เสียงลมยามเช้าพัดพาเอากลิ่นดินชื้นปะปนไปกับกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้จากป่าเขาล้อมรอบ สำนักเพลิงอัคคีแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหน้าผาสูง เสมือนคบเพลิงที่ส่องสว่างนำทางผู้แสวงหาพลัง
เหอหลงอวี่ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหินแดงเข้ม ้าสลักเป็ลายเปลวไฟที่เหมือนมีชีวิตกำลังโหมกระหน่ำ เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง "นี่คือก้าวแรกจริง ๆ ที่จะพิสูจน์ว่าเรามีคุณค่าในสายตายุทธจักรหรือไม่..."
“ศิษย์ใหม่?”
เสียงเข้มแต่หนักแน่นดังขึ้นจากชายวัยกลางคนผู้เฝ้าประตู ดวงตาเปล่งประกายราวเปลวไฟ เขาคือ อ๋าวหยางฉี ผู้คุมการทดสอบเข้าสำนัก
“ขอรับ ข้าน้อยเหอหลงอวี่ มุ่งมาสมัครเป็ศิษย์ฝึกของสำนักเพลิงอัคคี”
เสียงของเขายังคงแฝงความประหม่า แต่ท่าทางสงบมั่นคง
อ๋าวหยางฉีเหลือบมองพลันหัวเราะเบา ๆ
“หากคิดจะเหยียบย่างในเส้นทางนี้ ก็ต้องเผชิญกับไฟ มิฉะนั้นอย่าหวังว่าจะหลอมโลหิตของตนให้กลายเป็พลัง”
เขาพาเหอหลงอวี่เดินเข้าสู่ลานหินกว้าง ที่กลางลานตั้งเสาศิลาเก่าแก่สามต้น มีสัญลักษณ์ธาตุเพลิงสลักไว้รอบฐาน เสาศิลาทั้งสามยังเปล่งแสงอุ่นราวกับมีไฟเผาอยู่ภายใน
อ๋าวหยางฉีเอ่ยชี้ไปยังเสาศิลา
“ผ่านการทดสอบสามด่านนี้ได้ เ้าจึงจะถือว่าเป็ศิษย์ชั้นนอกของสำนักเพลิงอัคคี”
เหอหลงอวี่สูดลมหายใจลึก พยายามควบคุมความกังวล เขานึกถึงคำสอนที่พ่อเคยกล่าวไว้ "เพลิงภายนอกย่อมร้อนแรง แต่เพลิงภายในใจร้อนยิ่งกว่า หากเ้าคุมใจได้ เ้าคุมเพลิงได้"
ด่านแรก – เปลวเพลิงทนทาน
เขาต้องวางมือลงบนเสาศิลา แล้วทนต่อพลังเพลิงที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง ดวงตาเขาเบิกกว้างเมื่อรู้สึกราวกับโลหิตกำลังเดือดพล่าน ความเ็ปแล่นทั่วร่างกาย
“ฮึ่ก... ข้าจะ... ทนให้ได้!” เหอหลงอวี่กัดฟันแน่น
เสียงกระซิบเบาบางดังขึ้นในใจ — คล้ายเสียงลึกลับที่เคยพาเขาฝันเห็นแสงสีทองในคืนก่อน
“เปลวเพลิงนี้มิใช่ศัตรู แต่เป็สหาย หากเ้าหายใจตามจังหวะของมัน จะพบสมดุล”
เขาหลับตาลง ทำตามเสียงนั้น หายใจเข้าออกช้า ๆ จนกระทั่งความเ็ปค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความอุ่นอาบไปทั่วร่างกาย
อ๋าวหยางฉีเลิกคิ้ว
“เด็กนี่... ควบคุมจิตได้เร็วเกินคาด”
ด่านที่สอง – เปลวเพลิงเคลื่อนไหว
เสาศิลาส่งเปลวเพลิงออกมาเป็ลูกไฟลอยวน เหอหลงอวี่ต้องใช้พลังปราณพื้นฐานปัดป้องและนำลูกไฟเข้าสู่เส้นทางที่กำหนด
เขารีบเรียกใช้ เทคนิคธาตุพื้นฐาน – เคลื่อนลมปราณวน พลังสีจางไหลตามเส้นเมอริเดียนในกาย แล้วปล่อยออกจากฝ่ามือเป็แรงลมบาง ๆ ผลักลูกไฟให้เคลื่อนในทิศทาง ถูกต้องทีละดวง
แต่เมื่อมาถึงลูกไฟดวงสุดท้าย มันกลับร้อนแรงและดื้อดึงราวกับมีสติของตนเอง เขาเกือบถูกไฟลวก แต่กลับนึกถึงบทเรียนจากสำนักวิถีสมุนไพรที่เคยอ่านว่า “เพลิงร้อนย่อมมีแก่นเย็นซ่อนอยู่”
เขาเปลี่ยนจากการปัดป้องเป็การโอบรับ ใช้ปราณล้อมรอบลูกไฟแทนการผลักออก ลูกไฟจึงสงบลงและเข้าสู่เส้นทางโดยไม่ะเิ
ด่านสุดท้าย – เปลวเพลิงสลักิญญา
เสาศิลาส่องประกายเจิดจ้า ร่างเงาเพลิงโบราณปรากฏขึ้นคล้ายอสูรไฟพุ่งเข้าหาเหอหลงอวี่ เขาต้องใช้ทั้งใจและิญญาต่อสู้
เสียงคำรามดังก้อง “เ้ามีสิทธิ์ใดที่จะก้าวบนเส้นทางเพลิง!”
เหอหลงอวี่กำหมัดแน่น ใจเขาสั่น แต่ในดวงตากลับมีแสงมุ่งมั่น
“ข้าไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ ไม่ใช่ผู้เกิดมาพร้อมพร์ แต่ข้าจะฝึกฝน...เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีของผู้แสวงหา ย่อมไม่แพ้ใคร!”
เขาปล่อยปราณทั้งหมดที่สะสม กระแทกใส่เงาเพลิงนั้น ราวกับประกาศเจตจำนง เงาเพลิงค่อย ๆ สลายไป กลายเป็เปลวไฟสีทองส่องประกาย — เปลวเพลิงที่ต่างจากของผู้อื่น
อ๋าวหยางฉีมองภาพนั้นด้วยสายตาแปลกใจ
“เปลวเพลิงสีทอง... หรือว่าจะเป็สัญญาณของ... น้ำอมฤต?”
เขาไม่กล่าวต่อ แต่แววตาเต็มไปด้วยความคิดซับซ้อน
หลังการทดสอบผ่าน เหอหลงอวี่ได้รับชุดศิษย์นอกและหยกสลักตราเปลวไฟ ขณะที่เขาก้าวออกจากลานหิน เสียงกระซิบในใจดังขึ้นอีกครั้ง
“เ้าคือผู้ถูกเลือก หากตามหาน้ำอมฤตศักดิ์สิทธิ์ เ้าจะเข้าใจความจริงของเปลวเพลิงที่ไม่มอดดับ”
เหอหลงอวี่หันมองท้องฟ้า ดวงตาแน่วแน่
“ไม่เพียงแต่ข้าได้ก้าวเข้าสู่สำนัก แต่ยังได้คำถามใหม่... น้ำอมฤตศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับชะตาของข้าจริงหรือ?”
เขาไม่รู้เลยว่า จากนี้ไป ทุกย่างก้าวในสำนักเพลิงอัคคีจะนำไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยไฟ แห่งการต่อสู้ มิตรภาพ และปริศนาที่ไม่มีวันย้อนกลับ...