วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 76 คนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์


            มู่หรงฉือไม่สามารถยืนยันได้ว่าเขาได้ลูบลำคอของตัวเองไปแล้วหรือไม่ในใจพลันรู้สึกประหม่า

            หากเขารู้ว่าตนคือสตรีนางไม่อยากจะคิดถึงผลที่จะตามมา เขาคงจะพูดเรื่องฉาวโฉ่ของราชวงศ์ที่นางเป็นสตรีแต่งตัวเป็นบุรุษทำลายตำแหน่งองค์รัชทายาทของนางทิ้ง แล้วให้นางเปลี่ยนมาเป็นองค์หญิง

            เชื่อว่าเพียงไม่นานแคว้นเป่ยเยี่ยนก็จะตกอยู่ในกำมือของเขา กลายเป็นนายแห่งแคว้น เปลี่ยนรัชศก

            ยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจทั้งตัวราวกับจมลงไปในน้ำแข็ง มือไม้เย็นเยียบไปหมด

            ทำอย่างไรดี?

            ทว่าเมื่อครู่เหตุใดเขาถึงได้พยายามช่วยเหลือและคุ้มกันนางถึงเพียงนั้น?

            นางมองความคิดที่ซ่อนเอาไว้ลึกๆของบุรุษผู้นี้ไม่ออก

            ริมฝีปากบางของมู่หรงอวี้ยกขึ้นพูดหยอกล้อ “กำลังคิดว่าจะสังหารเปิ่นหวางอย่างไรหรือ?”

            “เมื่อครู่เหตุใดท่านถึงปกป้องเปิ่นกง?”

            “อยากรู้หรือ?”ริมฝีปากของเขายกยิ้มร้ายกาจ “เจ้าจูบเปิ่นหวางครั้งหนึ่งเปิ่นหวางก็จะบอกเจ้า”

            มู่หรงฉือถลึงตามองเขาอย่างหงุดหงิดไม่อยากจะพูดกับเขาอีก

            เขาหัวเราะเสียงทุ้มเสียงหัวเราะดังก้องไปตามทางเดิน

            “อยากรู้ว่าเหตุใดเปิ่นหวางถึงได้คิดว่าประตูที่โรงงานนั้นมีอะไรแปลกๆหรือไม่?”

            “ไม่อยากรู้”ความจริงแล้วตอนที่นางเห็นประตูบานนั้นก็รู้สึกสงสัยเช่นกันเพียงแต่ไม่ได้ถามออกมา ไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น

            ลองคิดๆดูแล้ว โรงงานกว้างใหญ่แต่เหตุใดถึงได้มีประตูบานนั้นปรากฏอยู่ที่นั่น? ทั้งยังใช้เหล็กปิดเอาไว้อย่างดี มันไม่ยิ่งน่าแปลกหรือ?

            มู่หรงอวี้พูดเสียงเข้ม“การลอบค้าอาวุธคงไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น บางทีอาจจะมีมาได้ช่วงหนึ่งแล้ว”

            มู่หรงฉือขมวดคิ้วอย่างคาดเดา“พวกเขาเอาอาวุธไปขายให้กับใครกัน? จะเป็นแคว้นตงฉู่แคว้นหนานเยว่หรือแคว้นซีฉิน?”

            หากเป็นการค้าอาวุธให้ต่างแคว้นจริงเช่นนั้นผลที่ตามมาย่อมหนักหนามาก

            “ต้องหาคนที่ซื้ออาวุธให้เจอถึงจะสามารถจับทั้งผู้ซื้อผู้ขายมาลงโทษได้”ดวงตาสีดำของเขาแผ่ไอเย็น

            “พวกเราแหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้วช่วงนี้พวกเขาไม่กล้าขนส่งอาวุธออกไปแน่”

            “เตี้ยนเซี่ยขโมยสมุดบัญชีออกมาเล่มหนึ่ง?”

            พูดไปมู่หรงอวี้ก็หยิบสมุดบัญชีเล่มบางออกมาจากตัวของนางนางอยากจะห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงทำได้แค่ถลึงตาใส่เขา

            เหตุใดเขาถึงรู้?

            เขาเปิดดูสมุดบัญชีอย่างรวดเร็วนิ้วหัวแม่มือลูบไล้แก้มของนาง “ร่างกายของเจ้านุ่มนิ่ม มีอยู่ที่เดียวที่แข็งจะต้องใส่สมุดเอาไว้แน่นอน”

            มู่หรงฉือได้ยินก็ขัดเขินเป็นอย่างยิ่งมองค้อนเขา แต่เขาตั้งใจอ่านสมุดบัญชีอยู่

            “สมุดบัญชีนี้จดบันทึกการค้าขายที่แอบเอาอาวุธออกไปขายทุกรายการจดบันทึกเอาไว้ได้ชัดเจนมาก” ดวงตาของเขาเย็นเยียบเต็มไปด้วยโทสะ “บังอาจกระทำความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้เอาม้ามาแยกร่างให้เป็นห้าส่วนก็ยังไม่พอ!”

            “แน่นอนสิยังมีสมุดบัญชีอีกหลายเล่ม” นางมองพิจารณาเขาท่าทางโมโหของเขาเหมือนไม่ได้เสแสร้ง

            เรื่องลอบค้าอาวุธนั้นเขาไม่ได้เข้าร่วม?

            ในแววตาของมู่หรงอวี้ทอประกายคมดังมีด“บางทีที่พวกว่านฟางซื้อขายอาจจะไม่ได้มีแค่อาวุธเท่านั้น ยังมีอย่างอื่นด้วย”

            มู่หรงฉือตกตะลึงคำพูดนี้ของเขาหมายความว่าอย่างไร?

            เขาพูดเสียงเย็น“สูตรในการสร้างดินปืน ภาพร่างแบบปืนใหญ่ แผนภาพการสร้างอาวุธลับทางทหารมีความเป็นไปได้ที่ว่านฟ่างจะเอาความลับของแคว้นเป่ยเยี่ยนของพวกเราไปขาย”

            นางตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีกัดฟันแล้วพูด “ว่านฟางสมควรตาย!”

            เรื่องนี้หากจะตรวจสอบทั้งหมดจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันคิดว่าหากตรวจสอบขึ้นมาก็คงจะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก

            นางจ้องเขานิ่งๆใบหน้าหล่อเหลาที่ซ่อนอยู่ในความมืดของเขาเจือความดุดัน

            ถึงแม้ว่าใต้ดินจะทั้งมืดและเย็นแต่ว่าการกอดกันเป็นเวลานานเช่นนี้ก็ทำให้ร้อนได้ จนถึงขั้นหายใจไม่ออก

            ทั้งสองคนค่อยๆรู้สึกว่าหายใจลำบาก มู่หรงอวี้พูดขึ้น “เปิ่นหวางส่งเจ้าออกไปก่อนดีกว่า”

            “ออกไปได้หรือ?”มู่หรงฉือดีใจ

            “ร่องนี้เพียงพอที่จะให้เจ้าปีนออกไปเจ้าระวังหน่อย”

            เขาอุ้มนางขึ้นก่อนที่นางจะยืมแรงเขาปีนขึ้นไปบนหินกลม ถึงแม้ว่าหินก้อนใหญ่นั้นจะลื่นอยู่เล็กน้อยแต่โชคดีที่พื้นผิวของหินยักษ์ไม่เหมือนกับหินขาวที่ใช้ในพระราชวัง หินแบบนั้นจะลื่นมาก

            นางปีนขึ้นไปได้อย่างราบรื่นก่อนจะกระโดดลงมา ในที่สุดก็หลุดออกไปได้ นางถามด้วยความดีใจ “ท่านสามารถออกมาด้วยตัวเองได้หรือไม่?”

            เขาส่ายหน้า“เตี้ยนเซี่ยไปก่อนเถิด หรือไม่ก็ไปหาคนมาช่วยเปิ่นหวาง”

            มู่หรงฉือเงียบไปครู่หนึ่ง“เปิ่นกงสามารถออกมาได้ ท่านมีวิทยายุทธ์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นจะขึ้นมาไม่ได้ได้อย่างไร?”

            “เตี้ยนเซี่ยไปก่อนเถิด”มู่หรงอวี้พูดเสียงเรียบ

            “ท่านจะไม่ออกมาจริงๆหรือ?” นางพูดหน้าตึง “เปิ่นกงจะโกรธจริงๆแล้วนะ”

            “ไม่มีอะไรที่ปิดเจ้าได้จริงๆ”เขาหัวเราะก่อนจะดีดตัวขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ แล้วกระโดดลงไปอย่างสบายๆ

            “ไปเถิด”นางเดินนำไปด้านหน้าโดยไม่หันมามอง

            “เตี้ยนเซี่ยไม่อยากทิ้งเปิ่นหวางแล้วออกไปก่อนเห็นได้ชัดว่าเตี้ยนเซี่ยเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์” เขาเดินตามมา น้ำเสียงบ่งบอกว่ากำลังอารมณ์ดี

            “นั่นก็เพราะว่าเปิ่นกงไม่อยากจะมาที่นี่อีก”นางพูดอย่างอารมณ์เสีย

            มู่หรงอวี้ไม่พูดมากอีกเมื่อครู่ได้ทำการทดสอบเล็กๆ ไปแล้วครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่าเตี้ยนเซี่ยไม่ได้เกลียดเขา

            กลับมาถึงทางแยกเดิมพวกเขาก็เดินเลี้ยวไปอีกทางแล้วเดินหน้าไป

            เส้นทางนั้นยาวมากยิ่งเดินไปข้างหน้าทางก็ยิ่งมืดสลัวลงเพราะไม่มีแสงไฟแล้ว

            มู่หรงฉือหยิบไข่มุกแสงจันทร์ออกมา“ทางเส้นนี้ดูเหมือนจะยาวมาก”

            เขาตอบกลับ“คงจะยาวราวสิบลี้”

            ทันใดนั้นเขาก็จูงมือนางแล้วตั้งใจฟังเงียบๆ “ด้านหลังมีคนมา”

            นางเงี่ยหูฟังแต่ก็ไม่ได้ยินอะไรเห็นได้ชัดว่าวิทยายุทธ์ของเขานั้นแข็งแกร่งเพียงไหน นางทำได้แค่ยื่นคอไปดู

            “ทหารที่ตามมาด้านหลังอีกประเดี๋ยวก็จะตามทันแล้วเก็บไข่มุกเข้าไป”

            มู่หรงอวี้ลากนางวิ่งไปด้านหน้าแต่วิ่งไปได้ครู่หนึ่งก็หยุดลง เพราะเขาพบว่าทางเลี้ยวช่วงหนึ่งด้านหน้ามืดมากยกมือขึ้นก็ไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า อีกทั้งด้านข้างยังมีซอกที่สามารถมุดเข้าไปซ่อนตัวได้

            มู่หรงฉืออาศัยแสงที่มีอยู่น้อยนิดของไข่มุกมองเข้าไปในซอกเล็กๆนั้นให้ชัดเจน พบว่ามีหินพื้นเรียบก้อนหนึ่งที่สามารถนั่งลงไปได้

            ในตอนที่นางคิดจะนั่งเขากลับนั่งลงไปก่อนแล้ว

            นางถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิดคนผู้นี้เหตุใดถึงได้ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลยสักนิด

            เขาดึงนางเข้าไปในอ้อมแขนแล้วกอดนางเอาไว้แน่น

            นางโกรธจนตัวสั่นอยากจะกัดเขาให้ตาย เขาเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ชอบฉวยโอกาสในยามอันตราย

            “ชู่ว”

            มู่หรงอวี้ส่งเสียงเตือนแล้วกอดนางจากด้านหลัง กุมมือทั้งสองของนางเอาไว้อย่างเพลิดเพลิน

            ตอนนี้นางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าคนที่ไล่ตามมาด้านหลังเหล่านั้น

            ฟังจากเสียงแล้วคนที่ตามหลังมานั้นมีหลายสิบคน

            ในความมืดแขนซ้ายของเขาพาดมาโดนหน้าอกของนาง โชคดีที่นางใช้ผ้าพันเอาไว้ ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นละครบทโศกเสียแล้ว

            นางอดทนอย่างเงียบๆเรื่องตรงหน้ากำลังเร่งด่วน ช่างมัน ช่างมันนางจะเปิดเผยความสามารถออกไปไม่ได้เด็ดขาด ทั้งหมดมีเขาคอยปกป้องอยู่ ขอเพียงปล่อยให้เขา‘ทำตามปรารถนา’ ไปก่อนชั่วคราว

            เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆนางไม่รู้ว่าเขาวางแผนจะทำอะไร ด้วยความสามารถของเขา หากจะสู้กับองครักษ์สิบกว่าคนพวกนั้นก็ง่ายดายเหมือนหั่นผักไม่ใช่หรือ?จำเป็นต้องเข้ามาหลบอยู่ตรงนี้ด้วยหรือ?

            มู่หรงฉือลดเสียงให้เบาลงอย่างยิ่งแล้วพูดความคิดที่ข้างหูของเขา

            ภายในซอกนั้นมืดมากนางมองไม่เห็นว่าเขาทำสีหน้าอย่างไร

            มู่หรงอวี้ไม่ได้เปิดปากเพราะตอนนี้สิบกว่าคนนั้นเดินมาถึงตรงนี้แล้ว พวกเขาไม่เห็นว่ามีคนอยู่ในซอกแล้วรีบวิ่งขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            นางขยับเล็กน้อยหมายจะลุกขึ้นแต่เขาส่งเสียงชู่วออกมา เป็นความหมายให้นางอย่าขยับ

            ตอนนี้เงียบมากมืดมาก มีเพียงกลิ่นหอมอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่ว

            ค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิอันทรงเสน่ห์แผ่สะพรั่งในความมืดมิดความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาจนตัวสั่นสะท้าน

            ฝ่ามือของเขากุมมือของนางเอาไว้มือของเขาลูบไล้ผิวของนาง ราวกับเขาสามารถควบคุมจุดอ่อนของนางได้ง่ายๆ ทำให้นางไม่กล้าขยับตัว

            ทั้งสองคนอยู่ใกล้ชิดกันอย่างมากร่างของนางอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขาก้มหน้าน้อยๆ โอบนางเอาไว้ ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นอยู่รอบๆลวกแก้มของนาง เป็นกลิ่นหอมอันเกินจะพรรณนา

            ชั่วขณะหนึ่งมู่หรงฉือขยับร่างกายที่แข็งทื่อเล็กน้อย ข้างแก้มเกิดเป็นสัมผัสลูบไล้มาเป็นลมหายใจที่ใกล้ชิดจนแยกไม่ออกว่าเป็นของผู้ใด

            ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยปราศจากคำพูด

            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ไม่เคยอ่อนปวกเปียกมาก่อน กลับขี้เกียจไม่ยอมขยับอยากจะพิงอยู่ในอ้อมกอดของคนผู้หนึ่งเช่นนี้ไปตลอดกาล ไม่มีบรรยากาศการฆ่าฟันนองเลือดไม่มีมีดดาบ ทุกอย่างนิ่งสงบ ปลอดภัยมีความสุข ได้ใช้ชีวิตกับบุรุษผู้หนึ่งไปจนแก่เฒ่าก็เหมือนจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว

            ทันใดนั้นมู่หรงฉือก็ได้สติขึ้นมา หัวใจพลันเย็นเยียบ

            เหตุใดถึงได้มีความคิดเช่นนี้?

            เหตุใดถึงได้มีความคิดที่ไร้สาระน่าขันเช่นนี้กับมู่หรงอวี้?

            ตั้งแต่นางรู้ความนางเกิดมาก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มีปณิธานเพียงหนึ่งเดียวก็คือการเป็นองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ บริหารแคว้นเป่ยเยี่ยน เป็นวีรบุรุษที่ชาญฉลาดเป็นฮ่องเต้ผู้เป็นที่รักของปวงประชา

            เขามีความทะเยอทะยานดุดันเย็นชา เชี่ยวชาญการวางแผนกลยุทธ์ เป็นคนที่เฉลียวฉลาดเกินใครเป็นศัตรูตัวฉกาจของนาง ระหว่างนางกับเขามีเพียงความแค้นกับความเป็นความตายจะไปมีความสัมพันธ์แบบชายหญิงได้อย่างไรกัน?

            นางผุดลุกออกจากตัวเขาหอบหายใจแรง

            มู่หรงอวี้เดินไปด้านหน้าด้วยฝีเท้าแผ่วเบา

            คนหลายสิบคนที่อยู่ด้านหน้าในที่สุดก็เดินไปจนสุดทางแต่อาจเป็นเพราะหาคนที่เจ้านายสั่งให้พวกเขามาจับไม่เจอจึงรีบกลับไปที่กองทัพตรวจสอบอาวุธ

            ทางออกของทางใต้ดินเป็นพื้นที่รกร้างมีกิ่งไม้ใบหญ้ามาบดบังเอาไว้อย่างมิดชิด

            ป่านอกเมืองเงียบสนิทแสงจันทร์สาดส่องลงมาท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน มองสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้ยากมาก

            ลมในตอนกลางคืนพัดผ่านจนได้ยินเสียงซ่าๆเบาๆ เพิ่มความประหลาดขึ้นมาหลายเท่า

            เดินไปด้านหน้าได้ครึ่งลี้ที่เท้าก็มีทางแยกสองเส้น มู่หรงอวี้พูดเสียงเข้ม “ทางเส้นนี้ไปตะวันออกเฉียงใต้ส่วนทางเส้นนี้เดินไปจะเป็นตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ถึงหนึ่งลี้ก็จะถึงทางหลวงอาวุธก็ขนย้ายออกมาจากทางนี้ สะดวกมาก รถม้าก็ขับเข้ามาได้”

            มู่หรงฉือถาม“ตอนนี้จะกลับไปที่กองทัพหรือไม่? ฉินรั่วยังอยู่ที่นั่นนางหาเปิ่นกงไม่เจอจะคิดว่าเกิดเรื่องกับเปิ่นกงได้”

            “วางใจเถิดคนของเปิ่นหวางจะบอกกับฉินรั่วเองว่าเจ้าไม่เป็นอะไรตอนนี้ฉินรั่วคงจะออกจากกองทัพไปแล้ว”

            “เช่นนั้นพวกเราเล่า?กลับเข้าเมืองหรือ?”

            แต่พวกเขาไม่มีม้าหรือรถม้าเดินจากตรงนี้กลับเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินเท่าไหร่

            มู่หรงอวี้ไม่ได้ตอบกลับเพียงเดินไปด้านหน้า

            นางเดินตามเขาไปได้ครึ่งลี้ก็เจอเข้ากับลำธารเล็กๆ

            เขาหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมาแล้วจุดไฟนางกระหายน้ำเป็นอย่างมาก จึงดื่มน้ำสะอาดในลำธารไปสองครั้งจากนั้นก็นั่งพักลงบนหญ้านุ่ม

            มู่หรงฉือแอบคิดดูเหมือนเขาวางแผนจะอยู่รอที่นี่จนเช้าแล้วค่อยกลับเข้าเมือง

            ความจริงแล้วนางสามารถส่งสัญญาณบอกฉินรั่วหรือติดต่อหรงจ้านได้แต่ว่าหากทำเช่นนี้แล้วเขาคงจะสงสัยส่วนเขาเองก็จะต้องมีวิธีติดต่อกับลูกน้องอยู่แล้ว เพียงแต่เหตุใดเขาถึงไม่ติดต่อแล้วรีบกลับเข้าเมืองเล่า?

            “กลับเข้าเมืองกันเถิดท่านอ๋องมีวิธีติดต่อกับลูกน้องหรือไม่?” นางถามเสียงเรียบ

            “ไม่รีบ”มู่หรงอวี้พูดเสียงสบายๆ นั่งห่างจากกองไฟช่วงนึ่งก่อนจะล้มตัวลงนอน

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891