เสี่ยวชิงชวนที่นั่งด้านหน้าคู่กับคนขับรถม้ากำลังนึกถึงคำพูดของสาวใช้ในตำหนักชินอ๋องที่จับกลุ่มคุยกันยามว่าง ตนชอบนั่งฟัง
“พวกเ้าอยู่ที่ตำหนักชินอ๋องมาเคยเห็นพระองค์รับสตรีเข้ามาบ้างไหม”
“เหมือนจะไม่เคย ชินอ๋อง ไม่มีสนมไม่มีชายาทั้งยังไม่มีนางกำนัลรับใช้ข้างห้องแม้แต่นางกำนัลทั่วไปยังไม่มีโอกาสเข้าใกล้ห้องนอนเลยมีแต่บ่าวรับใช้ผู้ชายเท่านั้น”
“ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่ชอบสตรีหรอกนะ องค์ชายพระองค์อื่นล้วนมีหญิงงามจำนวนมากมายในตำหนัก หรือว่าจะทรงเป็ต้วนซิ่ว”
เสี่ยวชิงชวนนั่งคิดวนไปวนมา (จริงหรือเปล่านะ)
เมื่อลงจากรถม้า ชินอ๋องชะงักเท้ายังไม่ก้าวไปข้างหน้าเหลือบไปมองเสี่ยวชิงชวน เด็กหนุ่มเห็นเ้านายตนมองก็ได้แต่มองหน้ารอคอยว่าจะสั่งอะไร
“สิ่งที่ได้ยินเมื่อคืนห้ามเ้าพูดเหลวไหลออกไป เข้าใจหรือไม่”
“ไม่พูดเด็ดขาดพะยะค่ะ”
เสี่ยวชิงชวนรู้สึกว่าเขาได้เข้าไปยืนในพื้นที่อันตรายเรียบร้อยแล้วเพียงเพราะเ้านายสองคนดื่มสุราเมามายคุยกันแล้วมีสิ่งอันใดสำคัญนักหนา ก็แค่ความรู้สึกชื่นชมชื่นชอบคนที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองไม่เข้าใจจริงๆเสี่ยวชิงชวนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นเป็คนละเื่กับสิ่งที่ไป๋จินหลงคิดเมื่อกลับจากวังหลวงฟ้าก็มืดค่ำแล้วแต่แทนที่จะกลับไปพักผ่อนไป๋จินหลงกลับเดินไปทางห้องหนังสือ
“ท่านอ๋อง ท่านหลี่เฉินมารายงานว่าหลี่ซานสืบได้ข่าวแล้วพะยะค่ะ”
เป็พ่อบ้านใหญ่หวังที่ยืนรออยู่ทางเดินด้านหน้าเอ่ยออกมาหลังจากทำความเคารพเรียบร้อยแล้ว
“ให้เฮ่ยฉีตามหลี่ซานมาพบข้า”
“คำนับท่านอ๋อง”
“ไม่ต้องมากพิธีว่ามาได้ข่าวอะไรมาบ้าง”
“ท่านเซียนทั้งสองก่อนที่จะหายตัวไป ระหว่างทางที่หยุดช่วยเหลือผู้คนมักจะสอบถามหาเ้าของหยกขาวชิ้นหนึ่งและสตรีแซ่หวังผู้หนึ่งข้าน้อยได้ส่งคนไปสืบประวัติสตรีแซ่หวังผู้นั้นพบว่าเป็ข้ารับใช้ในตระกูลจิ่วแห่งเปียนถิงนางเป็ข้ารับใช้ประจำตัวติดตามคุณหนูสามออกเรือนมาเมืองหลวงแต่งเข้าตระกูลเฉียนเป็ฮูหยินใหญ่ (จากคุณหนูสามกลายเป็นายหญิงใหญ่)หลายปีต่อมามีข่าวว่าฮูหยินจิ่วเสียชีวิตลงนางหวังก็ได้หายตัวไปทางจวนมิได้ออกตามหา เนื่องจากเป็บ่าวที่ติดตามมาจากบ้านฝ่ายหญิง
เื่ราวดูแปลกๆจึงส่งคนของเราเดินทางไปตรวจสอบที่เมืองเปียนถิงแต่ก็ยังไม่พบร่องรอยการเดินทางไปที่นั่นของท่านเซียนทั้งสองพะยะค่ะ"
เขาไม่รู้ว่าคนทั้งสองตามหาสตรีแซ่หวังเพื่อสิ่งใดแต่นี่เป็เบาะแสเดียวที่เขาได้รับมาเหมือนขอนไม้ที่ลอยมาเวลาที่ไร้เรี่ยวแรงกำลังจะจมลงต้องคว้าไว้ทันทีมิอาจให้หลุดมือไปได้เื่ที่เกี่ยวข้องกับท่านหมอเขาอยากรู้ทุกเื่
“เ้าส่งคนไปตรวจสอบพรุ่งนี้ข้าจะไปเปียนถิง”
ชินอ๋องไป๋จินหลงเฮ่ยฉี หูสือซาน เสี่ยวชิงชวน และซวี้หานที่ไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นแต่ติดตามไปด้วยระหว่างการเดินทางไปเปียนถิงจำต้องเปลี่ยนม้าทุกสามชั่วยามเพราะความรีบเร่งในการเดินทางของผู้เป็นายซึ่งเฮ่ยฉีคาดเดาไว้แล้วว่าต้องเป็เช่นนี้จึงแจ้งจุดพักม้าทุกจุดให้เตรียมม้าไว้ล่วงหน้า พร้อมอาหารและน้ำดื่มเพียงสองวันก็ถึงเปียนถิง
ผ่านประตูเมืองเข้าไปเป็ถนนกว้างทอดเป็เส้นทางยาวสายตรงสองข้างทางเป็อาคารสองชั้นเปิดเป็ร้านค้าและที่พักผ่อนขายอาหารขายสุรา นอกชายคายังมีแผงขายของเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไปเป็เมืองที่ขึ้นชื่อเื่การทอผ้าไหมขึ้นชื่อ “เมฆาล่อง”
มีตำนานประจำเมืองเล่าว่าวิธีการปักผ้าและทอผ้าของไหมชนิดนี้ได้รับมากจากสาวงามที่มีรูปร่างและใบหน้าประหนึ่งเทพธิดาบน์ได้ถ่ายทอดให้กับครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจนสามารถมีชีวิตต่อได้ผ้าชนิดนี้มีราคาแพง เส้นใยที่ทอออกมาบางเบาไม่ระคายผิวทั้งเย็นสบายยามหน้าร้อนและอบอุ่นยามหิมะตกทำให้ครอบครัวนั้นกลายเป็เศรษฐีประจำเมืองในปัจจุบัน
จวนตระกูลเฉียนตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองมีพื้นที่มากมายใช้ทำไร่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในแต่ละปีจะมีผ้าไหมเมฆาล่องออกมาจำหน่ายเพียงปีละหนึ่งผืนทำให้เกิดการประมูลและทำให้ผู้คนที่้าต่างเดินทางเข้ามาที่เมืองนี้เกิดเป็เทศกาลทำให้ชาวบ้านมีเงินมีทองมากมายชาวบ้านต่างยกย่องบ้านตระกูลเฉียนที่ทำให้เมืองเปียนถิงมีความเจริญ
“เสี่ยวชิงชวนเ้าไปหาที่พัก ไม่ต้องเด่นมากนักแต่ต้องไม่พลุกพล่านข้าพักแค่ไม่นาน”
“ขอรับ ท่าน... นายท่าน”
ท่องไว้เสี่ยวชิงชวนนายท่าน นายท่าน มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ตัวตนได้บ่นงึมงำพร้อมกับเอามือลูบไปมาบนศรีษะให้ย้ำเตือนตนเองนี่เป็ครั้งแรกที่มีโอกาสที่ได้ติดตามออกมานอกตำหนัก ทั้งสามคนขี่ม้าไปหยุดที่หน้าร้านสุราร้านหนึ่งมองดูเป็ร้านที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้ามานั่งดื่มกินได้ไม่จำเป็ต้องร่ำรวยทั้งยังไม่สะดุดตาจนเกินไป ด้านหน้ามีจุดให้ม้าพัก
“เชิญ เชิญนายท่านทั้งสามด้านในยังมีโต๊ะว่างขอรับ” เป็ชายชราพาดผ้าผืนเล็กไว้บนบ่า เดินเข้ามาต้อนรับ
“ท่านลุงพวกข้า้านั่งด้านที่มองเห็นผู้คนเดินไปเดินมา”
“พวกท่านมาจากต่างเมืองสินะ ได้ได้ ยังมีโต๊ะว่างอีกที่ ทางนี้ขอรับมุมนี้ท่านสามารถมองเห็นถนนด้านหน้าได้ชัดเจน”
“ขอบคุณมากเฒ่าแก่”
“ท่าทางพวกท่านคงยังไม่เคยมาเปียนถิงนะขอรับ”
เมื่อทั้งสามนั่งเรียบร้อยกาน้ำชาก็ถูกนำมาวางให้เบื้องหน้า ชายชราทักทายอย่างคนแก่ที่มีอัธยาศัยดีเป็ตำแหน่งที่ไม่เด่นแต่สามารถมองเห็นถนนด้านนอกได้อย่างชัดเจนจริงๆ
“ท่านลุงพวกข้าเดินทางผ่านมาร้านท่านมีอะไรขึ้นชื่อ ท่านนำมาสักสองสามอย่างสุราหนึ่งกา”
“ได้ขอรับ”
“รบกวนให้น้ำม้าด้วยนะท่านลุง”
เฮ่ยฉีเอ่ยปากฝากดูแลม้าที่ร่วมเดินทางมาด้วยความเหนื่อยล้าไป๋จินหลงถามคนด้านข้างที่จู่ๆก็ปรากฏกายมานั่งร้านน้ำชาพร้อมกับทุกคน
“ซวี้หาน เมืองนี้เป็อย่างไร”
“น่าสนใจ”
เ้าคนขี้เก๊กเฮ่ยฉีรู้สึกว่าเ้าหมอนี่ั้แ่ร่วมเดินทางกลับเมืองหลวงจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังวางตัวสูงส่งน่าหมั่นไส้ อยากมาก็มาอยากไปก็หายตัวไปราวกับล่องหน
“เช่นนั้นก็ดี”
เฮ่ยฉีหายออกไปั้แ่ฟ้ามืดหลี่ซานได้มาถึงล่วงหน้าออกตามหาร่องรอยการปรากฏตัวที่นี่ของท่านเซียนทั้งสองหลังจากทานอาหารมื้อเย็นซวี้หานก็หายไป เหลือเพียงสองคนนายบ่าว
“ข้าจะออกไปเดินรอบๆ”
ไป๋จินหลงออกจากโรงเตี้ยมมาอย่างไม่มีจุดหมายเขา้ารู้ว่าตนเองคิดอย่างไรกันแน่ กับชายหนุ่มที่บอบบางสง่างามนิ่งสงบเ็าราวกับมีกำแพงบางเบากั้นไว้เขาผู้ที่พบคนมามากมายหลายรูปแบบทั้งชายทั้งหญิงล้วนได้พบแต่ไม่รบกวนจิตใจเท่าครั้งนี้
มุมถนนมีแสงจากตะเกียงและโคมไฟมีผู้คนนั่งล้อมวงทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และคนชรามีเสียงไม้กระทบกันดังเป็จังหวะพร้อมเสียงท่องกลอนเรียกความสนใจจากชาวบ้านมีป้ายผ้าสีขาวเขียนอักษรไว้ “ไฉ่หนีต้าเหรินนักเล่าเื่ทั่วหล้า” ด้านหน้ามีชามกระเบื้องวางไว้หนึ่งใบสำหรับรอรับสินน้ำใจที่คนฟังจะให้กับนักเล่านิทาน
เขาเดินไปใกล้หยุดยืนฟังอย่างเหม่อลอย่นี้สิ่งที่ได้พบเกรงว่าจะเหมือนนิทานที่นักเล่าพูดไปเรื่อยเปื่อยแต่เขาประสบเจอด้วยตนเองเทพเซียน สัตว์อสูร อีกหน่อยหากมีปีศาจมาปรากฎตัวต่อหน้าคงไม่รู้สึกแปลกใจกระมังเขาหยุดฟังเสียงเล่าเป็จังหวะของชายชราเหมือนกับชาวบ้านที่นั่งฟังด้วยความสนใจ
“เร่เข้ามา มาฟังข้าเล่านิทาน ข้า ไฉ่หนีต้าเหรินนักเล่านิทานผู้รู้ทุกเื่ ข้าผ่านมาจะเล่านิทานให้ทุกท่านฟังใครชอบก็ให้รางวัลเล็กๆน้อยๆ ใครไม่ชอบก็อย่าทำร้ายข้า ฮ่าฮ่าฮ่าวันนี้ข้าอารมณ์ดีจะเล่าเื่ที่นานมากแล้วไม่เคยเล่าให้ใครฟังพวกเ้าตั้งใจฟังให้ดี พวกเ้าโชคดีที่สุด”
“นานมาแล้วมีจิ้งจอกหนุ่มตัวหนึ่งถูกนายพรานทำร้ายจนตายิญญากลายเป็ภูติจิ้งจอกวนเวียนอยู่ขอบแดนระหว่างมนุษย์และเซียน เพราะได้รับฟังพระธรรมคำสอนโดยบังเอิญทำให้มันพยายามฝึกพำเพ็ญเพียรนานนับพันปีจนบรรลุได้กลายเป็เซียนจิ้งจอกสามารถมีร่างกายที่เป็มนุษย์ได้และยังคงอาศัยอยู่ที่นั่นโดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่ารูปกายมนุษย์ของมีความหล่อเหลาขนาดที่สามารถทำให้สตรีลืมหายใจได้ทันทีเพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าที่ขอบเขตแดนนั้นไม่มีมนุษย์สักคนเดียว อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เซียนหนุ่มในรูปกายจิ้งจอกได้นอนอาบแสงแดนอยู่บนแท่นหินก็ได้ยินเสียงมนุษย์เข้ามาในเขตแดนนี้ทำให้เกิดความสนใจจึงเร้นกายแอบซ่อนดูกลุ่มคนที่เดินเข้ามาทั้งหมดมีกันหลายคนทั้งสูงวัย ผู้ใหญ่และเด็กหนุ่มสาวเยาว์วัยมองดูเป็กลุ่มผู้ฝึกตนและบรรดาลูกศิษย์ที่บังเอิญหลงเข้ามาและกำลังหาทางออกไปจากดินแดนนี้
ในกลุ่มมีสตรีเยาว์วัยที่สวยงามสามนางเซียนหนุ่ม(จิ้งจอก) มองด้วยความสนใจพวกนางแต่ละคนสวยงามคนละแบบ มีเสน่ห์ สวยคมสวยหวาน จึงติดตามกลุ่มนี้เดินทางหาทางออกจากเขตแดนที่เป็ป่าทึบจนเขาได้เห็นในกลุ่มมีสตรีเยาว์วัยอีกนางที่ไม่โดดเด่นหากแต่มีกริยาที่เรียบร้อยสุภาพคล้ายผู้ฝึกตนาุโทำให้เขามองข้ามไปเป็มนุษย์ที่ธรรมดาที่สุด แต่มีเมตตาต่อสัตว์เล็กๆที่สุดดูแลเอาใจใส่ผู้าุโที่สุด ด้วยความสนใจอย่างที่สุดของเขาจึงจำแลงกายเป็จิ้งจอกหาทางเข้าไปใกล้ชิดนาง
เ้าจิ้งจอกหนุ่มทำตนเองให้ขาได้รับาเ็ไปนอนรอริมน้ำที่สตรีนางนั้นต้องเดินมาตักน้ำจนได้พบและดูแลาแให้มันด้วยความใจดีจึงได้เข้าใกล้และคลอเคลียตลอดทางจนกระทั่งทั้งหมดหาทางออกจากเขตแดนกลับไปได้เ้าจิ้งจอกยืนมองส่งด้วยสายตาอาวรณ์สุดท้ายมันก็ตัดใจไม่ได้จึงออกจากเขตแดนที่อาศัยมายาวนานตามสตรีนางนั้นไป
ในแดนมนุษย์เซียนจิ้งจอกได้ปรากฏกายให้สตรีที่เขาหมายตาได้พบในที่สุดทั้งสองก็สนิทสนมพูดคุยกันแต่เพราะความหล่อเหลากลับกลายเป็ดาบแหลมคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายคนทั้งสองศิษย์สาวสามคนที่หลงใหลรูปโฉมภายนอกเคยชินกับการได้รับคำเยินยอในความงดงามของตน
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านดูสิมีชายหนุ่มที่หล่อเหลาขนานนั้นแต่กลับเมินเฉยมองข้ามท่านไปชื่นชอบศิษย์น้องร่วมสำนักที่หน้าตาไร้ความงดงาม”
“เ้าไม่ต้องพูดดีไป รูปร่างของเ้าก็ได้รับการชื่นชมจากศิษย์ชายในสำนักไม่น้อยเหตุใดไม่ถูกชายหนุ่มคนนี้เหลียวมองเขามองผ่านเ้าไปเช่นกันมิใช่หรือ”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง พวกเราสามคนควรจัดการนางเสียหน่อยดีหรือไม่ศิษย์ชายในสำนักและชายหนุ่มผู้นั้นจะได้ไม่หลงลืมพวกเราสามคน”
“น้องสามพูดถูก พวกเราสามคนต่างหากคือศิษย์หญิงที่งดงามที่สุดในสำนัก”
ความเจ็บแค้นและอิจฉาริษยา ทำให้เกิดการใส่ร้ายด้วยถ้อยคำรุนแรงจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายในที่สุดสตรีนางนั้นก็ถูกขับออกจากสำนักเพราะข้อหาไม่รักนวลสงวนตัวไม่รักษาศีลของผู้บำเพ็ญตน ยั่วยวนชายหนุ่มให้ลุ่มหลง
เมื่อไร้ที่ไปด้วยอาศัยอยู่ในสำนักั้แ่เกิดไร้ญาติขาดมิตรเซียนหนุ่มจึงพานางเร้นกายหลบออกจากสำนักไปอยู่อาศัยในชานเมืองชนบทที่ไร้คนรู้จัก(อย่างมีความสุข ซะที่ไหน)โดยที่หญิงสาวเองก็ไม่รู้ว่าแต่งงานกับเซียนจิ้งจอกจวบจนเมื่อนางตั้งครรภ์มีเหตุมีนิมิตให้ทั้งสองได้รู้ว่านางนั้นแท้จริงเป็ร่างจุติของเทพบน์ที่ลงมาผ่านเคราะห์จะต้องดับสิ้นเมื่อผ่านเคราะห์สำเร็จแล้ว
“ท่านพี่พวกเราคงไม่อาจอยู่ร่วมกันจนผมขาวโพลนเช่นที่สัญญากันไว้ได้เสียแล้ว”
“ไม่ เ้าอย่าพูดเช่นนี้ ข้ายอมทำทุกอย่างไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากเ้าดับสูญข้าก็มิอาจอยู่ต่อไปได้”
“แล้วลูกที่กำลังจะเกิดของเราทั้งสองจะทำอย่างไรดี”
“พวกเราพยายามให้ถึงที่สุดหาก์ไม่ปราณีเช่นนั้นพวกเราก็ตายวันเดียวกันเถอะ”
เซียนจิ้งจอกรักภรรยาและบุตรในครรภ์เป็อย่างยิ่งเขายินดีเสียสละทุกสิ่งของเพียงทั้งสองปลอดภัยทั้งสองจึงหาวิธีหลบเลี่ยงด่านเคราะห์นั้น แต่ลิขิต์ย่อมต้องสิ้นสุดในเวลาสุดท้ายของชีวิตเซียนหนุ่มและภรรยาได้โอบอุ้มบุตรสาวตัวน้อยที่พึ่งลืมตาดูโลกมาพบกับกระท่อมชาวบ้านที่ยากจน
“ข้าทั้งสองมอบบุตรสาวทั้งไว้กับครอบครัวของพวกเ้า ขอให้เลี้ยงดูลูกสาวของเราอย่างดี”
“พวกเ้าจะได้รับวิธีการทอผ้าวิเศษ มีเงื่อนไขคือหนึ่งปีจะทอได้หนึ่งผืนเท่านั้นพวกเ้าจะร่ำรวยมีฐานะขึ้นจำไว้ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวของเราให้ดี”
ครอบครัวที่ยากจนนั้นได้ฝังคนทั้งสองไว้แล้วทำการตั้งป้ายหินบูชาไว้ให้แล้วก็เลี้ยงดูเด็กคนนั้นจนเติบโตเป็อย่างดี ชายชราไฉ่หนีต้าเหรินหยุดเล่าต่อแล้วกันไปจิบชาหันกลับมามองคนรอบด้านที่ยังนั่งนิ่งรอฟังต่อโบกมือไล่แขกทันทีก่อนจะหันหลังให้กับชาวบ้านที่นั่งอยู่ต่างก็แสดงสีหน้าไม่พอใจก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นว่า
“อ้าว! กลับไปกันได้แล้วข้าเล่าจบแล้ว”
“ตลกแล้วตาแก่ มันจบยังไงมีแค่นี้เองหรือ ไม่ได้เื่เลย”
“ไปๆ กลับบ้าน ไม่เห็นสนุกเลย”
ไป๋จินหลงกลับก้าวเท้าเดินสวนทางกับชาวบ้านเขาเข้าไปย่อกายนั่งลงบนขอนไม้ห่างจากผู้เฒ่านักเล่านิทานเล็กน้อยชายชราหันมามองดูแล้วก็แสดงท่าทางไม่ใยดีเขาแม้แต่น้อย
“ผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่า”
“ท่านผู้เฒ่า เื่เล่าของท่านคือประวัติของผ้าไหมประจำเมืองใช่หรือไม่”