หลายครั้งที่นักรบถู่ปัวสามารถควบม้าตัดหน้า แย่งชิงลูกคลีไปจากผู้เล่นต้าถังได้อย่างง่ายดาย หรือหลบหลีกการเข้าปะทะด้วยการบังคับม้าอันน่าทึ่ง ทำให้รูปเกมของต้าถังเสียกระบวนไปชั่วขณะ เสียงโห่ร้องชื่นชมในความสามารถของทัพถู่ปัวดังขึ้นเป็ระยะจากฝั่งผู้ชมชาวฉางอันเอง สลับกับเสียงให้กำลังใจทัพต้าถัง
จ้าวมู่เฉินเห็นองค์ชายใหญ่เริ่มมีสีพระพักตร์บึ้งตึงขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามกดดันอย่างหนัก เฉินซีห่าวเองก็ดูกระวนกระวาย พยายามเร่งเกมบุกอย่างหักโหม แต่กลับยิ่งเปิดช่องว่างให้ฝ่ายถู่ปัวโต้กลับได้ง่ายขึ้น
‘ความชำนาญบนหลังอาชาคือหัวใจสำคัญของการตีคลี’ จ้าวมู่เฉินคิดในใจ ‘ฝ่ายเราเน้นพละกำลัง และกลยุทธ์ตามตำรา แต่ขาดความลื่นไหลและความเข้าใจในธรรมชาติของม้าศึกเฉกเช่นพวกเขา หากยังคงเล่นในรูปแบบนี้ต่อไป เกรงว่าจะเสียทีให้แก่ฝ่ายถู่ปัวเป็แน่’
เขาทอดสายตามองเกมที่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด การปะทะกันเริ่มหนักหน่วงขึ้น ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อให้แก่กัน แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณอันตรายที่มุ่งเป้ามายังตนเองโดยตรง แต่ความเข้มข้นของการแข่งขัน และความเหนือกว่าของคู่ต่อสู้ ก็ทำให้บรรยากาศในสนามเริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้นทุกขณะ... การต่อสู้ที่แท้จริงในสนามนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น.
…..
เสียงสัญญาณหยุดการแข่งขันชั่วคราวดังขึ้น เหล่านักกีฬาชุดแรกของทั้งสองฝ่ายต่างผ่อนบังเหียนม้าศึกที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าหลายคนฉายแววเหนื่อยล้า โดยเฉพาะฝ่ายต้าถังที่ถูกกดดันอย่างหนัก ทัพนักกีฬาชุดแรก นำโดยองค์ชายใหญ่หลี่ซวน และเฉินซีห่าว ควบม้าออกจากสนามอย่างช้าๆ ไปยังจุดพักผ่อนข้างสนาม
“บัดซบ! พวกถู่ปัวว่องไวนัก ยากจะตามทัน..!” เฉินซีห่าวสบถออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดขณะลงจากหลังม้า
องค์ชายใหญ่หลี่ซวนเสด็จตามมา สีพระพักตร์เรียบเฉย แต่แววตาฉายประกายขุ่นมัว ทรงตบไหล่เฉินซีห่าวเบาๆ พลางตรัสด้วยสุรเสียงที่กดต่ำ
“ใจเย็นก่อนซีห่าว พวกมันก็แค่คล่องแคล่วบนหลังม้า ให้พวกมันได้ใจไปครู่หนึ่ง... รอดูชุดต่อไปดีกว่า ข้าว่า... คงมีเื่สนุกให้ชมแน่” มุมพระโอษฐ์เหยียดยิ้มอย่างมีนัยยะแฝงเร้น
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูคอกม้าอีกฝั่งก็เปิดออก ทัพนักกีฬาชุดที่สองของต้าถังปรากฏกายขึ้น นำหน้าด้วยอาชาสีขาวปลอดสง่างาม บนหลังม้าคือ องค์รัชทายาทหลี่เสียน พระองค์อยู่ในฉลองพระองค์สำหรับตีคลีสีน้ำเงินเข้ม ขับเน้นพระฉวีผุดผ่อง และท่วงท่าอันสุขุมเยือกเย็น เคียงข้างมาไม่ห่าง คืออาชาสีดำสนิท บนหลังคือ จ้าวมู่เฉิน เขาสวมชุดสีเดียวกันกับองค์รัชทายาท ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดสงบนิ่ง ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่
ขณะที่ควบม้าเข้ามาในสนามเคียงข้างกัน องค์รัชทายาทหลี่เสียนทรงหันมาตรัสกับจ้าวมู่เฉินด้วยสุรเสียงเรียบ หากแต่ชัดเจน
“มู่เฉิน พวกถู่ปัวมีทักษะบนหลังม้าเป็เลิศ เคลื่อนไหวรวดเร็ว และคาดเดาได้ยาก การเข้าปะทะตรงๆ อาจเสียเปรียบ เราต้องอาศัยไหวพริบ การอ่านเกม และการประสานงานเป็สำคัญ เข้าใจหรือไม่?”
จ้าวมู่เฉินค้อมกายเล็กน้อยบนหลังม้า ตอบรับด้วยความนอบน้อม และมั่นคง
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าา จะพยายามอ่านเกมคู่ต่อสู้ และสนับสนุนทีมอย่างเต็มกำลังความสามารถ”
องค์รัชทายาททรงพยักพระพักตร์เบาๆ ก่อนจะทอดพระเนตรตรงไปยังกลุ่มนักกีฬาถู่ปัวอีกครั้ง แววพระเนตรยังคงสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
การปรากฏตัวขององค์รัชทายาทผู้ทรงธรรม และจ้าวมู่เฉินผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญา เรียกเสียงฮือฮา และเสียงปรบมือจากเหล่าผู้ชมอีกครั้ง หลายคนคาดหวังว่าการนำทีมขององค์รัชทายาทจะสามารถพลิกสถานการณ์ให้แก่ต้าถังได้
จ้าวมู่เฉินจัดตำแหน่งตนเองในสนาม สูดลมหายใจลึก ขณะที่สายตาเริ่มกวาดสำรวจคู่ต่อสู้ชาวถู่ปัวอย่างละเอียด เขาสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของนักกีฬาบางคนอย่างชัดเจนขึ้น ความมุ่งร้ายนั้นแม้จะถูกเก็บซ่อนไว้ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของเขาไปได้ พวกเขามองมาที่เขาบ่อยครั้งขึ้น สลับกับการเหลือบมองกันเองอย่างมีนัยยะ
‘มีบางอย่างไม่ถูกต้อง...’ ความคิดนี้ดังชัดขึ้นในใจของจ้าวมู่เฉิน สัญชาตญาณร้องเตือนภัยดังขึ้นกว่าเดิม เขากระชับบังเหียน และไม้คลีในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่อาจไม่ได้เป็ไปตามกติกาปกติของการแข่งขัน
ณ ข้างสนาม องค์ชายใหญ่หลี่ซวนทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเ็า “ได้เวลาเริ่มการแสดงแล้ว...” พระองค์พึมพำกับตนเอง แววตาจับจ้องไปยังจ้าวมู่เฉิน และเหล่านักรบถู่ปัวที่พระองค์ได้ ‘ซื้อตัว’ ไว้
เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้นอีกครั้ง.! เกมดำเนินต่อไปแล้ว แต่บรรยากาศในสนามกลับเปลี่ยนไป ความตึงเครียดแฝงเร้นอยู่ภายใต้เสียงโห่ร้องเชียร์ จ้าวมู่เฉินไม่เพียงต้องรับมือกับทักษะอันร้ายกาจของคู่ต่อสู้ แต่ยังต้องระวังภัยจาก ‘อุบัติเหตุ’ ที่ถูกวางแผนไว้โดยศัตรูที่มองไม่เห็น..!
ทันใดนั้นสายตาอันว่องไวของเขาก็เหลือบไปเห็นนักกีฬาถู่ปัวรุ่นเยาว์สองคนควบม้าขนาบข้างกัน พวกเขาลดความเร็วลงเล็กน้อย ก้มหน้าลงหากันคล้ายกำลังกระซิบกระซาบถ้อยคำบางอย่าง แม้จะเป็เพียงชั่วขณะ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของจ้าวมู่เฉินดังกระหึ่มขึ้น เขาเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นอีกหลายส่วน กำมือที่จับไม้คลี และบังเหียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จังหวะนั้นเอง ลูกคลีถูกตีลอยมาทางปีกที่เขารับผิดชอบอยู่ จ้าวมู่เฉินตัดสินใจควบม้าทะยานออกไป หวังจะเข้าถึงลูกก่อนฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างโอกาสให้แก่ทีมต้าถัง
ทว่า ขณะที่เขากำลังจะเหยียดแขนใช้ไม้คลีเกี่ยวลูกนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ของอาชาสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว และรุนแรง.!
บนหลังม้าคือ คีเลบ นักรบรุ่นเยาว์ชาวถู่ปัวผู้มีหน่วยก้านดี และได้รับการกล่าวขานว่าจะเป็กำลังสำคัญของแคว้นในอนาคต แต่บัดนี้ แววตาของเขามิได้จับจ้องไปที่ลูกคลี หากแต่เป็ร่างของจ้าวมู่เฉิน.! ด้วยท่วงท่าที่จงใจอย่างชัดเจน
คีเลบใช้ไหล่ข้างหนึ่งอันหนาบึก และแข็งแกร่งดุจหินผา กระแทกเข้าใส่สีข้างและหัวไหล่ของจ้าวมู่เฉินอย่างเต็มแรง.!
“ปึ้ก..!”
เสียงกระแทกดังขึ้นพร้อมกับแรงปะทะมหาศาลที่ส่งผลให้ร่างของจ้าวมู่เฉินสะท้านวาบ เขารู้สึกถึงความเจ็บแปลบแล่นปราดจากหัวไหล่ลงมาถึงสีข้าง ร่างกายเสียสมดุลอย่างรุนแรงจนแทบจะหลุดออกจากอานม้า โลกทั้งใบราวกับหมุนคว้าง ม้าศึกใต้ร่างเขาส่งเสียงร้อง และเสียหลักไปด้วยเล็กน้อย
ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้น สัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงก็ทำงานโดยอัตโนมัติ จ้าวมู่เฉินกัดฟันแน่น ต้านทานความเ็ปและอาการหน้ามืดชั่วขณะ สองมือคว้าหมับเข้าที่บังเหียนอย่างรวดเร็ว และมั่นคง เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มี ทั้งจากแขน ลำตัว และขา เกร็งกล้ามเนื้อเพื่อดึงรั้งร่างของตนเอง และม้าศึกให้กลับมาตั้งหลักตรงได้อีกครั้ง แม้จะยังคงโคลงเคลงอยู่บ้าง แต่ก็นับว่ารอดพ้นจากการตกจากหลังม้าไปได้อย่างหวุดหวิด
เขาหอบหายใจเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามไรผม ความเ็ปที่หัวไหล่ยังคงอยู่ แต่ความตระหนกได้แปรเปลี่ยนเป็ความเย็นเยียบแห่งความเข้าใจ... การโจมตีเมื่อครู่นี้ มิใช่เื่บังเอิญหรือการปะทะตามปกติของเกมอย่างแน่นอน มันคือการจงใจทำร้าย!
เสี้ยววินาทีหลังจากหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ตกม้า สัญชาตญาณบางอย่างที่อยู่ลึกเกินกว่าเหตุผลจะอธิบายได้ ทำให้ศีรษะของเขาหันขวับไปยังอัฒจันทร์ฝั่งที่ประทับของเหล่าเชื้อพระวงศ์ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่โดยอัตโนมัติ สายตาของเขากวาดผ่านผู้คนมากมาย ก่อนจะจับจ้องไปยังร่างขององค์ชายใหญ่หลี่ซวน ซึ่งประทับอยู่ไม่ไกลจากพลับพลาที่ประทับขององค์จักรพรรดิ
และในชั่วขณะนั้นเอง... โลกทั้งใบของจ้าวมู่เฉินพลันหยุดหมุน.!
สิ่งที่เขาเห็น ทำให้เืในกายราวกับจับตัวเป็น้ำแข็ง บนพระพักตร์ขององค์ชายใหญ่หลี่ซวน ปรากฏรอยยิ้ม..! มิใช่รอยยิ้มแห่งความขบขันในอุบัติเหตุในสนาม หรือรอยยิ้มให้กำลังใจ หากแต่เป็ รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียม เ็า และไม่ปิดบังความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด..!
แววพระเนตรที่ทอดมองมายังเขานั้น ปราศจากความเมตตา มีเพียงความสะใจ และอำนาจอันดำมืดที่พร้อมจะบดขยี้
ั์ตาของจ้าวมู่เฉินเบิกกว้างขึ้นทันทีอย่างมิอาจควบคุม..! ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดหนักๆ ชกเข้าที่กลางอก ความหนาวเยียบแล่นจับขั้วหัวใจ แม้จะอยู่ท่ามกลางไอแดด และเสียงโห่ร้องกึกก้องก็ตาม
ภาพรอยยิ้มอันอำมหิตนั้น ประหนึ่งกุญแจดอกสำคัญที่ไขปริศนาทั้งหมดในบัดดล..! จังหวะที่คีเลบพุ่งเข้ากระแทกอย่างจงใจ ความรู้สึกว่าตนเองตกเป็เป้าหมาย และบัดนี้... รอยยิ้มที่ยืนยันถึงการรู้เห็นเป็ใจ หรือกระทั่งการเป็ผู้บงการเื้ั..!
ทำไม.? เหตุใดองค์ชายใหญ่จึงต้องมุ่งร้ายต่อเขาถึงเพียงนี้ในสนามแข่งที่เป็ทางการเช่นนี้? ความขัดแย้ง บาดหมาง หรือความอิจฉาใดๆ ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การกระทำอันอุกอาจและเสี่ยงเช่นนี้ได้... เว้นเสียแต่ว่า...
พลันภาพเหตุการณ์ ณ วันที่เขาเดินทางกลับจากสำนักศึกษา ภาพที่เขาบังเอิญไปได้ยินแผนการลับบางอย่างหลังูเาจำลองในอุทยานหลวงก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างชัดเจน..! แผนการร้ายที่เกี่ยวพันถึงการโค่นล้ม...
ความเข้าใจอันน่าสะพรึงกลัวแล่นปราดเข้าสู่สมองของจ้าวมู่เฉินราวกับสายฟ้าฟาด..!
‘เป็ไปไม่ได้...’ เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ‘รอยยิ้มเมื่อครู่... มันหมายความว่า... องค์ชายใหญ่คงรู้ตัวแล้ว!! พระองค์รู้แล้วว่าคนที่แอบฟังแผนลับหลังูเาจำลองในวันนั้น... คือข้าเอง..!!!’
ความจริงอันโหดร้ายนี้กระแทกเข้าใส่จ้าวมู่เฉินอย่างจัง เขาไม่ได้เป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่ขวางทาง ทว่าบัดนี้ ในสายตาขององค์ชายใหญ่ เขาคือพยานรู้เห็นในความลับอันตราย เป็เสี้ยนหนามที่ต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียว..! การแข่งขันตีคลีครั้งนี้ ไม่ใช่แค่สนามประลองฝีมือ แต่คือลานปะาที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ…!
ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่าง ขณะที่เสียงกลอง และเสียงโห่ร้องในสนามดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง เกมยังคงดำเนินต่อไป แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว โลกในสนามแข่งได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว... ทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหว นับจากนี้ไป คือการเดิมพันด้วยชีวิต..!
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์