
ฉินอี้ที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลัง ก้าวขึ้นมาใกล้กับหน้ากากจิ้งจอกแดง “ผู้พ่ายแพ้ไม่ควรถามชื่อแซ่ผู้ชนะ แต่ท่านเป็ถึงขุนศึกของแคว้น เรียกลูกพี่ของข้าว่า ท่านไป๋ก็แล้วกัน”
เผยเหวินโหรวได้ยินก็โมโห “สามหาว! แค่เพียงถามชื่อแซ่ยังต้องเื่มากอีก พวกเ้ามันก็แค่นักเลงคุมถนนโลกีย์” คุณชายเจ็ดหันไปหาพี่ชาย “พี่ห้า ไปกันเถอะ ท่านจะไปอยากรู้ชื่อเสียงเรียงนามของคนผู้นี้ทำไมกัน”
“เหวินโหรว อย่าเสียมารยาท เขาคือจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ในเมื่อมิได้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เราก็ไม่มีสิทธิ์ปรามาส”
“ขอบคุณคุณชายห้าเผยที่เข้าใจ” จิ้งจอกแดงประสานมือคารวะตอบ “ท่านสมกับเป็ชายชาติทหาร เมื่อพ่ายแพ้ก็มิได้ตีโพยตีพาย วันหน้าควรสั่งสอนอบรมน้องชายของท่านเสียใหม่ เขาจะได้ดูเป็ผู้เป็คนขึ้น”
เผยเหวินโหรวยกนิ้วขึ้นชี้หน้าจิ้งจอกแดง
“ท่านพาเขากลับเถิด วันหน้า หากเขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ข้าย่อมไม่สร้างปัญหาให้กับเขาเช่นกัน”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เผยเหวินฉีหันไปผลักไหล่น้องชายเบาๆ “กลับกันได้แล้ว วันหน้าหากเ้าจะมาที่นี่ก็อย่าได้คิดรังแกผู้อื่น”
“พี่ห้า...”
ฉินอี้ยืนยิ้มเมื่อเห็นเผยเหวินโหรวถูกพี่ชายบังคับให้กลับ จากนั้นก็หันไปหาลูกพี่ของตน
“ท่านไป๋ร้ายกาจยิ่ง ข้าเคยได้ยินว่าขุนศึกเผยผู้นี้อยู่ในระดับแนวหน้าของทัพแดนใต้ แต่ท่านก็ยังเอาชนะเขาได้ จากนี้คงไม่มีผู้คิดจะมาระรานคนของเราแล้ว”
หน้ากากจิ้งจอกแดงมองตาม “แน่ใจหรือว่าเขาไม่เคยขึ้นมาจากแดนใต้ เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนเป็ศัตรูเก่า”
“ให้ข้าส่งคนไปสืบเื่เขาดีหรือไม่ขอรับ”
“ดี! ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้เคยทำอันใดกับข้าหรือไม่ วันนี้ข้าต้องรีบกลับ เ้ากับเหล่าสวีดูแลต่อด้วยก็แล้วกัน”
หยวนชิงหลินรู้สึกว่ายาที่หมอเยียนเอาให้นางดื่มคล้ายจะยังเหลือฤทธิ์ยาอยู่ เมื่อครู่นางเกือบเพลี้ยงพล้ำให้กับเผยเหวินฉีแล้ว ดีที่รีบใช้กระบวนท่าสุดท้ายพิชิตศึก ไม่เช่นนั้นเห็นทีคงต้องพลาดท่าเสียที
“ให้ข้าไปส่งหรือไม่ขอรับ” ฉินอี้มองตามด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ต้อง เ้าดูแลที่นี่ให้ดีก็พอ”
ฝีเท้าของหน้ากากจิ้งจอกแดงเบามาก เขาทั้งกึ่งวิ่งกึ่งเดิน สุดท้ายก็ใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นบนหลังคา
มู่ช่างกับมู่โจวพยายามตามไปไม่ห่างนัก ไม่นานร่างคนคนผู้นั้นก็ลอยหายเข้าไปในจวนสกุลหยวน
“พี่ช่าง จิ้งจอกแดงอยู่ในนี้ขอรับ”
“จะว่าไป ในสกุลหยวนนอกจากบุตรชายคือหยวนจื่อจิงแล้ว ก็มีบุตรคนเล็กที่เกิดจากอนุภรรยาอีกสองคน แต่พวกเขาล้วนเป็เด็กอายุสิบสามกับสิบขวบ บุรุษผู้นี้จะเป็ผู้ใดได้”
“ตอนที่พวกเรามาเยี่ยม ข้าเห็นหยวนจื่อจิงมีผู้ติดตามสองคน หรือว่าจะเป็สองคนนั้น”
“พวกเขาเป็มือปราบจะพักในจวนสกุลหยวนได้หรือ และดูจากส่วนสูง มือปราบสองคนนั้นก็สูงกว่าหน้ากากจิ้งจอกแดงอยู่พอสมควร” มู่ช่างโต้แย้ง
สองพี่น้องกลับไปยังจวนแล้วยังไม่คลายความสงสัย พวกเขานำเอาสุราออกมานั่งดื่มสนทนากันที่โต๊ะริมระเบียงเรือน สุดท้ายก็ตกลงใจจะไปเยือนจวนสกุลหยวนอีกคราหนึ่ง
“ไปครั้งนี้ ต้องช่วยกันดูคนให้ทั่วถ้วน เราต้องหาคนผู้นี้ให้พบ หากว่าในจวนสกุลหยวนมีองครักษ์ลับอาศัยอยู่ เช่นนั้น ใต้เท้าหยวนก็คงจะมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับฮ่องเต้มากกว่าที่คนทั่วไปรู้”
เช้าวันต่อมา จวนสกุลหยวนจึงได้ต้อนรับคุณชายมู่ทั้งสองอีกคราหนึ่ง หยวนชิงหลินยอบกายรับอย่างงดงาม ตามข้อตกลงของนางกับมู่ช่าง ทั้งสองจะลองพบปะคบหากันสักสองเดือน จากนั้นเขาจะเป็ผู้ไปแจ้งกับบิดาเองว่าไม่ชอบพอในตัวนาง เพื่อเบี่ยงเบนประสงค์ของฮ่องเต้
“วันนี้ข้าอยากจะชมรอบๆ จวนสกุลหยวนสักหน่อย ไม่ทราบว่าเ้าจะพาข้าเดินชมให้ทั่วๆ ได้หรือไม่”
“ยินดีเ้าค่ะ” หยวนชิงหลินรู้สึกว่าสายตาของมู่ช่างกับมู่โจวคล้ายกับั์ตาเหยี่ยวที่จับจ้องมองเหยื่อ นางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
มู่โจวนั่งสนทนากับหยวนจื่อจิงที่ศาลาริมน้ำ ในขณะที่หยวนชิงหลินกับมู่ช่างเดินพูดคุยกันไปตามเรือนระเบียง และลัดเลาะไปเรื่อยๆ
จวนสกุลหยวนมีบริเวณกว้างขวางและประกอบไปด้วยเรือนใหญ่น้อยจำนวนมาก
“ด้านนั้นคือเรือนของอนุภรรยาของท่านพ่อ ท่านคงทราบแล้วว่าข้ามีน้องชายตัวน้อยอีกสองคน”
“ทราบแล้ว พวกเขาคงจะได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวดเลยทีเดียว”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ้าให้พวกเขาเป็ขุนนางสายบุ๋น จึงว่าจ้างอาจารย์จากภายนอกเข้ามาสอนอยู่เนืองๆ”
“ได้ยินว่าตัวเ้าก็ร่ำเรียนศาสตร์ทั้งสี่อย่างคร่ำเคร่ง เป็จริงเช่นนั้นหรือ” มู่ช่างเหลือบมองนางเล็กน้อย
“เป็เช่นนั้น ท่านพ่อ้าให้ข้าเก่งในทุกๆ ด้าน แต่น่าเสียดายความสามารถด้านการวาดภาพกับพิณของข้า หลังจากล้มป่วย ดูเหมือนจะลดน้อยถอยลงไปมาก”
หยวนชิงหลินเห็นสายตาของมู่ช่างมองไปทางเรือนริมกำแพงจึงชี้ “เรือนนั้นคือเรือนของข้า”
“เป็เรือนที่งามมากทีเดียว”
“เป็เพราะท่านพ่อเมตตาข้ามาก จึงได้ให้คนสวนคอยดูแลดอกไม้รอบเรือนเป็พิเศษเ้าค่ะ”
มู่ช่างรู้มาว่าหยวนชิงหลินคือบุตรสาวที่ใต้เท้าหยวนประคองไว้ในฝ่ามือ ย่อมไม่แปลกที่จะมีเรือนงดงามกว่าผู้อื่น
************
