งานสวดพระอภิธรรมศพของคุณศศินผ่านไปแล้ว 6 คืนและคืนนี้เป็คืนสุดท้าย ผู้คนต่างก็มาร่วมฟังพระสวดกันเนืองแน่นศาลา รวมทั้งเ้าของแบรนด์คู่แข่งอย่างอาทิตย์ พิพัฒน์ชัย ก็ยังมา
“สวัสดีหลานชายเสียใจด้วยนะ” อาทิตย์เดินเข้ามาทักทายกษิดิศที่ยืนรับแขกอยู่ที่หน้าศาลา
“ขอบคุณครับที่ให้เกียรติมา”
“ไม่เป็ไรคนวงการเดียวกัน ก็ต้องมาหน่อยสิ แล้วเป็ยังไงบ้าง เตรียมตัวขึ้นนั่งตำแหน่งประธานแทนพ่อของเราหรือยังล่ะ?”
“...”กษิดิศยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยส่งยิ้มบาง ๆ ให้แทนคำตอบ
อาทิตย์เข้ามากอดบ่ากษิดิศส่งเสียงกระซิบให้ได้ยินกันสองคน
“จะบอกอะไรให้นะขึ้นมาเป็ผู้นำคนน่ะ จะเดินทางไหนก็ต้องไม่ลืมมองเท้าตัวเองด้วยจะได้ไม่เผลอไปเหยียบตาปลาใครเขาเข้า แล้วจะมีชีวิตอยู่หายใจบนโลกนี้ไปนาน ๆ นี่พูดด้วยความเป็ห่วงนะหึหึ” ผู้าุโกว่าตบไหล่กษิดิศเบา ๆสองสามครั้ง พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะะเืออกจากลำคอ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งในศาลาปล่อยให้กษิดิศ มองตามไปด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ดิศขานุกนิกมาแล้วค่ะ ดิศเหนื่อยไหมคะ?” สาธกาที่เดินควงแขนมากับคุณพ่อของเธอเอ่ยเสียงทักทายชายคนรัก พร้อมกับปล่อยมือจากแขนของผู้เป็พ่อ ถลาเข้ามาหากษิดิศและช่วยซับเหงื่อให้กับเขา
“ขอบคุณครับนุกนิก”กษิดิศระบายยิ้มบาง ๆ เอ่ยขอบคุณสาวคนรัก ก่อนจะหันไปทักทายคุณพ่อของเธอด้วย“สวัสดีครับคุณลุง”
“สวัสดีดิศเหนื่อยอีกหน่อยนะ นี่คืนสุดท้ายแล้ว”
“ครับ”กษิดิศส่งยิ้มเจื่อน ๆ
“แล้วเป็ไงบ้างทำใจได้แล้วใช่ไหม โลกเราก็เป็อย่างนี้ละ เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนอยู่ต้องเข้มแข็งนะ ไอ้หลานชาย” คณินตบบ่ากษิดิศเบา ๆอย่างให้กำลังใจ
“ครับคุณอาขอบคุณครับ”
“อาเข้าไปข้างในก่อนนะไป..นุกนิก” ผู้าุโกว่าเอ่ยตอบพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปเรียกลูกสาวให้เข้าไปในศาลาพร้อมกัน
“นุกนิกขอยืนช่วยดิศรับแขกอยู่ตรงนี้ดีกว่าค่ะคุณพ่อ”สาธกาเอ่ยปฎิเสธ พร้อมกับกอดแขนของแฟนหนุ่มเอาไว้แน่น
“ตามใจ”คุณคณินเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในศาลา
“เมื่อยไหมคะดิศไปนั่งพักก่อนเถอะนะคะ นุกนิกว่าดิศเหมือนจะตัวร้อนนะคะเนี่ย ไม่สบายหรือเปล่าคะ? ดิศต้องพักบ้างนะกลับมาจากโน่นก็มาเหนื่อยกับงานนี้อีกไม่ได้หยุดเลย”สาวสวยรั้งแขนแฟนหนุ่มให้ถอยมานั่งพักที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น
ระหว่างนั้นมีหญิงสาวหุ่นดีในชุดเดรสสั้นสีดำรัดรูปใส่แว่นตาดำกรอบใหญ่ เดินจมูกแดงตรงเข้ามาที่ศาลา จมูกที่แดงนั้นมองดูก็รู้ว่ามาจากการร้องไห้ กษิดิศมองตามร่างของเธอเข้าไปในศาลาด้วยความสงสัย
“มองอะไรคะดิศ?”สาธกาส่งเสียงเข้มถามเมื่อเห็นว่าสายตาของชายหนุ่มละจากเธอไปมองตามสาวหุ่นดีเข้าไปในศาลาแทน
“ผมกำลังสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใครไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“ก็เขาใส่แว่นตากรอบใหญ่ขนาดนั้นดิศเห็นไม่ถนัดก็เลยไม่คุ้นละมั้งคะ ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะ นุกนิกหึงนะ”หญิงสาวพูดจบ ก็จับคางแฟนหนุ่มให้หันกลับมามองที่เธอเช่นเดิม แต่ก็ได้เพียงแวบเดียวเพราะหางตาของเขาเห็นสามคนที่กำลังเดินตรงมาเสียก่อน
“คุณอาธนิต”กษิดิศส่งเสียงเรียกเบาจนคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสาธกายังฟังไม่ชัด
“ดิศว่าอะไรนะคะ?”
“.....”ไม่มีเสียงตอบจากชายหนุ่ม แต่หญิงสาวนั้นดูจากการกระทำของเขาจนได้คำตอบกษิดิศลุกขึ้นยืน ก่อนจะยกมือไหว้ใคร บางคน
“สวัสดีครับคุณอา”
สาธกามองตามสายตาของเขาไปจนได้พบกับคุณธนิตและครอบครัว หญิงสาวจึงได้ทำเช่นเดียวกับเขาไหว้ผู้ใหญ่กว่าตามมารยาท “สวัสดีค่ะ”
“สวัสดี” / “สวัสดีจ้ะ” ทั้งคุณธนิตและคุณอุษารับไหว้ส่วนชัชชญานั้นก็ไหว้ชายหนุ่มตามมารยาท เป็การไหว้เฉย ๆที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาด้วย กษิดิศไหว้ผู้ใหญ่เสร็จก็หันมารับไหว้หญิงสาวด้วยตามมารยาทเช่นกัน
“อาเสียใจด้วยนะถ้าดิศมีอะไรให้อาช่วยก็บอกได้ อายินดีช่วย ยังไงดิศก็คือหลานอาคนหนึ่ง”
“ขอบคุณครับ”กษิดิศยกมือไหว้ขอบคุณคุณธนิตอีกครั้ง
ผู้เป็อาโดยสายเืตีต้นแขนของหลานชายเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะเดินนำภรรยาและลูกสาวบุญธรรมเข้าไปในศาลา กษิดิศ มองตามไปด้วยแววตาที่บ่งบอกความสับสนใจคนยากแท้หยั่งถึง หากเขามีเครื่องมือเจาะใจคนอยู่ในมือก็คงดี
งานฌาปนกิจศพของศศินผ่านพ้นไปตอนนี้ได้เวลาที่ต้องค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น กษิดิศยืนมองตัวเองอยู่ที่หน้ากระจกเงาหลังจากที่แต่งตัวเตรียมพร้อม สำหรับการเข้าไปรับตำแหน่งท่านประธานบริษัทในวันนี้เสร็จเรียบร้อยผู้ชายในกระจกเงาบานใหญ่เต็มตัวนั้น คือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ทว่าแววตาไร้ซึ่งความสดใสมีแต่ความแข็งกร้าวระคนปวดร้าวอยู่ในดวงตาคู่นั้น แต่งตัวภูมิฐานด้วยเสื้อเชิ้ตสีเทาดำผูกเนกไทสีดำเข้ม เช่นเดียวกับสีของเสื้อสูทที่เขาเลือกหยิบออกมาจากตู้
ใช่แล้วกษิดิศตั้งใจไว้ทุกข์ให้พ่อของเขา จนกว่าจะลากตัว ไอ้ฆาตกรที่บังอาจมาพรากชีวิตพ่อไปจากเขาออกมาชดใช้กรรมได้
ก๊อก..ก๊อก...ก๊อก..ก๊อก... เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเรียกให้กษิดิศที่อยู่ในห้องออกมาเปิดประตู
“ครับนม” กษิดิศเอ่ยทักนมแป้นเมื่อเห็นว่าใครเป็คนที่มาเคาะประตูห้องของเขา
“นมเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้วคุณหนูลงไปทานเสียหน่อย นะคะจะได้มีแรงไปทำงานค่ะ”
“ครับนมเดี๋ยวผมลงไปครับ” กษิดิศตอบรับเสร็จ ก็เดินเข้ามาหยิบเสื้อสูทและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ในห้อง ก่อนจะเดินตามนมแป้นลงไปที่ห้องอาหาร
โต๊ะอาหารตัวเดิมมีอาหารและหนังสือพิมพ์วางอยู่เช่นเดิม ที่ขาดหายไปคือประมุขของบ้านคนเดิมที่เคยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ หัวโต๊ะทุกเช้านี่ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่กษิดิศต้องลงมานั่งที่โต๊ะอาหารโดยปราศจากพ่อของเขา ต้องนั่งรับประทานอาหารอยู่คนเดียวตามลำพังถึงแม้ว่าเขาจะถูกส่งตัวไปเรียนรู้งานที่ต่างประเทศมาสองปีแต่ภาพของผู้เป็พ่อทุกอิริยาบถในบ้านหลังนี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนของบ้านก็ทำให้ลูกชายคนเดียวคิดถึงพ่อของเขาแทบขาดใจ
“คุณหนูคะ..คุณหนู..”เสียงนมแป้นเรียกคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหาร แล้วเอาแต่ยืนนิ่งมองเก้าอี้หัวโต๊ะตัวที่คุณศศินเคยนั่งอยู่เป็ประจำ
“ครับ”เสียงเรียกทำให้กษิดิศรู้สึกตัว และหันมาตอบรับนมแป้น
“ไปนั่งทานข้าวเถอะค่ะเดี๋ยวข้าวต้มจะเย็นเสียหมดนะคะ อันที่จริงคุณหนูน่าจะพักก่อนสักวันสองวันแล้วค่อยไปทำงาน ั้แ่กลับมานมเห็นคุณหนูยังไม่ได้หยุดเลยค่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับนมผมอยากไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่บริษัทบ้าง” กษิดิศตอบในขณะที่เดินเอาแท็บเล็ตหนึ่งเครื่องโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง รีโมทรถอีกหนึ่งอันไปวางไว้บนโต๊ะอาหารและพาดเสื้อสูทของเขาไว้กับพนักเก้าอี้ ก่อนจะนั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะตรงกับถ้วยข้าวต้มที่ตั้งเอาไว้รออยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นนมก็คงไปขัดอะไรไม่ได้แต่คุณหนูต้องทานเยอะ ๆ นะคะ จะได้มีแรงไปทำงานค่ะ”
“หอมจังเลยนะครับ” กษิดิศเอ่ยขึ้นหลังจากสูดเอากรุ่นกลิ่นหอมที่ลอยเป็ควันฉุยขึ้นมาจากในถ้วยก่อนจะตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากชิมรสชาติ และเอ่ยปากชมฝีมือคนทำ “อร่อยเหมือนเดิมเลยนะครับนมฝีมือไม่ตกเลย”
เป็คำชมที่ทำเอาคนถูกชมถึงกับยิ้มหน้าบาน
“เย็นนี้คุณหนูอยากทานอะไรเป็พิเศษไหมคะ?นมจะได้ทำขึ้นโต๊ะค่ะ”
“นมทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้นผมทานได้หมดแหละครับ”
“ทานได้หมดก็อย่าลืมกลับมาทานนะคะกลัวว่าพอสาว ๆ มาชวนไปทานข้าว ก็จะลืมฝีมือของนมไปน่ะสิคะ”
“ใครจะลืมได้ล่ะครับขนาดไปอยู่อังกฤษมาหกปี ต่ออเมริกาอีกสองปี ยังไม่ลืมเลย ผมคิดถึงกับข้าวฝีมือนมทุกมื้อเลยนะ”ชายหนุ่ม พูดจบก็ตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากใบหน้าดื่มด่ำกับรสชาติของข้าวต้มกุ้ง ยิ่งนัก
กษิดิศนั้นถูกส่งให้ไปเรียนในระดับปริญญาตรีและโท ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบกลับมาไทยได้ไม่ถึงปีก็ถูกส่งให้ไปเรียนรู้งานที่อเมริกาต่อ
“แหม! ปากหวานจริงเชียวคุณหนูเนี่ย ไม่เอาละ นมไปจัดดอกไม้ดีกว่าเมื่อวานหนูน้ำตาลเอาดอกไม้มาจัดในงานแล้วเหลือ เธอเลยให้นมมาค่ะ มีแต่ดอกไม้สวย ๆทั้งนั้น” นมแป้นพูด
“ดูนมจะสนิทกับเขาจังเลยนะครับ”
“ก็คุณน้ำตาลเธอน่ารักนี่คะเรียบร้อย อ่อนโยน พูดจาก็ไพเราะ อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะเด็กสมัยนี้หายากแล้วค่ะ”
“หาอะไรยากคะนมแป้น”เป็เสียงจากสาธกาที่เปิดประตูเข้ามาในห้องอาหาร ทันได้ยินท้ายประโยคของนมแป้นจึงได้เอ่ยถามขึ้น พร้อมกับเดินเข้ามาจุ๊บแก้มของชายหนุ่มเ้าของบ้าน ก่อนจะไปนั่ง ข้าง ๆ เขา
“ข้าวต้มน่าทานจังเลยค่ะขอนุกนิกทานด้วยสิคะ” ประโยคจากสาธกา ทำให้นมแป้นหันไปพยักหน้าให้กับปุ๋ยเด็กรับใช้ในบ้านที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ภายในห้องอาหารด้วยอีกคน ให้ไปจัดการตักข้าวต้มกุ้งมาให้หญิงสาวเพิ่มอีกหนึ่งที่
“ให้ปุ๋ยไปตักให้แล้วถ้าไม่อิ่มเติมได้นะคะ นมทำไว้เยอะเลย เดี๋ยวนมขอตัวก่อนนะคะ”นมแป้นบอกก่อนที่จะเดินออกจากห้องอาหารไป ปล่อยให้หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ทำไมมาแต่เช้าได้ครับผิดปกติไปหรือเปล่า ปกตินุกนิกตื่นสายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?”
“ก็วันนี้ดิศจะเข้าไปรับตำแหน่งประธานบริหารที่บริษัททั้งทีนี่คะนุกนิกก็เลยอยากมาให้กำลังใจ เดี๋ยวนุกนิกตามไปส่งที่บริษัทด้วยนะคะจะได้ถือโอกาสไปตรวจความประพฤติของคุณพ่อด้วยเลยค่ะ”
“หึหึจะไปตรวจความประพฤติของคุณลุงคณิน หรือว่าจะไปตรวจความประพฤติของผมกันแน่”กษิดิศยิ้มตอบอย่างรู้ทัน
“แหม...เบื่อจริงๆ คนรู้ทันเนี่ย” สาธกายิ้มกว้าง ยกมือขึ้นจับคางแฟนหนุ่มบีบเบา ๆก่อนที่จะหันกลับมาสนใจถ้วยข้าวต้มกุ้งที่ปุ๋ยถือเข้ามาเสิร์ฟให้พอดี
ที่อาคารสำนักงานบริษัทไบรท์สตาร์พนักงานนับร้อยชีวิตกำลังเตรียมตัวเข้าทำงานตามเวลาเริ่มงานโดยวันนี้ดูจะคึกคักกันเป็พิเศษเนื่องจากหลายคนรู้ว่าวันนี้จะมีการแต่งตั้งท่านประธานคนใหม่ ห้องประชุมถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับการประชุมบอร์ดบริหารในวันนี้
สาธกาที่จอดรถของตัวเองไว้ที่บ้านหลังใหญ่แล้วขึ้นรถมากับแฟนหนุ่มลงจากรถเดินมาควงแขนชายหนุ่มเข้าบริษัท ประกาศความเป็เ้าของเขาแต่เพียงผู้เดียวจนพนักงานสาว ๆ ต่างพากันมองด้วยความเสียดาย
“สวัสดีค่ะคุณดิศ คุณนุกนิก” เป็เสียงทักจากวรวรรณ เลขานุการหน้าห้องของประธานบริษัทซึ่งตอนนี้กำลังจะเป็เลขานุการของกษิดิศแล้ว เอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นว่าที่เ้านายคนใหม่ของเธอเดินควงสาวออกมาจากลิฟต์
“สวัสดีครับคุณวรรณในงานเราไม่ค่อยมีเวลาคุยกันเลย คุณวรรณสบายดีนะครับ”กษิดิศหมายถึงในงานศพ ทั้งงานฟังสวดพระอภิธรรมและในงานฌาปนกิจที่ผ่านมา
“ค่ะ ดิฉันสบายดีค่ะ” เลขานุการวัยสี่สิบกว่าเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ“เชิญคุณดิศในห้องได้เลยค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่า คุณดิศ้าจะให้ปรับเปลี่ยนอะไรบ้างก็เลยยังไม่ได้เคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในห้องนะคะ”
“ครับ”กษิดิศตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานไป โดยมี สาธกาเกาะแขนเดินตามไปไม่ห่างตัว
ภายในห้องทำงานกว้างขวางแต่กลับดูอ้างว้างจับหัวใจของ ชายหนุ่มภาพที่กษิดิศทะเลาะกับพ่อของเขาในห้องทำงานนี้ด้วยเื่ที่คุณศศินจะส่งตัวเขาไปอเมริกาโผล่เข้ามาในหัว
‘พ่อจะส่งผมไปอเมริกา โดยไม่คิดจะถามความสมัครใจกันก่อนสักคำอย่างนี้ได้ยังไงครับผมโตแล้วนะพ่อ เรียนจบแล้วด้วย ผมจะเลือกทางเดินของผมเองบ้างแล้ว’
ปึ้ง! ผู้เป็พ่อลุกขึ้นตบโต๊ะทำงานตัวใหญ่จ้องเขม็งไปยัง ลูกชายที่เข้ามาถึงก็เหวี่ยงอารมณ์ใส่เขาทันที
‘ก็ถ้าแกคิดว่าปีกกล้าขาแข็งพอแล้วก็เอาสิ จะไปเดินทางไหนก็ไปแต่ไปให้พ้นจากบ้านฉัน ไปให้พ้นหูพ้นตาฉันเลย ไปให้พ้นจากสมบัติเงินทองของฉันด้วยไปแต่ตัวน่ะ แกไปได้หรือเปล่าล่ะ’ ศศินตอบกลับเสียงกร้าวไม่แพ้กันด้วยใบหน้าที่ติดจะรำคาญ
‘พ่อ!!’
‘ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อถ้าสักแต่จะเรียก โดยไม่คิดที่จะเชื่อฟังกัน แกอยากจะทำอะไรก็ไปทำ..เชิญ!’
หากกษิดิศรู้ว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่กับพ่อเขาจะบอกให้ท่านได้รับรู้สักครั้ง ว่าเขารักและเทิดทูนท่านมากเพียงใดฮีโร่คนเดียวในใจของเขาก็คือท่าน และจะใช้เวลาอยู่กับท่านให้คุ้มค่าที่สุดแต่นั่นก็เป็แค่เพียงเสียงร่ำร้องจากหัวใจที่ไม่อาจได้รับการตอบสนอง เพราะเขาไม่อาจจะย้อนเวลากลับไปได้สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ นำพาบริษัทที่พ่อสร้างขึ้นมาด้วยความมานะให้เจริญเติบโตต่อไปอย่างที่ท่านตั้งใจ และหวังว่าหากท่านมองลงมาจากบนฟ้าท่านจะคิดภูมิใจในตัวเขาบ้าง...สักครั้ง