ฉันยืนมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกใบหน้าที่ฉันภูมิใจหนักหนาตอนนี้มันกำลังขาวซีดไร้เืฝาด แม้มีสีของเครื่องสำอางซึ่งประโคมเติมแต่งอยู่บนผิวทว่าไม่อาจกลบร่องรอยความรู้สึกหวาดหวั่นเอาไว้ได้
เพราะอะไรผู้ชายคนนั้นถึงทำให้ฉันรู้สึกหวั่นเกรงได้มากขนาดนี้เราสองคนไม่เคยรู้จักหรือเกี่ยวข้องกัน ฉันมั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนในชีวิต
หากเรามีปฏิสัมพันธ์กันจริงไม่ว่าจะการพูดคุยเพียงเล็กน้อย หรือแค่เดินผ่านกันตามสถานที่สาธารณะต่างๆเป็ไปไม่ได้ที่ฉันจะลืมใบหน้าหล่อราวฟ้าประทานนั่นลง
เพราะฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นแฉะไปด้วยเม็ดเหงื่อจำนวนมากจนฉันเกิดความรู้สึกขยะแขยงจึงเปิดก๊อกน้ำล้างทำความสะอาด ความเย็นของสายน้ำทำให้ฉันผ่อนคลายและรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิม
สติเริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง หลังเตลิดหายไปเมื่อถูกดวงตาคมคู่นั้นจ้องมองฉันเริ่มตระหนักได้ว่าไม่ควรมาเสียเวลายืนแหง็กอยู่ในนี้ ฟลอร์กว้างๆหน้าบูธดีเจนั่นต่างหากคือพื้นที่ที่ฉันควรอยู่
ฉันสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุดสร้างขวัญกำลังใจกับตัวเอง ให้กล้าออกไปเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ฉันเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้จัดแต่งทรงผมม้วนลอนยาวสยายระแผ่นหลังเล็กน้อยจับชายกระโปรงสั้นความยาวไม่ถึงคืบให้เข้าที่เข้าทางเพิ่มความมั่นใจที่หายไปจนเกือบหมด และหมุนกายเดินออกจากห้องน้ำมา
ทว่าขณะปลายรองเท้ากำลังจะััโดนพื้นโซนห้องโถงใหญ่ฉันกลับเกิดความประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง อาการสั่นกลับมาจนต้องเอามือทั้งสองข้างกุมประสานกันไว้่หน้าท้องแต่จะให้ย้อนกลับเข้าไปยืนหลบในห้องน้ำก็ไม่ได้หากมัวแต่ตื่นกลัวอะไรไร้สาระแบบนี้ จากภาพลักษณ์คุณหนูนิทานผู้เย่อหยิ่งจะกลายเป็ยัยผู้หญิงขี้ขลาดตาขาว
มันเสียศักดิ์ศรี!
ฉันกลั้นใจสาวเท้าเดินเข้าไปพร้อมใช้หางตาเหลือบมองหาผู้ชายคนนั้นทว่าโซฟาตัวที่เขาเคยนั่งตอนนี้มันกลับว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ขวดหรือแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะกระจก
เวลาเพียงแค่ไม่ถึงยี่สิบนาทีเขากลับหายไปอีกครั้งอย่างไร้ร่องรอยเสมือนไม่เคยมาเหยียบที่นี่ั้แ่แรก หรือสิ่งที่ฉันเห็นก่อนหน้านั้นเป็เพียงภาพลวงตาที่มโนคิดไปเอง
เหมือนกับคืนนั้นไม่มีผิดแม้มองเสาะหาจนทั่วบริเวณกลับไม่พบแม้เพียงแต่เงา รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดเมื่อเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แต่ก็อดรู้สึกสงสัยกับเื่นี้ไม่ได้ แล้วจะให้ฉันไปหาคำตอบจากใครได้ล่ะ
ฉันสลัดศีรษะไปมาเบาๆเพื่อไล่ความรู้สึกตึงเครียดออกจากสมอง เลิกให้ความสนใจกับเื่ไร้สาระแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังโต๊ะของตัวเอง
“เมื่อกี๊ไปไหนมาเหรอนิทาน?”
เอิงเอยเอ่ยถาม ทุกคนคงงุนงงกับปฏิกิริยาของฉันที่จู่ๆ ก็ลุกพรวดไปโดยไม่บอกกล่าวอะไร
“พวกแกเห็นผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวนั้นไหมเขาไปไหนแล้ว?”
ฉันไม่ตอบแต่ถามสวนกลับ พร้อมพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะตัวที่กล่าวถึงทุกคนจึงหันไปมองพร้อมกัน ก่อนหันกลับมามองฉันด้วยสีหน้าคล้ายไม่เข้าใจ
“แกพูดถึงใคร ผู้ชายที่ไหน?”
“ก็ผู้ชายที่นั่งดื่มไวน์อยู่โต๊ะนั้นคนเดียวก่อนที่ฉันจะลุกไปเข้าห้องน้ำไง”
ฉันตอบเจนิสด้วยอาการหัวเสีย นี่อย่าบอกนะว่าหล่อนไม่เห็นเขาอ่ะคนทั้งคน ตัวก็ออกจะใหญ่ หน้าตาโคตรหล่อ ออร่าระยิบระยับขนาดนั้นต่อให้อยู่ห่างกันเป็ร้อยเมตรก็เด่นสะดุดตา
“ไม่มีนะนิทาน ฉันเองก็ไม่เห็นใครนั่งอยู่ตรงนั้น”
“ใช่ ฉันก็เหมือนกัน”
ญุ๋งหญิงกับเอิงเอยเอ่ยสมทบหน้าตาดูจริงจังเกินกว่าจะคิดว่าพวกเธอกำลังโกหก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความมั่นใจในสิ่งที่เห็นลดลงได้ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด และจิตไม่ได้ปรุงแต่งหรือมโนไปเองแน่ๆ นอกซะจากว่าชายปริศนาคนนั้นไม่ใช่คน!
หรือเขาจะเป็ิญญา ผีสางนางไม้หรืออาจเป็เ้ากรรมนายเวรจากชาติที่แล้ว ตามมาทวงหนี้แค้นกับฉันหรือเปล่า
‘บ้าบอสิ้นดี!มันจะเป็ไปได้ยังไง’
ฉันสบถกับตัวเองในใจถึงสิ่งที่กำลังคิดมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็คืนนั้นในงานเลี้ยงการกุศลเขายังเข้าไปช่วยเอมมี่จากกลุ่มนักข่าวและพาเธอเดินหลบเข้าไปด้านในโรงแรมอยู่เลย ิญญาที่ไหนมันจะทำแบบนั้นได้กันล่ะ
ฉันเบนสายตามองไปยังน้ำเหนือซึ่งเป็คนสุดท้ายในกลุ่มที่ยังไม่ได้ตอบคำถาม เธอดูไม่สนใจฉันด้วยซ้ำเอาแต่นั่งเอนจอยกับเหล้าในแก้วที่ถืออยู่ ฉันจึงต้องเอ่ยกระตุ้น
“ไอ้เหนือ โต๊ะนั้นเคยมีคนนั่งไหม?”
ดวงตากลมรีชั้นเดียวตามแบบฉบับสาวหมวยลากจากแก้วเหล้ามองเลยมายังฉัน และจู่ๆ ริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มอย่างไร้สาเหตุก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันเหมือนมีความหวัง แต่ก็แค่เหมือนเท่านั้นแหละ
“แกก็ถามอะไรโง่ๆ มันต้องมีสิวะผับนี้เขาเปิดมาตั้งหลายปีแล้ว จะไม่เคยมีคนนั่งได้ไง”
“เหอะ!!”
ฉันถอนหายใจหนักๆ พร้อมทำหน้าเอือมระอา คนที่คิดว่าจะพึ่งพาได้กลับไม่ช่วยอะไรเลย
“ทำไมอ่ะ มีอะไรเหรอผู้ชายที่แกถามหามันมีความพิเศษอะไรหรือไง หรือว่าแกถูกใจเขา?”
เจนิสทำท่าอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้น คนอื่นๆก็เช่นกัน พวกหล่อนคงสงสัย เพราะ่หลังมานี้ฉันไม่ค่อยให้ความสนใจผู้ชายในสถานที่อโคจรหลังเกิดเื่ไม่น่าจดจำกับฉันในคืนนั้นเมื่อสามเดือนก่อน
เื่นี้เกือบทำชีวิตฉันพัง วิตกกังวลนานอยู่ร่วมสองเดือนดีที่หลังจากนั้นไม่มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น และพวกยัยอสรพิษไม่มีใครรู้เื่ฉันจึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนฐานของความไม่ประมาท เช่นการไม่ดื่มกับคนแปลกหน้าจนตัวเองเมาเยี่ยงหมาอีก
“หึ!ในเมื่อไม่เห็นก็ไม่ต้องสาระแนมาถาม”
ฉันทิ้งท้ายด้วยคำพูดเจ็บแสบ พร้อมปริศนาที่ยังไม่ได้รับการไขความกระจ่างให้พวกหล่อนสงสัยกันเล่นๆต่อไป ส่วนตัวเองก็ยกมือเรียกบริกรสั่งเครื่องดื่มที่้า
วอดก้าสิบแก้วถูกนำมาวางเรียงบนโต๊ะตรงหน้าจำนวนขนาดนี้ล้มผู้ชายร่างใหญ่คอทองแดงได้ในพริบตาและแน่ว่าฉันซึ่งเป็ผู้หญิงตัวเล็กๆ แถมยังคออ่อน คงดื่มได้ไม่ถึงสองแก้วด้วยซ้ำ
แล้วเพราะอะไรถึงบ้าสั่งมาน่ะเหรอ ก็อย่างที่บอกคืนนี้ฉันจะนอนอ้วกหน้าผับ ความจริงสามแก้วก็เต็มกลืนแล้ว แต่พอดีเงินมันเหลือเลยสั่งมาเททิ้งเล่นๆ
และก็เป็ไปตามคาด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำพอเข้าแก้วที่สองฉันได้สวมบทบาทเป็ผักเหี่ยวๆ ต้นหนึ่งทิ้งตัวนอนไร้ิญญาคาโซฟาหนานุ่ม
รู้สึกหนักศีรษะเกินกว่าจะประคองให้ตั้งตรงมองเห็นรอบข้างหมุนเคว้งราวกับตัวเองกำลังถูกปั่นอยู่ในเครื่องซักผ้าร้อนวูบวาบในโพรงปากลามไปถึงกระเพาะ เกิดอาการอยากขย้อนอาหารที่เพิ่งทานเข้าไปเมื่อเย็น
เรี่ยวแรงเหือดหายทว่าสติยังไม่ดับสนิทไปซะทีเดียวฉันรู้ว่ากลุ่มเพื่อนยังคงนั่งดื่มกันต่ออย่างสนุกสนานอยู่ข้างๆไม่มีใครให้ความสนใจฉันนอกจากน้ำเหนือเหมือนเคย
เป็เธอที่ถอดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายสก็อตมาคลุมให้และพยายามไม่ลุกไปไหน แม้เพื่อนคนอื่นๆ จะพากันไปวาดลวดลายอยู่กลางฟลอร์ นั่งดื่มอยู่โต๊ะพร้อมทำหน้าที่เฝ้ายามรอเวลาปาร์ตี้เลิกและรับอาสาแบกฉันออกไปหย่อนทิ้งไว้โรงแรมใกล้ๆ แถวนี้
มันเป็แบบนั้นมาตลอดน้ำเหนือทำหน้าที่นี้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่ดูเหมือนคืนนี้จะมีบางสิ่งที่ดูนอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น
ปกติเธอเป็คนไม่ชอบใช้ห้องน้ำสาธารณะก่อนออกจากบ้านจะจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและกลับไปปลดทุกข์ในพื้นที่ของตัวเองเสมอ หากฉุกเฉินทนไม่ไหวจริงๆจะมีแวะใช้ห้องน้ำของโรงแรมที่เอาฉันไปปล่อยทิ้ง
อาจเป็เพราะคืนนี้ฝนด้านนอกตกอุณหภูมิภายในผับจึงเย็นกว่าปกติ แม้เครื่องปรับอากาศจะถูกตั้งไว้เท่าเดิมและดูท่าเธอจะดื่มเยอะกว่าทุกครั้งด้วย ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะของเธอทำงานแย่
น้ำเหนือดูไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวสายตาเธอมีความกังวลขณะมองฉันสลับกับทางไปห้องน้ำ เธอนั่งชั่งใจอยู่พักใหญ่และเหมือนความอดทนเธอมาได้ไกลเพียงเท่านี้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะก้าวไวๆ หายไปในดงผู้คน ปล่อยทิ้งให้ฉันนอนหมดสภาพอยู่ที่โต๊ะลำพัง
เพียงเสี้ยววินาทีที่แผ่นหลังน้ำเหนือหายลับเข้าไปในห้องน้ำฉันเหมือนได้สติเพราะเริ่มรู้สึกหนาว จึงรวบรวมแรงยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งกวาดสายตามองหาเพื่อนซึ่งบัดนี้ไม่เห็นแม้แต่เงา
คิดว่าเพราะสายตาอาจพร่าเบลอจึงยกหลังมือขึ้นเช็ดแต่สุดท้ายไม่มีใครอยู่กับฉันแล้วจริงๆ เกิดความน้อยใจเล็กๆ ขึ้นอย่างห้ามไม่ได้เข้าใจว่าตัวเองถูกเพื่อนปล่อยทิ้ง สามนางนั้นฉันไม่สนใจสักเท่าไหร่เพราะปกติพวกหล่อนก็มักทำแบบนั้นเป็ประจำ
แต่ครั้งนี้กลายเป็ว่ามีน้ำเหนือรวมอยู่ด้วยความผิดหวังจึงแวะเวียนเข้ามาทักทาย แล้วฉันจะบากหน้านั่งอยู่ต่อไปเพื่ออะไรจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ รู้สึกได้ว่าร่างกายเอนไปมา พยายามตั้งสติมองไปด้านหน้าและค่อยๆ ก้าวขาเดินอย่างระมัดระวัง
ฉันทำสำเร็จในที่สุดก็เดินมาจนถึงยานพาหนะของตัวเองจนได้ ความคิดจะขับรถกลับบ้านนั้นไม่มีเพราะรู้ดีว่าความสามารถตัวเองตอนนี้นั้นติดลบ เผลอๆ สตาร์ทเครื่องยนต์ขับออกไปอาจไม่พ้นหน้าผับด้วยซ้ำ
ตั้งใจว่าจะเข้าไปงีบหลับในรถอีกสักตื่นฟื้นขึ้นมาคงพอมีสติขับไปหาโรงแรมใกล้ๆ นอนต่อ พอเช้าแล้วค่อยดิ่งตรงกลับบ้านนั่นคือแผนที่วางเอาไว้ให้กับตัวเอง
ทว่าขณะกำลังควานหากุญแจรถในกระเป๋า จู่ๆ แข้งขาฉันกลับไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อๆรู้เลยว่าตัวเองกำลังทิ้งดิ่ง แต่ยังไม่ทันที่ร่างกายจะััโดนพื้นคอนกรีตลานจอดรถกลับมีมือของใครบางคนมาคว้าเอวเอาไว้ได้ทันท่วงที
ฉันถูกรวบเข้าสู่อ้อมอกแข็งแกร่งมือที่เผลอวางลงบนมัดกล้ามเนื้อบริเวณทรวงอก ทำให้ฉันััได้ ว่าผู้เป็เ้าของความช่วยเหลือครั้งนี้มีร่างกายที่แสนจะเพอร์เฟค
ส่วนสูงของเขาต้องห่างกับฉันมากแน่ๆ เพราะแม้จะพยายามเงยหน้าขึ้นดูก็มองเห็นแค่ปลายคางกับสันกรามคมๆ เท่านั้น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่โชยออกมาจากร่างกำยำทำให้ฉันเกิดความผ่อนคลาย
และภาพสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบราวกับมีใครมาดึงปลั๊กออกคือเสื้อเชิ้ตสีดำมันเงา และผิวเนื้อขาวกระจ่างบริเวณแผงอก ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อที่ไม่ได้ติดกระดุมสองเม็ดบน
.
.
อย่าลืมอุดหนุน Ebook กันนะคะ
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiODAyMTE0NiI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjMxNTA0Nzt9