เสียงเคาะประตูของหมายเลขห้อง 616 ดังั้แ่เช้าตรู่ ทำให้เ้าของห้องต้องรีบออกมาเปิดประตูเพราะกลัวไปรบกวนเพื่อนข้างห้อง
"อ้าว ลักษ์มาแล้วหรอ ซื้ออะไรมาเยอะแยะเนี่ย" ชีวินที่ยิ้มร่าดีใจที่เธอมา พร้อมมองไปที่มือของเธอที่หิ้วของกินมาด้วย
"เขาตื่นรึยัง แล้วเขาเป็ยังไงบ้าง" เธอถามด้วยรอยยิ้มพร้อมความตื่นเต้นที่จะได้เจอเหมันต์อีกครั้ง
ชีวินหุบยิ้มและทำท่าทางไม่พอใจทันที ที่เธอถามหาเหมันต์ แต่เธอกลับมองเข้ามาในห้องของเขาเพื่อหาคนคนหนึ่งมากกว่าที่จะมองหน้าของชีวินที่แสดงความไม่พอใจตรงนั้น
"อืม มันตื่นแล้ว ลักษ์เข้ามาก่อนสิ" ชีวินเชิญเธอเข้าห้องพร้อมกับยื่นมือไปช่วยถือของที่เธอซื้อมา
เธอเดินเข้าห้องมาพร้อมกับที่ เหมันต์เดินออกมาจากห้องนอน ทั้งคู่สบตากันอีกครั้งและหลบสายตากันอย่างรวดเร็วเพราะความเขินอาย
ชีวินและวลัยลักษ์เดินเข้าครัว ช่วยกันแกะถุงกับข้าวที่ซื้อมาใส่จาน พร้อมนำมาวางไว้ที่โต๊ะทานข้าว
โต๊ะทานข้าวที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้มีของกินที่เธอซื้อมามากมาย ได้ถูกจัดใส่จานเตรียมพร้อมที่จะทาน
"คุณพอจะทานได้ไหมค่ะ" เธอถามเหมันต์
"เอ่อ... สิ่งนี้เขาเรียกว่าอะไรหรอครับ" เหมันต์ถามด้วยความไม่รู้และความสนใจในเวลาเดียวกัน
"ฮ่าฮ่าฮ่า" ชีวินหัวเราะดังลั่นพร้อมถามเขา "นี้คุณไม่รู้จักโจ๊กกับปลาท๋องโก๋หรอ คุณไปอยู่ไหนมา"
"คือ...ผม..." เขาอึกอักเพราะไม่รู้จะตอบยังไงดี
วลัยลักษ์ตีชีวินเบา ๆ พร้อมบ่นชีวินที่ไปหัวเราะเหมันต์
"คุณทานได้รึเปล่าค่ะ" เธอถามเหมันต์ด้วยความเป็ห่วง
"ผมจะลองดูครับ" เขาค่อย ๆ หยิบช้อนขี้นแล้วเขี่ยโจ๊กไปมาก่อนจะตักขึ้นมาทาน โดยมีวลัยลักษ์และชีวินจ้องมองอยู่สายตาที่กังวลนิด ๆ ของเหมันต์เปลี่ยนไปทันทีที่โจ๊กเข้าปาก "หื้มมม อันนี้เรียกว่าโจ๊กใช่มั้ยครับมันอร่อยมากเลย บน์ไม่มีแบบนี้เลยครับ ผมเสียดายจัง" เหมันต์พูดก่อนจะหยุดชะงักไปและทำท่าทางเลิ่กลั่กเล็กน้อย
วลัยลักษ์และชีวินมองหน้ากันทันที่
"เมื่อกี้คุณพูดว่า.. บน์ไม่มีแบบนี้ หรอ?" ชีวินถามด้วยความสงสัย
เหมันต์มองหน้าวลัยลักษ์ที่เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน "เอ่อ.. คือผมจะบอกว่าสมมุติถ้าคนเราตายไปแล้ว ได้ขึ้น์คงไม่มีของอร่อยๆแบบนี้แน่เลยครับ" เหมันต์พูดพร้อมกับท่าทางกังวลเล็กน้อย
"อ่า ก็ไม่รู้สิ พวกเรายังไม่เคยตายนิ" ชีวินพูดพร้อมกับท่าทางกวน ๆ
"เอาเถอะค่ะ พวกเรารีบทานกันเถอะ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย" วลัยลักษ์รีบพูดตัดบททันที
-หลายอาทิตย์ผ่านไป-
วลัยลักษ์จะแวะไปหาเหมันต์ทุกครั้งที่หยุดจากงานหรือมีเวลาว่างเพื่อไม่ให้เขาเหงาจนเกินไป ทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ เหมันต์เองก็เริ่มปรับตัวกับการอยู่ที่เมืองมนุษย์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเริ่มสนิทกับชีวินมากขึ้นด้วยเช่นกันเธอมักจะชวนเขาออกไปเที่ยวไปซื้อของบ่อยๆ เพราะความสนิทกันมากขึ้นและความรู้สึกดีของเธอที่มีต่อเหมันต์ เธอมักจะลืมถามเหมันต์เื่ครอบครัวของเขาเสมอ
"จริงสิ เรารู้จักกันมาซักพักแล้ว ฉันลืมถามเื่ของคุณตลอดเลย ฉันถามคุฯได้รึป่าวว่าคุณมากจากไหน บ้านคุณอยู่ที่ไหน แล้วครอบครัวของคุณละ ส่งข่าวบอกพวกเขาบ้างรึป่าว พวกเขาคงเป็ห่วงคุณแย่เลย" เธอถามเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความเป็ห่วง
เขาที่ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะบอกเธอยังไง
"ว่าไงค่ะ"
เขาคิดคำตอบอยู่ซักพัก "พอดีผมอยู่ตัวคนเดียวครับ ครอบครัวผม พวกเขา...." เหมันต์หยุดพูดไป และทำท่าทางคิดหนัก
"ไม่เป็ไรค่ะ ๆ คุณคงมีเื่ลำบากใจ บอกไม่ได้ฉันก็จะไม่เซ้าซี้ แต่คุณจะอยู่แบบนี้ตลอดไปไม่ได้นะคะ"
"ทำไมละครับ ผมทำให้คุณลำบากใจรึเปล่า คุณคงลำบากที่ต้องมาดูแลผมด้วยใช่มั้ย ผมมาอยู่โดยไม่ได้ทำอะไรหรือช่วยออกค่าใช้จ่ายอะไรเลย ผมขอโทษนะครับ"
เธออมยิ้มพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อยกับความใสซื่อของเขา "ฉันไม่ได้ลำบากใจหรืออะไร แต่คุณคงไม่คิดจะอยู่กับชีวินไปตลอดชีวิตใช่ไหมค่ะ เพราะเขาคงไม่ยอมแน่ ๆ "
เขาได้แต่นั่งนิ่งเพราะไม่รู้จะทำยังไงต่อดี แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะอยู่กับชีวินไปตลอด
"อืมมม งั้นเดี๋ยวผมจัดการทุกอย่างเองครับ
คุณไม่ต้องเป็ห่วง"
"โอเคค่ะ เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกฉันได้เสมอนะคะ"
คุยกันเสร็จทั้งคู่ก็กลับบ้าน หลังจากผ่านมาหลายอาทิตย์ที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันไปเที่ยว ไปเดินเล่น ทั้งคู่เริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น จนในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ได้สารภาพความในใจของกันและกันให้อีกฝ่ายรับรู้ พวกเขาทั้งสองจึงเปลี่ยนสถานะจากคนสนิทมาเป็ คนรักกัน
หลายเดือนต่อมา ณ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ทำให้สะดวกในการเดินทาง แต่ก็มีความเป็ส่วนตัวอยู่มาก เพราะบ้านแต่ละหลังสร้างห่างกันไกลพอสมควร
"ท่านจะอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือขอรับ" เมฆาองครักษ์คนสนิทของเหมันต์ ชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ผมสีดำสนิท ใส่สูทสีขาวดูเรียบหรู ชายที่มีเสียงห้าวทุ้มและกังวาน น้ำเสียงที่หนักแน่นและเคร่งขรึมบงบอกได้ชัดเจนว่าต้องเป็คนที่ถูกฝึกมาอย่างดี
"ใช่ เราจะอยู่ที่เมืองมนุษย์กับคนรักของเรา"
"แต่กฏเหล็กของ์"
"เรารู้ เราจะทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนกฏนั่น!!!"
เหมันต์ได้ออกจากห้องของชีวินและมาเช่าบ้านอยู่ โดยการให้องครักษ์ของเขา นำของมีค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ลงมาให้จาก์ เพื่อนำไปขายแลกเงินและนำเงินมาใช้จ่ายถึงแม้จะขัดต่อกฏของ์ก็ตาม
"ทำไมท่านต้องทำให้ตัวเองลำบากด้วย ท่านอยู่ข้างบนก็สุขสบายดี"
"เราบอกเ้าไปแล้ว ว่าเราจะอยู่กับคนรักของเราและเราจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ"
"แต่ท่านไม่ใช่"
"พอ หยุดพูดเื่นี้ เราตัดสินใจแล้ว และเราจะขอเธอให้มาเป็คู่ชีวิตของเรา"
การตัดสินใจของเหมันต์อาจเป็จุดเปลี่ยนของอะไรหลายๆอย่าง จุดเปลี่ยนที่ต้องมีจุดจบแต่จะจบแบบไหนกันละ?
บ้านที่ปล่อยให้ว่างเปล่ามานาน ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ บ้านที่เคยมีความสุข มีชีวิตชีวาของเหล่าผู้ที่เคยได้อาศัย กำลังมีใครคนหนึ่งเข้ามาเพื่อเปลี่ยนให้มันมีชีวิตชีวาและมีความสุขอีกครั้ง
"ท่านแน่ใจแล้วจริง ๆ ใช่มั้ยครับ ที่จะขอให้เธอมาเป็คู่ชีวิตของท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็รู้ว่ามันจะจบยังไง" เสียงของเมฆาองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ของเหมันต์ ที่ค่อยช่วยเหลือเขามาตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่เมืองมนุษย์
"เรารู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ เรารู้สึกว่าเรารักใครไม่ได้อีก แล้วนอกจากนาง"
"แต่มันอันตรายมากเลยนะขอรับ ถ้าท่านพ่อขององค์าารู้"
"ท่านพ่อของเราจำศีลอยู่ ยังไม่ถึงเวลาที่ท่านพ่อจะออกจากการจำศีลไม่มีทางรู้หรอก ถ้าไม่มีใครไปบอก"
"แต่เทวดาบางตนก็เริ่มสงสัยเื่ที่ท่านหายไปจาก์บ่อยๆแล้วนะขอรับ"
"เราเชื่อใจเ้านะเมฆา เรารู้ว่าเ้าจะค่อยช่วยเหลือเรา รอถึงวันที่เราเปลี่ยนกฏบ้า ๆ นั้นได้เมื่อไหร่ เราจะทำทุกอย่างให้มันถูกต้องมากกว่านี้ วันนี้เราจะกลับ์พร้อมเ้า แล้วอีกสองวันเราจะลงมาเพื่อขอเธอแต่งงาน"
สรวง์ ที่ ๆ ผู้คนมากมายอยากขึ้นมาอยู่บนนี้ที่ ๆ มักจะพบแต่ความสุข แต่มันจะมีแต่ความสุขจริงหรอ
"ท่านพี่ ท่านไปไหนมา ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน" เสียงอันสดใสที่มาพร้อมกับรอยยิ้มของ องค์หญิงม่านฟ้าน้องสาวของเหมันต์
"ว่าไงน้องสาวตัวแสบของพี่ แต่งงานแล้วก็ควรอยู่กับสามี อ้อนเขาเหมือนที่อ้อนพี่สิ"
ม่านฟ้าเป็คนที่ติดพี่ชายมาก เพราะั้แ่ที่ท่านแม่ของพวกเขาเสียก็มีแค่ท่านพ่อเท่านั้นที่คอยดูแลเลี้ยงดูพวกเขามาแต่จะบอกว่าเลี้ยงดูก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะพ่อเป็งถึงาาแห่ง์หน้าที่ต้องมาเป็อันดับแรก ทำให้สองพี่น้องสนิทกันมากกว่าคนอื่น ๆ
"่นี้ภาคินเขายุ่งมากเลยเ้าค่ะ น้องเหงาเลยพาเ้าตัวแสบมาเยี่ยมท่านพ่อกับท่านลุงค่ะ"
"เ้านี้โชคดีจังนะ ที่ท่านพ่อยอมให้แต่งงานกับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้อยู่บน์หรือเป็เทวดาเฉกเช่นพวกเรา"
"เพราะความรักไงค่ะ ภาคินเขาพิสูจน์ให้ท่านพ่อได้เห็น ว่าเขารักน้องจริงและสามารถดูแลน้องได้"
"ไม่มีอะไรหรอก แล้วนี้ไอ่ตัวแสบไปไหนซะแล้วละ"
"คงไปเล่นอยู่แถว ๆ นี้แหละค่ะท่านพี่"
"วายุอย่าบินเร็วแบบนั้นสิครับ" เสียงเรียกหลานอันอ่อนหวานของเทวิกา ทำให้เหมันต์และม่านฟ้าต้องหันไปมอง
"อ้าว ท่านพี่เทวิกา เ้าวายุไปรบกวนท่านพี่รึป่าวค่ะ"
"ไม่รบกวนอะไรเลยจ๊ะม่านฟ้า เขาก็เล่นตามประสาเด็กน่ะ"
"เทวิกา" เสียงเรียกจากเหมันต์ทำให้เทวิกาหันไปมองและยิ้มหวานให้ เพราะเธอแอบรักเขามาั้แ่วัยเยาว์จวบจนตอนนี้
"ท่านพี่เหมันต์ เราไม่เจอกันนานเลยนะคะ"
"นั้นสิ ่นี้เราไม่ค่อยเจอกันเลย"
ทั้งสามได้ทักทายและพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตามประสาพี่น้องที่รู้จักและสนิทสนมกัน
"เหมันต์" เสียงเรียกจากลุงของเหมันต์ พ่อของเทวิกา
"ท่านลุง เป็ยังไงบ้างครับ เหมือน่นี้เราจะไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะขอรับ"
"ลุงก็ยุ่ง ๆ หลายเื่น่ะ รวมถึงเื่งานอภิเษกสมรสของเ้ากับเทวิกาด้วย "
เมื่อสิ้นเสียงของลุง เหมันต์หยุดยิ้มและทำหน้าเศร้าปนกังวลทันที เพราะรู้ดีว่ายังไงก็ต้องแต่งงานกับเทวิกา ตามคำสั่งของท่านพ่อ
ป.ล. พ่อของทั้งสองคนเคยสัญญากันไว้ ว่าจะให้ลูกของพวกเขาแต่งงานกัน
#ความรักจาก์