47 2-2
ตอนที่ 74 ช่างมีเหตุผล!
เพิ่งจะย่างเท้าเข้ามาได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆเหลิงหงเฟยก็พุ่งเข้ามาคว้าแขนห้ามปรามไว้เสียก่อน
“ท่านพ่อ”
เขาเรียกขานอีกฝ่ายเสียงเข้ม ส่งสัญญาณเตือนให้อีกฝ่ายใจเย็นลงผ่านทางสายตา
เหลิงหยวนหลงย่อมทราบดีว่า บุตรชายผู้นี้ของตนกำลังคิดการใดอยู่
การที่เหลิงหยุนเจียวสามารถผงาดขึ้นข่มขู่รังแกพวกเขาได้ถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า นังสวะนี่จะต้องมีดีอะไรสักอย่าง อาจรวมไปถึงเบื้องหลังที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึงได้
แต่ในสายตาของเหลิงหยวนหลง นังสวะนี่ก็ยังเป็นนังสวะอยู่วันยังค่ำ!
เพียงแค่บังเอิญโชคดีเล็กน้อย ก็บังอาจทำตัวหยิ่งผยองต่อหน้าเขาผู้นี้แล้ว!
“หงเฟย ข้ารู้ดีว่าเจ้ากำลังคิดอันใดอยู่ แต่นังสวะตัวนี้มันทำเกินไป! มันพยายามบีบคั้นพวกเราให้จนตรอก!”
เหลิงหยุนเจียวยันศอกตั้งบนโต๊ะพร้อมโน้มศีรษะเท้าคางอย่างสบายอารมณ์ แสร้งพยักหน้าล้อเลียนทำเป็นเห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน
“เจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว หากยอมคุกเข่าแทบเท้าข้าแต่โดยดี บางทีข้าอาจเมตตาไว้ชีวิตพวกเจ้าสักคนสองคนก็เป็นได้”
กล่าวจบ นางก็ยกเท้าซ้ายชูขึ้นตรงหน้าเหลิงหยวนหลงพร้อมกระดิกเรียก ราวกับกำลังยั่วยุให้อีกฝ่ายเข้ามาคุกเข่าแทบเท้านางโดยไว
“จงฟังให้ดี ข้ารู้ว่าเจ้ารักใคร่เป็นห่วงบุตรสาวตนเองเพียงใด เมื่อครู่ก็เพิ่งจะประทับสัญญาตกลงกันเสร็จสรรพ กระทั่งยอมจ่ายค่ารักษามาแล้ว ด้วยจรรยาบรรณข้าเองก็อยากจะช่วยเหลือ”
ไป๋ซือหมิงยืนกอดอกและพยักหน้าตอบเห็นด้วยทันที
“ถูกต้องแล้ว ถูกต้อง พี่สาวถังช่างมีเหตุผลนัก!”
เหล่าสมาชิกตระกูลเหลิงทั้งสี่ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก “...”
สิ่งใดกันที่เรียกว่ามีเหตุผล? นังสวะตัวนี้กำลังแก้แค้นพวกเขาอยู่ชัดๆ! ตาพล่าตามัวหรืออย่างไร!?
“เหลิงหยุนเจียว! อย่าให้มันเกินไปนัก!!”
ไฟแห่งความเกลียดชังของเหลิงหยวนหลงปะทุคลั่งถึงขีดสุด เขารู้สึกคับแค้นเกรี้ยวโกรธเกินบรรยาย แทบจะกระอักพ่นเลือดสดออกจากปากอยู่แล้ว เสี้ยวอึดใจต่อมา จู่ๆก็มีรัศมีลมปราณขุมใหญ่เดือดพุ่งพล่านครอบคลุมทั้งร่างของเขาไว้ หนึ่งกระแสพลังแข็งกล้าถูกกระตุ้นเร่งเร้าจากจุดตันเถียน ทะลักล้นไหลผ่านเส้นลมปราณบรรจบลงสู่ฝ่ามือทั้งสอง เหลิงหยวนหลงระเบิดกลิ่นอายจิตสังหารออกมาโดยไม่มียั้งออมใดๆ ประหนึ่งว่าสามารถลงมือสังหารสตรีตรงหน้าได้ทุกเมื่อ
เหลิงหยุนเจียวเลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อย มุมปากโค้งงอคล้ายตะขอดูเบื่อหน่าย ราวกับกำลังนั่งมองคนโง่เขลาเบาปัญญา สีหน้าท่าทางปราศจากความสนใจอันใดแม้แต่น้อย
แต่จู่ๆรัศมีลมปราณทั้งหมดบนร่างกายของเหลิงหยวนหลงก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่าจะพยายามรีดเค้นออกมาเท่าใดกลับไม่เป็นผล เขาถึงกับหน้าถอดสีจ้องมองไปทางเหลิงหยุนเจียวด้วยความสงสัยยิ่ง
“ท่านพ่อเกิดอันใดขึ้น? หากท่านต้องการจะลงมือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!”
เหลิงหงเฟยตบเท้าก้าวขึ้นนำหน้าเหลิงหยวนหลง พร้อมตั้งท่าเตรียมระเบิดพลังลมปราณออกมา
แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าเหลิงหงเฟยจะพยายามรวบรวมลมปราณมากเพียงใด กลับปราศจากร่องรอยของพลังลมปราณแม้เพียงนิด เจ้าตัวถึงกับหน้าถอดสีไปอีกคน ก้มหน้าก้มตาลงเล็กน้อยด้วยความอับอายไม่เข้าใจ
จู่ๆพลังลมปราณทั้งหมดในกายก็ระเหยหายไปอย่างมิอาจทราบได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที จุดตันเถียนของพวกเขาก็ไม่เหลือพลังลมปราณอยู่เลยแม้แต่หยดเดียว!
กล่าวคือ ยามนี้ทั้งเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟย ได้กลายมาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณแล้วนั่นเอง!
“เกิดอันใดขึ้น?”
เหลิงหงเฟยบ่นรำพึงรำพันกับตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วหันไปสบตากับเหลิงหยวนหลงครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างส่ายหน้าไปมาให้กัน สายตาดูว่างเปล่าบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจ
เหลิงหยุนเจียวแทบจะล้มตัวนอนราบไปกับโต๊ะด้วยความเบื่อหน่ายคร้านใจ ไป๋ซือหมิงเดินตรงเข้ามายืนข้างกาย เขาโยนผลผิงกั๋วที่ถูกกัดกินจนเหลือแต่แกนทิ้งลงบ่อน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกล พลางกล่าวขึ้นว่า
“พี่สาวถัง ข้าอยู่ที่นี่ทั้งคน หากคนเหล่านี้คิดจะลงมือ ข้าจะเป็นด่านแรกรับมือให้เอง”
เหลิงหยุนเจียวบิดขี้เกียจเล็กน้อยพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในเรื่องความแข็งแกร่งของไป๋ซือหมิง นางไม่เคยคิดกังขาสงสัยแต่อย่างใด
“นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับคนเหล่านี้ มิได้ข้องเกี่ยวอันใดกับเจ้า ข้าฝากดูแลเจียวเหนียงแทนสักหน่อยก็พอ”
เหลิงหยุนเจียวยกมือผลักแผ่นอกของไป๋ซือหมิงให้ห่างออกไปเบาๆ แล้วเดินตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับสมาชิกตระกูลเหลิงทั้งสี่คน
“หากต้องการสู้กับข้าก็ย่อมได้ แต่ยามนี้พวกเจ้าไร้ซึ่งพลังลมปราณ ประเดี๋ยวจะกล่าวหาว่าข้าเอาเปรียบกระมัง?”
เหลิงฉิวหวานและเหลิงเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งตะลึง พวกนางรีบตรวจสอบพลังลมปราณในกายโดยเร็ว
เหลิงเจียวเจียวไม่สามารถเร่งเร้าพลังลมปราณออกมาได้ แตกต่างจากเหลิงฉิวหวานที่ยังทำได้เป็นปกติ
ทั้งสามรวมเหลิงหยวนหลง ต่างก็อดรู้สึกประหลาดใจมิได้เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมปราณที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเหลิงฉิวหวาน
แต่ไม่นานนัก พวกเขาต่างก็ตระหนักทราบได้ในทันที นั่นเพราะเหลิงฉิวหวานเพิ่งจะมาถึง เหลิงหยุนเจียวจึงยังไม่มีโอกาสลอบวางยาพิษใส่นั่นเอง
ไป๋ซือหมิงที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมปราณจากร่างของเหลิงฉิวหวานก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางเป็นผู้เดียวที่มิได้เข้าไปในเรือนนอนเมื่อสักครู่ และมิได้ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมาจากตัวหมอนอิงสำหรับจับชีพจร
เพราะเหตุนี้เอง เหลิงฉิวหวานจึงยังเป็นผู้เดียวที่สามารถใช้พลังลมปราณได้
“พี่สาวถัง สตรีนางนี้อาจสร้างปัญหาเล็กน้อยให้ท่านได้ ทางที่ดีปล่อยให้ข้าจัดการ...”
“ไม่จำเป็น”
ประกายสังหารเย็นยะเยือกสว่างวาบผ่านดวงตาคู่คมสวยของเหลิงหยุนเจียว นางเรียกใช้แส้อสรพิษเพลิงพร้อมสะบัดโจมตีออกไปโดยตรง
ทุกคนต่างไม่มีใครคาดคิดว่าเหลิงหยุนเจียวจะกล้าลงมือโจมตีพวกเขาโดยไม่เกรงกลัวเช่นนี้ ชั่วอึดใจนั้น แต่ละคนรีบเร่งเร้าพลังลมปราณในกายออกมาตามสัญชาตญาณ แต่ผลสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“จ๋อม!”
เพิ่งตอบสนองรู้ตัวกัน ก็ได้ยินเสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ส่วนร่างของเหลิงฉิวหวานก็ได้ปลิวตกบ่อน้ำไปเป็นที่เรียบร้อย
เหลิงฉิวหวานพยายามตะเกียดตะกายขึ้นจากบ่อน้ำดังกล่าว ยกมือยกไม้ปาดเช็ดใบหน้าที่ชุ่มแฉะ ดวงตาคู่นั้นของนางยิ่งทวีความอาฆาตพยาบาท ไฟโทสะลุกโชติช่วง
“เหลิง - หยุน - เจียว!!!!”
นางกัดฟันแน่นกรอดด้วยความเคียดแค้น เค้นเสียงหนักสะกดชื่อของเหลิงหยุนเจียวออกมาทีละคำอย่างเยือกเย็น พร้อมกับระเบิดพลังลมปราณทั้งหมดที่มีในร่างกายออกมาอย่างบ้าคลั่งเกินควบคุม