“จวนกลางของโลหยางอยู่ลึกเข้าไปในเมือง การบุกเข้าไปมันไม่ง่ายขนาดนั้น”
เสียงเข้มของชายที่ได้ชื่อว่ายอดนักรบแห่งเฉียนฉินดังขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดภายในกระโจมค่ายชั่วคราวริมแม่น้ำพวี่อี้ของต้าซี แม้ว่ามันจะเป็เพียงโจมค่ายขนาดเล็กที่ทำจากฟางเก่าเพื่อกันอากาศเย็นจากภายนอก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยบุคคลสำคัญจากสามเมืองที่นั่งอยู่รวมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
คำแนะนำจากยอดแม่ทัพแห่งเฉียนฉินไม่ได้ทำให้ยอดสตรีจากต้าซีเชื่อตามนัก คนที่ถูกเตือนถึงอันตรายและความเป็ไปได้ที่น้อยมากของการปฏิบัติการนี้กลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือกังวลเลยแม้แต่น้อย กลับกันหนวี่หวงตี้ (จักรพรรดินี) คนใหม่แห่งต้าซี กลับทำเพียงแค่เลิกพระขนงเล็กน้อยเป็เชิงรับรู้แต่ไม่ใส่ใจเสียมากกว่า
“ไม่ง่ายสำหรับทหารเฉียนฉินอย่างนั้นหรือ” คำถามนุ่มเรียบดังมาจากสตรีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ไม่ง่ายสำหรับทุกคน” เสียงตอบนั้นกระชับห้วนราวกับไม่พอใจ
การที่เหนือหัวแห่งต้าซีตรัสว่าไม่ง่ายสำหรับเฉียนฉินนั้นก็เท่ากับว่าทรงกำลังดูเบาเฉียนฉินอยู่ว่าไม่สามารถทำได้ อีกทั้งสีหน้าที่แสดงออกเหมือนว่าสิ่งที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นง่ายแสนง่ายสำหรับทหารต้าซีอีก เขาที่กรำศึกมากว่าสิบปีมีหรือจะไม่รู้ว่าสิ่งใดยากสิ่งใดง่าย
ดินแดนโลหยางนั้นเป็ดั่งแดนลับแลที่ถูกล้อมด้วยแม่น้ำสามสายเพราะอย่างนั้นภายในเมืองมีอะไรบ้างก็ไม่อาจมีใครรู้ได้ แม้ว่าจะเป็การปกครองกันภายในของชาวชนเผ่าโบราณไม่มีราชสกุลขุนนางหรือแม้กระทั่งผู้มีความรู้ความสามารถแต่ก็ยังดำรงการปกครองมาได้กว่าสามรัชสมัยโดยไม่เคยต้องร้องขอความช่วยเหลือจากใคร
เพียงเท่านั้นก็น่าจะเป็เหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะทำให้ต้าซีไม่ควรบุกเข้าไปที่จวนของผู้นำเมืองโลหยางสุ่มสี่สุ่มห้า
“ง่ายสำหรับเรา” เหนือหัวตัวน้อยตอบเพียงเท่านั้น
แม่ทัพฮัวเฟยเทียนได้แต่กุมศีรษะของตัวเองด้วยความหนักใจ เขาไม่อาจจะเดาได้ถูกเลยว่าเหล่าบุรุษทั้งหลายที่รายล้อมเหนือหัวแห่งต้าซีอยู่นั้นสามารถทนกับความหัวดื้อของนางได้อย่างไรกัน แต่ทุกคนก็ทำสีหน้าราวกับว่าสิ่งที่หนวี่หวงตี้เอ่ยนั้นเป็เื่ธรรมดาเสียอย่างนั้น...
เขาที่ได้รับการขอร้องจากอดีตสหายอย่างฉินหานเฟิงให้มาช่วยงานด่วนของต้าซีนั้น ั้แ่มาถึงก็ยังไม่รู้สึกหายเหนื่อยหรือเบาใจได้เลยสักนิด เหนื่อยกายเป็เื่เล็กไปเลยถ้าเทียบกับ ความเหนื่อยใจที่ได้รับกับแต่ละแผนการที่หนวี่หวงตี้องค์น้อยดำริเอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้นแม่ทัพใหญ่จากเฉียนฉินก็ยังทำใจเย็นอธิบายเื่สำคัญให้กับฝ่าาแห่งต้าซีได้รับรู้อีกครั้ง เผื่อจะมีสักประโยคของเขาที่จะพอทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยได้บ้าง
“ตรงนี้กับตรงนี้มีกองกำลังลาดตระเวนอยู่อย่างละสองชั้น ใช้คนประมาณสิบคนต่อหนึ่งชั่วยาม”
แม่ทัพหนุ่มชี้ไปที่แผนที่ของโลหยางซึ่งแน่นอนว่ามันคือแผนที่วาดมือเท่านั้น แผนที่อย่างง่ายที่ถูกวาดด้วยความเร่งรีบของเหล่าทหารแห่งต้าซีนั้นกางอยู่กลางโต๊ะท่ามกลางผู้คนมากมายจากทั้งสามแผ่นดิน แต่ถึงอย่างนั้นการตัดสินใจหลักก็ถูกวางอยู่ในมือของคนจากต้าซีและเฉียนฉินเท่านั้น ทหารจากลู่ซุนนั้นมาเพียงเพื่อเป็การแสดงไมตรีจิตต่อต้าซีเท่านั้น องค์เหนือหัวแห่งต้าซีทอดพระเนตรไปที่ส่วนแนวลาดตระเวนที่แม่ทัพฮัวชี้ก่อนจะพยักพระพักตร์รับเรียบ ๆ
“ก่อนที่โลหยางจะส่งของอัปมงคลเ่าั้ไปที่ต้าซี เขาย่อมคิดถึงความได้เปรียบของเขาไว้ก่อนอยู่แล้ว...” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยสำทับเหตุผลไปอีก
ชายคนนี้ถือว่าเป็คนมีสมองมากกว่าคนอื่นในเฉียนฉิน เธอหมายถึงเท่าที่เธอเคยเจอมา... อย่างน้อยประสบการณ์ของเขาก็ทำให้เขาสามารถมองความน่าจะเป็จำพวกการเตรียมการต่าง ๆ ก่อนจะทำตัวแกว่งเท้าหาเสี้ยนของพวกชนเผ่าในโลหยาง รวมถึงเข้าใจในแผนการป้องกันดินแดนแบบพื้นฐานของโลหยางได้เป็อย่างดี
แต่ถึงอย่างนั้นแิที่มองถึงความได้เปรียบแบบทหารก็ไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์เสมอไป อย่างในสถานการณ์นี้ก็เช่นกัน...
เธอดูจากภูมิประเทศและแนวป้องกันแล้วก็เข้าใจตามที่แม่ทัพฮัวกล่าวทุกอย่าง โลหยางเตรียมตัวมาอย่างดีก่อนที่จะส่งซากสัตว์ตายมาที่ต้าซีในวันเถลิงราชย์ ไม่ว่าผู้ที่ปกครองโลหยางในปัจจุบันจะเป็ใครก็ตามอย่างน้อยเขาก็ได้เตรียมการเอาไว้แล้วที่จะตั้งรับผลที่จะตามมา
...ก็ไม่ได้ชื่นชมขนาดนั้น มันเป็เื่พื้นฐานว่ามั้ย...
ถึงจะรู้ว่าจากภูมิประเทศและการวางทัพบุกเสียเปรียบก็ตามไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องสั่งบุก มันไม่ใช่การเอาชนะคะคานด้วยกำลัง หากแต่มันเป็เื่ของศักดิ์ศรีของต้าซี การที่คนเ่าั้ส่งของอันเป็อัปมงคลอย่างซากเสือตัวเมียที่ตายอย่างอเนจอนาถมาให้เธอในวันเถลิงราชย์นั้นมันก็เป็ symbolic (สัญลักษณ์) ง่าย ๆ ในการดูถูกและท้าทายเธอและต้าซี
...เสือตัวเมียตาย...
ก็เป็ที่รู้กันว่าสัญลักษณ์ของต้าซีก็คือพยัคฆ์ลอดเมฆการที่โลหยางส่งสัตว์สัญลักษณ์ตัวเมียตายมานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาฝ่าเท้ามาลูบหน้าเธอ ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้โกรธจริง แต่ในฐานะของหนวี่หวงตี้แห่งต้าซีแล้วไม่ว่าจะโกรธหรือไม่เธอก็ต้องปกป้องศักดิ์ศรีต้าซีอยู่ดี เพราะฉะนั้นคนของโลหยางที่ยกของมานั้นบัดนี้จึงนอนทิ้งิญญาอยู่ในกระสอบหลังเกวียนที่เธอกำลังจะทำการ delivery (ส่ง) กลับโลหยางด้วยคนของเธอเอง
“...ก็เป็เื่ปกติ” หนวี่หวงตี้ตัวร้ายยังคงตอบราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่ “อย่างน้อยโลหยางก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าคนที่ส่งของมาจะไม่ได้กลับ”
การกล่าวง่าย ๆ นั้นไม่ได้เป็ไปเพื่อคุยเื่แผนการ แต่เป็ไปเพื่อแก้ข้อครหาที่ว่ากันว่าเธอหัวร้อนเื่ของอวยพรจนถึงขั้นฟันหัวราชทูตทั้งสี่ทิ้งต่างหาก
เธอไม่ได้หัวร้อนขนาดนั้นเสียหน่อย ในตอนที่เธอเห็นซากเสือเน่าอยู่ในหีบของเมืองโลหยาง อันที่จริงเธอพอจะเดาได้ด้วยซ้ำั้แ่เห็นขนาดหีบที่ยกเข้ามาแล้ว แต่ที่เธอฟันหัวของคนที่ยกเครื่องประเคนนั้นมาก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีต้าซีเท่านั้น
...ถ้าไม่ทำลงไปก็จะโดนแผ่นดินอื่นดูถูกได้...
เหมือนเขียนเสือให้วัวกลัว การทำอย่างนั้นก็คือการขีดเส้นกั้นง่าย ๆ ว่าต้าซีไม่ใช่ดินแดนที่ใครจะเข้ามาแล้วดูถูกดูแคลนกันได้ หากเธอไม่ทำอะไรเลยได้เตรียมรอรับการบุกทลายของดินแดนอื่นที่เข้ามาร่วมอวยพรได้เลย
การจัดการกับปัญหาครั้งแรกก็เหมือนเป็แบบแผนที่จะทำให้แผ่นดินอื่นเข้าใจได้ง่ายว่าหากแกว่งเท้ามาแล้วจะไม่ได้เจอแค่เสี้ยนเท่านั้น เพราะที่ต้าซีแห่งนี้ไม่ใช่ดงหนามแต่เป็ดงหอกดงดาบต่างหาก
“สังหารคนเป็สิ่งเลวร้ายไม่มีข้ออ้างใด ๆ จะทำให้มันชอบธรรม” เสียงนุ่ม ๆ จากยอดคนน่ารำคาญแห่งเฉียนฉินดังขึ้นไม่ห่าง
...เกือบลืมไปเลยว่ายอดก้างขวางคอแห่งปีก็อยู่ที่นี่ด้วย...
เขาก็เป็อีกคนที่ถูกส่งมาช่วยในกิจของต้าซีครั้งนี้ ที่จริงจะเรียกว่าช่วยก็ดูจะมีน้ำใจไป เรียกว่ามาจับตาดูการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งต่างเมืองของเหนือหัวองค์ใหม่อย่างใกล้ชิดติดจอน่าจะเหมาะกว่า การถูกหยามเกียรติในงานเถลิงราชย์นั้นย่อมต้องโต้กลับและการโต้กลับครั้งนี้ของเธอก็เท่ากับเป็การสร้างบรรทัดฐานของการจัดการกับการทูตทั้งหมดที่เหลืออย่างแท้จริง
...เพราะอย่างนั้นถึงได้มารอมุงกันอย่างใกล้ชิดเชียว...
“ข้าไม่ได้อ้าง มันก็แค่การทำในสิ่งที่สมควร” หยางเยว่ซือตอบหน้าตาเฉย “หากเป็องค์ฮ่องเต้แห่งเฉียนฉินก็ทรงทำ”
การตอบโต้ขององค์เหนือหัวองค์ใหม่ไม่ได้เต็มไปด้วยอารมณ์อย่างที่เคยเป็ ถึงจะไม่ได้มากนัก แต่ทุกอย่างในยามที่เป็กงจู่กับในยามที่เป็หนวี่หวงตี้เต็มตัวนั้นก็ทำให้คนรู้สึกถึงความต่างกันได้มากอยู่ โดยเฉพาะความนิ่งในการตัดสินใจและการโต้ตอบที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากกระแสน้ำเชี่ยวกรากกลายเป็พวกน้ำนิ่งไหลลึก เพราะอย่างนั้นจึงทำให้เขาและเฉียนฉินต้องคอยระแวดระวังการกระทำของหนวี่หวงตี้คนใหม่อย่างถ้วนถี่ แต่ต่อให้นางไม่ได้นิ่งเท่านี้ก็คงไม่มีใครอยากจะหาเื่คนที่สามารถตัดหัวชายสี่คนได้ในชั่วพริบตาอยู่ดีนั่นแหละ
“องค์ฮ่องเต้มิใช่คนโหดร้าย” ฉินชงหยวนเถียงทันที
“...” หยางหนวี่หวงตี้สั่นพระอังสาราวกับไม่สนพระทัยในคำแก้ตัวนั้นเสียเท่าไหร่
เธอกล้าสาบานเลยว่าหากเป็ฮ่องเต้ฉินป่านนี้ยกทัพไปถล่มโลหยางนานแล้ว อ่อ... แต่ไม่ใช่ทัพเฉียนฉินนะ เป็คนมีพรรคพวกก็ต้องใช้ทัพของต้าซี เป็การโชว์แสนยานุภาพของเฉียนฉินผู้มีมิตรเยอะด้วย จะใช้ทหารเมืองเดียวเดี๋ยวเขาจะว่าเพื่อนไม่คบไง
...แต่พอดีว่านี่เป็การลองดีกับต้าซีในรัชสมัยของเธอ...
เอาเข้าจริงแล้วเธอไม่สนหรอก กับแค่ซากสัตว์เน่าตายมาวางให้วันเถลิงราชย์ เธอไม่ใช่คนเชื่อเื่ฤกษ์หรืออะไรพวกนี้ ก็แค่รับรู้ว่าหยามเกียรติแล้วก็จัดการไปตามสมควรเท่านั้น ให้ตายเถอะสมัยที่เธอทำ M.J. Property ไม่มีเื่แบบนี้หรอกนะ ไม่มีมาวางซากสัตว์สาปแช่งอะไรเป็ของเด็กเล่นกันอย่างนี้หรอก เชื่อเถอะว่าเครื่องตรวจจับะเิที่ติดอยู่รอบอาคารของเธอนั้นมีเหตุผล
“ข้าไม่ได้้าทำา แค่เป็การตักเตือนคนของโลหยางเท่านั้น” องค์เหนือหัวอธิบายเพียงสั้นเท่านั้น
“แต่การเอาคนเข้าไปแค่สี่คนมันเป็เื่ที่เสี่ยงเกินไป” แม่ทัพฮัวที่อุตส่าห์เป็ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้เอ่ยเตือนอีกครั้งด้วยความอ่อนใจ
เด็กคนนี้... ไม่สิเหนือหัวองค์นี้เด็กกว่าน้องเล็กของเขาเสียอีก ต้องนับว่าเป็เด็กที่ดื้อเกินเด็กไปมากทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รับรู้ได้ว่าในความดื้อรั้นที่ดูจะรุนแรงนั้นมีเหตุผลในตัวมันอยู่ อย่างน้อยความนิ่งของนางก็ทำให้เขารู้สึกอย่างนั้น เด็กหญิงตัวน้อยในหมวกตำแหน่งของผู้ปกครองแผ่นดินต้าซีไม่มีท่าทีหวั่นไหวหรือแม้แต่จะอ่อนไปตามคำแนะนำเลยสักนิด สีพระพักตร์ของพระองค์ยังคงนิ่งสงบเหมือนในตอนเริ่มเจรจากัน
“ข้ารับประกันความปลอดภัยของทั้งสี่คนที่บุกไป และข้ายืนยันจะใช้แค่สี่คนเท่านั้น” มิสเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากเฉียนฉินไม่อยากร่วมด้วยก็ถอนกำลังกลับไปก่อนได้ เพราะต้าซีก็ไม่ได้ขอร้องแต่แรก...”
...เวลาคนอื่นบอกว่าทำไม่ได้มันคือ ‘เขาทำไม่ได้’ ไม่ได้แปลว่าเราทำไม่ได้...
การตัดสินใจต่าง ๆ ของมนุษย์เรานั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์เก่าของตัวเองเป็หลัก เพราะฉะนั้นแล้วจะเอาประสบการณ์ชีวิตของคนอื่นมากำหนดทางเดินชีวิตเรานั้นย่อมไม่ถูกต้อง แล้วเราก็ไม่ควรเสียเวลาดีลกับคนที่ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จด้วย เื่พื้นฐานของการทำงานทั่วไปถ้าคิดว่าไม่สำเร็จมันก็จะไม่สำเร็จ และเธอก็ไม่เห็นประโยชน์สักนิดที่จะเอาคนที่คิดว่าไม่มีทางสำเร็จเข้ามารวมกลุ่มด้วยแม้ว่าจะเก่งกาจก็ตาม เื่ฝีมือจะหาใครมาแทนเมื่อไหร่ก็ได้ เื่จิตใจต่างหากที่สำคัญกว่า
แม่ทัพฮัวนั้นมองดูเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเป็คนมีฝีมือไม่น้อย ไม่น่าจะเป็แค่ที่นับหน้าถือตาด้วยตำแหน่งพี่เขยหวางเฟยแต่น่าจะเป็เพราะความเก่งกาจแต่เดิมมาด้วย คนที่สามารถควบคุมกองกำลังของทหารในแผ่นดินได้ไม่ต่างกับพวกราชสกุลอย่างองค์ชายหกก็ต้องนับว่าเป็คนมีอำนาจพอสมควร
หากจะดูง่าย ๆ ก็ดูได้จากคนรอบตัวเธอนี่แหละ การที่ทั้งแม่ทัพซูและเหล่าทหารของต้าซีที่ชื่อว่าแกร่งกว่าใคร ๆ ยังมีท่าทีเกรงใจนั้นก็ย่อมแสดงว่าชายคนนี้ฝีมือดีไม่น้อย
“ฝ่าาทรงเป็หนวี่หวงตี้แห่งต้าซีผู้เป็หัวเรือสำคัญ กระหม่อมหวังว่าฝ่าาจะไม่ได้คิดบุกไปเอง” แม่ทัพฮัวหรี่ตาลงอีกครั้งหลังจากได้ยินคำรับประกันของเหนือหัวตัวน้อย
แน่นอนว่ามันเป็คำถามที่ตรงใจใครหลายคนในที่นั้นไม่น้อย เหล่าขุนนางแห่งต้าซีหันมองกันด้วยความกังวลไม่ต่างไปจากเหล่าทหารองครักษ์ จริงอยู่ที่หนวี่หวงตี้ของพวกเขาเก่งกาจไม่แพ้ชายชาตรี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะ้าให้พระองค์บุกเข้าไปในครั้งนี้ หนวี่หวงตี้ก็เปรียบดั่งปัญญาและเป็หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของแผ่นดิน พวกเขาจะเสี่ยงให้พระองค์ออกไปทำอะไรที่เป็อันตรายไม่ได้เด็ดขาด
“ข้าน่ะหรือ? ออกไปบุกเอง? ”
หนวี่หวงตี้ที่เป็ที่รู้กันว่าเป็คนที่ทำเื่เสี่ยงตลอดเวลาอย่างหยางเยว่ซือเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ ไม่ว่าใครก็คงไม่เชื่อแน่นอน... ไม่ใช่เฉพาะคนนอกเท่านั้นแต่รวมถึงราชเลขาเถียนด้วย ในครั้งแรกที่เขาได้ยินว่ากงจู่...ไม่สิ ต้องเรียกว่าฝ่าาจะทำการบุกไปจัดการกับโลหยางที่ส่งสารมาท้าทายในตอนแรกเขาเองยังเชื่อเลยว่าฝ่าาจะบุกไปเอง
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรือ...”
แม้แต่แม่ทัพซูหลวนคุนแห่งต้าซีเองก็ยังแปลกใจ เด็กหญิงเพียงแต่เหลือบตาไปมองเป็สัญญาณให้เขาเงียบเท่านั้น
“แล้ว... ฝ่าาทรงหมายพระเนตรใครไว้บ้างเล่า” ฉินชงหยวนเลิกคิ้วขึ้นขณะถาม
“ไม่ยากนัก จะใครก็ได้ในต้าซีเื่ง่าย ๆ พรรค์นี้”
การไหวพระอังสาและตอบโต้ด้วยถ้อยคำอย่างนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันในความแข็งแกร่งของกองกำลังต้าซีนัก จะนับว่าฉลาดเป็กรดหรือหยิ่งผยองเกินตัวดีเล่า ฉินชงหยวนมองหนวี่หวงตี้ตัวน้อยที่เขาแทบไม่รู้จักนางอีกแล้วด้วยความสนใจ
การกระทำครั้งนี้ก็เหมือนดาบสองคม หากว่ามันสำเร็จก็คือการยืนยันถึงความแข็งแกร่งของต้าซี แต่หากล้มเหลวคำพูดของฝ่าาคนใหม่คนนี้ก็จะไม่น่าเชื่อถือไปเลยทันที การที่พระองค์กล้าทำเื่วางเดิมพันของศักดิ์ศรีต้าซีกับเื่แบบนี้นั้นไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องนับว่าทั้งเสี่ยงทั้งประมาทอยู่ดี...
“แล้วหวงตี้แน่พระทัยแล้วหรือว่า้าให้เป็เช่นนี้จริง เริ่มรัชสมัยด้วยการศึกไม่น่าใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก” หวางแปดยังคงเตือนอีกครั้ง
“ไม่ใช่การศึก” หนวี่หวงตี้สาวถอนหายใจไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
ไม่น่าเชื่อว่าการอธิบายเื่ง่าย ๆ อย่างเช่นการลอบเข้าไปในเคหสถานของคนอื่นไม่ใช่การศึกกับชายหนุ่มอายุสิบเก้ามันจะยากขนาดนี้ เชื่อเถอะว่าเธออธิบายเื่นี้ให้ตู้หลิ่งอี้ฟังไม่ใช้เวลามากเท่านี้แน่ หญิงสาวหันไปหาราชเลขาคนเก่งด้วยสีหน้าอ่อนใจอย่างสุดซึ้งแต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นไม่ใช่การช่วยเหลือ ราชเลขาหนุ่มจงใจหลบตาราวกับไม่อยากจะเป็ผู้อธิบายเื่นี้จนทำให้เธอต้องหันกลับไปที่โต๊ะประชุมอีกครั้ง
“การเอาศพไปวางที่หน้าจวนใครสักคน ในเฉียนฉินเรียกว่าประกาศศึกหรือ? แต่ในต้าซีเราเรียกอธิบาย”
“อธิบายอย่างนั้นหรือ? ” ฉินชงหยวนขมวดคิ้ว
“ใช่! อธิบายว่าข้าไม่ชอบของขวัญชิ้นนี้ แล้วถ้าส่งมาไม่ถูกใจข้าอีก จะไม่ใช่หัวคนที่นำของมาส่งแต่จะเป็หัวคนที่ส่ง ก็แค่นั้น...”