หากให้เรียบเรียงแล้ว เื่ราวมันได้ดำเนินมาเป็ดังนี้
วันที่ 21 แครอทขึ้นขี่ับินไปในทิศเหนือเพื่อกลับไปหาสุดที่รัก [บานา] ของเธอ
วันที่ 22 ไข่ัที่เปอร์ไซด์แอบขโมยมา ได้ฟักเป็ตัวและบินหนีจากไป
วันที่ 23 เปอร์ไซด์บินตามลูกัจนหลงเข้ามาในเมืองมนุษย์และถูกจับตัว
วันที่ 23 ราชินีแฟตได้เริ่มสั่งเคลื่อนพลดำเนินแผนการ
การเดินทัพจำนวนพลหนึ่งแสนนายโดยขุนพล [สเลบ] ได้เคลื่อนไปในทางทิศตะวันตก เป้าหมายของเขาคือการค้นหาเมืองของเผ่ามนุษย์ และยกทัพทำลายเมืองของมนุษย์เสีย
ส่วนขุนพล [อลูฟ] ของราชินี [บอส] ได้นำทัพออกไปสองแสนไปที่ทิศตะวันออกเพื่อตัดไม้กลับมาสร้างเป็อาวุธยิงไกล
และสุดท้ายขุนพล [ฮอร์เนส] ของราชินี [โอเปอร์] นำทัพอีกสองแสนไปก่อสร้างแนวรั้วเนินดินตามริมแม่น้ำเพื่อเพิ่มการป้องกันของดินแดน
ในวันเดียวกัน ไฮเจนที่เห็นว่าเปอร์ไซด์ยังไม่กลับมา ได้นำทัพโอตะเปอร์ไซด์ไปบุกเมืองของมนุษย์โดยไม่บอกจ่าฝูงของตน
ในวันที่ 23 เช่นกัน ดีลอนนิกของเผ่าภูติที่ออกไปเฝ้าระวังในดินแดนศัตรู ได้พบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของพวกอาร์โธร์โพดาจึงรีบติดต่อแจ้งเตือนภัยร้ายกลับไปยังเมือง
วันที่ 24 ของเกมส์แห่งา
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
ฉันที่เสร็จภารกิจเคลียพื้นที่เพื่อทำเหมืองแร่นั้น ได้ลงจากเขามาพร้อมกับแอร์บาส์ร
มันเป็่เวลากลางวันได้
“ทำไมกลางเมืองดูคึกคักจัง”
“อาจจะเพราะเห็นเ้าสองตัวนี้ของพวกเราละมั้ง? ”
ฉันหันไปมองแอร์บาส์ร
ัที่พวกเราเจอและช่วยรักษาให้บนเขานั้น ได้ตามพวกเราลงมาด้วย
ไม่สิ ต้องบอกว่าตามแอร์บาส์รลงมาต่างหาก เ้าัแม่ลูกนี้ มันยอมเชื่องเพียงแค่ฉันกับแอร์บาส์รเท่านั้น
โดยเฉพาะกับแอร์บาส์รที่จะยอมเชื่องด้วยเป็พิเศษ บางทีมันคงรู้ว่าใครคือคนที่พยายามช่วยชีวิตพวกมันเอาไว้ละมั้ง
แอร์บาส์รตั้งชื่อให้ัตัวแม่ว่า [กลาส] และตั้งชื่อให้ตัวลูกว่า [มิลเลอร์]
ฉันว่าเขาไม่มีเซ้นส์ในการตั้งชื่อเอาเสียเลย
ผู้คนที่อยู่ในเมืองต่างทำตาโตมองมาทางนี้เป็สายตาเดียวกัน
“แต่ดูแล้วพวกเขาคงไม่ได้คึกคักเพราะเ้าสองตัวนี้หรอกนะ”
ฉันมองไปที่ใจกลางลานของเมือง
ที่ตรงนั้นมีร่างของมนุษย์นกคนหนึ่งถูกมัดติดเอาไว้กับเสาไม้อยู่
ร่างกายของเธอดูซูบผอม มีาแตามตัว อีกทั้งยังดูหมดแรง
ด้วยร่างกายที่สูงเพียงเมตรกว่าของเธอ เลยทำให้เป็ภาพที่ดูบาดตาพอสมควร
จริงอยู่ว่าเป็ศัตรู แต่พวกมนุษย์นกนั้น ถ้าไม่นับร่างกายกับขาที่เป็เหมือนนก ใบหน้าของเธอก็เหมือนกับเด็กผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่งเลยละ
มาจับทรมานร่างกายแบบนี้ ฉันว่ามันดูโหดร้ายไปนะ…
แถมฉันจำใบหน้าที่ดูน่ารักบ้องแบ้วนั้นได้
ครั้งล่าสุดที่เจอเธอ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นพวกเราพยายามแลกเปลี่ยนชื่อกันอยู่
รู้สึกจะชื่อว่า…
“เปอร์ไซด์? ”
“เอรีส!? ”
มนุษย์นกขนแดงเงยหน้าขึ้นมาจับจ้องที่ฉัน
แต่พอเธอเห็นเสื้อผ้าที่ทำมาจากขนนกสีแดงของเธอเอง เธอก็แสดงสีหน้าที่ซีดเซียวออกมาให้เห็น
เอาน่า… ถ้าเธอไม่แยกเขี้ยวใส่ฉัน ฉันก็ไม่ทำร้ายเธอหรอกนะ
“เออ… เอรีสรู้จักเ้านั้นด้วยหรือครับ? ”
“นายจำเื่ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้มั้ย? ที่ว่าเคยแลกเปลี่ยนภาษากับพวกมนุษย์นกกับพวกั์มาก่อนหน้านี้นะ คนนั้นก็คือเธอคนนี้เนี่ยแหละ”
ฉันตอบแอร์บาส์รกลับไป
“เอรีส~! เอรีส~! ”
“หุบปาก! ”
ชายที่ดูน่าจะเป็ผู้คุมได้หวดแส้ใส่ร่างกายของเธอ
ชุดใบไม้ของเธอได้ขาดหลุดลุ่ยลงมาอย่างไม่น่าดู
โหดไปแล้ว!
“หยุดนะ! ฉันคือเ้าหน้าที่เอรีสจากกลุ่มกำลังนาโต้ ไม่ทราบว่าเกิดเื่อะไรขึ้นที่นี่คะ? ”
“เอ๊ะ? เออ..!? ั!? ”
“เ้าสองตัวนี้ไม่กัดคุณหรอกค่ะ แต่ช่วยรีบตอบคำถามฉันได้แล้ว! ”
“คะ...ครับ!? ”
เพราะถูกฉันข่มขู่ประกอบกับมีัตัวใหญ่ยืนอยู่ข้างหลัง ชายชาวจีนที่เป็ผู้คุมจึงยอมตอบกลับมา
ซึ่งมันสรุปได้ดังนี้
เมื่อวาน่สาย ๆ นั้น ได้มีมนุษย์นกคนหนึ่งบินมาลงที่ใจกลางเมือง
มนุษย์นกคนนั้นก็คือหนูน้อยเปอร์ไซด์นั่นเอง
ด้วยความร่วมมือของทุกคน เลยทำให้สามารถจับตัวเธอเอาไว้ได้
แต่เป็เพราะทุกคนคิดว่าน่าจะรีดข้อมูลออกมาจากเธอได้ เลยจับเป็เอาไว้ก่อน
เห็นว่ากำลังติดต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิต เพื่อมาทำการผ่าชำแหละศึกษากายวิภาคของพวกมนุษย์นกอยู่…
เสียใจด้วยนะเปอร์ไซด์ ฉันคงช่วยอะไรเธอไม่ได้แล้วละ
เพราะว่าเผ่าของพวกเธอคือศัตรูของเรา
ฉันยังจำเื่ที่พวกเรากับพวกเธอต่อสู้เอาชีวิตกันในวันแรกได้อยู่
ฉันยิ้มให้เธอ
เธอยิ้มให้ฉัน
อู้ว~... ช่างเป็รอยยิ้มที่ทรมานหัวใจ จะน่ารักไปแล้วนะ!
ฉันพยายามยั้งมือตัวเองไม่ให้เผลอเข้าไปลูบกอดเธอ ก่อนที่จะตัดสินใจหันหลังเดินหนีออกมา
เธอร้องไห้ดังกังวาลเหมือนเด็กน้อยที่เรียกหาแม่
ปวดหัวใจวุ้ย
“...”
ช่วยไม่ได้ เดียวคืนนี้ค่อยมาแอบตัดเชือกให้เธอหนีไปดีกว่า
ฉันคิดเช่นนั้น
ใน่เวลาเดียวกัน
***นก [ไฮเจน]
รังของพวกสองแขนได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
“วันนี้พักเอาแรงก่อน พวกเราจะบุกโจมตีในคืนนี้กัน! ”
ชั้นสั่งกองทัพผู้คลั่งไคล้เปอร์ไซด์
จากรังของพวกเรามารังมนุษย์นั้น ใช้เวลาในการบินแค่วันเดียวเท่านั้น
แต่เนื่องจากเป็การบินแบบไม่ได้พักผ่อน พวกเราจึงอ่อนล้าพอสมควร
สุดท้ายเลยต้องมาซ่อนตัวอยู่ในป่าของตีนเขาที่ติดกับรังของมนุษย์เช่นนี้
จากที่สังเกตุการณ์ รังของพวกมันสร้างอยู่บนพื้นดิน ล้อมด้วยหินที่เรียงตัวสูง และไม่ยอมใช้พืชพรรณในการพรางตัวเหมือนพวกเาาวปักษา
ช่างเป็รูปแบบรังที่ง่ายต่อการ [ล่า] ยิ่งนัก
พวกสองแขนคงเป็สิ่งมีชีวิตที่โง่เง่ามากแน่นอน ถึงได้ไม่รู้จักการพรางตัวเช่นนี้
รอให้ถึงคืนนี้ก่อนเถอะ หึ หึ หึ
ร่างกายของเปอร์ไซด์ต้องเป็ของชั้นแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
เมืองที่ไฮเจนกับบรรดาโอตะเปอร์ไซด์จับจ้องอยู่นั้น คือเมืองของผู้นำกลุ่มทวีปอเมริกาที่ไม่มีเปอร์ไซด์อยู่
เมืองที่เธอถูกจับตัวไปนั้น คือเมืองของผู้นำกลุ่มจีน
พวกเขาไม่ยอมตรวจสอบให้ดีเลย ว่าเมืองของมนุษย์มีรูปแบบที่กระจายตัวแยกออกมา และมีศูนย์รวมไปที่เมือง ๆ เดียว
หากสังเกตุให้ดี พวกเขาก็คงจะเห็นถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่
แต่ภายในหัวของพวกเขานั้น กลับไม่สนใจเื่ที่ว่าเลยแม้แต่นิด…
แล้วเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่่ราตรี
บรรดาชาวเผ่าปักษาเริ่มโบยบินออกไปในราตรีที่มืดมิดและไร้ซึ่งดวงดาว
มีเพียงแสงสว่างอ่อน ๆ ในระดับแสงจันทร์ ที่คอยเป็แสงนำทางในราตรีเช่นนี้
แสงจันทร์นี้มาจากที่ใดหากไม่มีพระจันทร์? คำถามนี้คงไม่มีใครรู้นอกจากเทพเ้าทั้งสามที่สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา
ไฮเจนโบยบินนำทัพอย่างห้าวหาญ
เขาคือชาวปักษาที่มีร่างกายใหญ่โต มีขนเรียงตัวสีขาวสวยงาม อีกทั้งยังมีความสามารถต่อสู้ในฐานะบุรุษเพศได้อย่างภาคภูมิใจ
ความสามารถในการรบของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้นำฝูงเลยแม้แต่น้อย
แต่จะด้อยกว่าก็เื่ของมันสมองเนี่ยแหละ
ไฮเจนได้เปิดฉากโจมตีอย่างไร้ซึ่งแผนการ
ไม่สิ ต้องบอกว่าแผนการของเขาคือการ [ล่า] ต่างหาก
ซ่อนตัวในเงามืดของท้องฟ้ายามราตรี แล้วยิงธนูอาบยาพิษลงมาล่าเหยื่อที่เรียกว่า [มนุษย์]
ทหารยามที่ยืนเฝ้าระวังตามรั้วหินสูงห้าเมตร (ที่ยังสร้างไม่เสร็จ) ได้ถูกห่าฝนธนูปักเข้าที่หัวเข่า
พวกเขาคงทำอาชีพเป็ทหารไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ศัตรูบุก!? ”
“พวกมันโจมตีมาจากบนฟ้า!? ”
“ไอพวกมนุษย์นกบุกแล้ว! ”
เสียงเตือนภัยได้ดังกังวาลไปทั่วเมือง
เมืองของผู้นำกลุ่มทวีปอเมริกามีประชากรอยู่อาศัยราวหนึ่งแสนคน
แต่ด้วจำนวนอาวุธที่มี เลยทำให้คนที่สามารถพอจะเป็นักรบได้นั้น มีเพียงแค่วอ
หมื่นคนเท่านั้น
ซ้ำร้าย ธนูกับหน้าไม้เองก็ยังมีไม่เพียงพอต่อกร
ด้วยเหตุนี้ผู้นำอเมริกาจึงรีบส่งม้าเร็วไปแจ้งสารเตือนภัยหยั่งเมืองอื่นในทันที
ส่วนตัวเองก็อยู่นำทัพต่อสู้ภายในเมืองแห่งนี้ต่อ
ม้าเร็วจำนวนเจ็ดตัวได้ควบวิ่งออกจากเมืองไป
“มีพวกมันบางส่วนหนีออกจากเมืองไปครับ! ”
“ช่างมัน! ”
ไฮเจนเอยเช่นนั้นแล้วยิงธนูพิษเข้าใส่เหยื่อตรงหน้าต่อ
ฝนธนูพิษยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ลูกธนูของฝ่ายมนุษย์มิอาจยิงเอื้อมถึงพวกเขาได้
เพราะว่าพวกปักษานั้นบินสูงเกินกว่าที่จะเข้าสู่ระยะโจมตีของพวกมนุษย์ได้
กลายเป็การไล่ฆ่าเพียงฝ่ายเดียวไปเสียแล้ว
“ทุกคนหลบเข้าไปในอาคารเดียวนี้! ”
คำสั่งเช่นนั้นได้กระจายตัวออกไปทั่วเมือง
เหล่ามนุษย์ผู้น่าสงสารต่างวิ่งเข้าไปหลบภัยใต้สิ่งก่อสร้างไม้และหินอันแข็งแกร่ง
แต่พวกมนุษย์นกไม่ได้มีดีแค่ลูกธนูอาบยาพิษเท่านั้น
ถึงระดับอารยะธรรมของพวกเขาจะไม่สูง แต่พวกเขาก็รู้จักวิธีดัดแปลงพืชพรรณรอบตัวให้เป็อาวุธได้
และพืชพรรณต่าง ๆ ที่มีบนดาวบ้านเกิดของพวกเขาก็เอื้อให้ทำเช่นนั้น
พืชพรรณบนดาวบ้านเกิดเผ่าปักษานั้น มันมีรูปร่างเหมือนพืชทะเลของโลกมนุษย์ อีกทั้งยังมีความพิเศษในแบบที่มนุษย์ไม่เคยเห็นที่ไหน
ใบไม้ที่มีความสามารถในการพรางตัว
น้ำเลี้ยงที่มีความเป็พิษสูง
ลำต้นที่เบาจนลอยในอากาศได้
เมล็ดพืชซึ่งสามารถปลดประจุไฟฟ้าหรือความร้อนยิ่งยวดออกมา
มีแม้แต่ผลไม้ที่สามารถเอามาทำเป็สาระเิ TNT ได้อีกด้วย
แน่นอนว่าเหล่าเทพทั้งสามผู้สร้างโลกใบนั้น ไม่ลืมที่จะนำมันมาปลูกลงในโลกแห่งานี้
และลูกธนูที่ดัดแปลงจากพืชธรรมชาติ มีด้วยกันอยู่ห้าประเภทหลัก
หนึ่งคือลูกธนูปกติสำหรับใช้ออกล่าหาอาหาร
สองลูกธนูอาบยาพิษ สำหรับใช้ล่าสัตว์อันตราย
สามคือลูกธนูความร้อนสูง มักเอาไว้ใช้ในการเผารังของเหยื่อ
สี่คือลูกธนูไฟฟ้าสถิต เอาไว้สำหรับล่าสัตว์น้ำ
คือและห้าคือลูกธนูหัวะเิ ซึ่งเป็ที่นิยมเอามาใช้ในการทำา
“ใช้ลูกธนูะเิได้! ”
เสียงของไฮเจนดังสะท้านไปทั่วฟ้า
ห่าฝนลูกธนูที่มีหัวปลายติดผลไม้ประหลาดได้ถูกยิงลงมาจากฟ้าด้วยแรงกระแทกที่เกิดขึ้น ทำให้สารเคมีภายในเนื้อผลไม้ปริแตกออก ผสมเข้าด้วยกัน แล้วเกิดเป็ะเิเพลิงขนาดย่อมขึ้น
ดอกไม้สีแดงได้ผลิบานไปทั่วเมืองของมนุษย์
อาคารบ้านเรือนไม้ต่างถูกทำลาย กำแพงอิฐมอญที่ปลิวว่อน และผู้คนที่าเ็ล้มตาย
การไล่ฆ่าเพียงฝ่ายเดียวยังคงดำเนินต่อไป
เผ่าปักษาที่ถูกมนุษย์ยิงร่วงลงมาได้นั้น มีแต่พวกที่บินเพดานต่ำเพราะไม่สามารถเล็งงธนูจากระยะไกลได้
กับอีกพวกคือถูกลูกหลงจากพวกเดียวกันเอง
การโจมตียามราตรียังคงดำเนินต่อไป
เหล่ามนุษย์รู้แล้ว ว่าคงไม่สามารถต่อกรกันผู้ที่สามารถน่านฟ้าได้
พวกเราทำการอพยบเหล่าสัตว์เลี้ยงออกจากเมือง
ชีวิตคนในโลกนี้ไม่สำคัญ เพราะสามารถเกิดใหม่ได้ทุก ๆ หนึ่งวัน
แต่ไม่ใช่กับเหล่าสัตว์เลี้ยง
ม้า วัว หมู ไก่ อีกทั้งพวกมอนสเตอร์ที่เชื่องคน บรรดาเหล่านี้คืออาวุธสำคัญในการทำาในอนาคตข้างหน้า
เผ่ามนุษย์ได้แบ่งกำลังคนออกมาหนึ่งหมื่นนายเพื่อล่อเผ่าปักษาเอาไว้
ส่วนที่เหลือกำลังอพยบฝูงสัตว์ไปที่เมืองหลวงของเผ่ามนุษย์
ไฮเจนกับบรรดาเผ่าปักษาไม่สนใจเหยื่อที่วิ่งหนีไป
ฝูงพญาอินทรียังคงเข่นฆ่าพวกมนุษย์ที่อยู่ต่อต้านตรงหน้าต่อไป
จนกระทั้งเวลาได้ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน
ในที่สุด มนุษย์คนสุดท้ายของเมืองก็สิ้นชีวิตลง
ไฮเจนกู่คำรามก้องด้วยความหยิ่งยะโส ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการตามวัตถุประสงค์แรกที่มาหยั่งเมืองของมนุษย์
“เปอร์ไซด์! ชั้นมาช่วยเธอแล้ว! ”
“เปอร์ไซด์!? ”
“ที่รักของชั้น เธออยู่ไหน! ”
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะะโแค่ไหน มันก็ไม่มีเสียงขานรับกลับมา
นั่นเป็เพราะว่าเปอร์ไซด์ไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้
“... หน่อย ไอพวกสองแขน! ”
ไฮเจนโกรธที่ตัวเองถูกหลอก
ใช่ เขาคิดว่าตัวเองถูกหลอกโดยมนุษย์
ไม่มีคนรักของเขา (คิดเอาเอง) อยู่ที่นี่ งั้นก็ไม่จำเป็ต้องเกรงใจอีกแล้ว
“เผารังพวกมันทิ้งซะ! ”
ไฮเจนจึงตัดสินใจสั่งออกมาเช่นนั้น
***พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
ผม ผู้นำเผ่าสูงสุดของชาวปักษา [ออกเซอร์] กำลังยืนงงเป็ไก่ตาแตกอยู่
ประชากรจำนวนหนึ่งล้านคนนั้น ตอนนี้ได้แบ่งออกเป็สองส่วน
ส่วนหนึ่งบินไปทิศตะวันตกเพื่อขยายรังใหม่ ส่วนอีกครึ่งอยู่ที่นี่เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำา
ทั้งที่ควรจะเป็แบบนั้นแท้ ๆ ---
“แล้วคนมันหายไปไหนกันหมดฟะ! ”
---แต่ทว่าคนภายในรังกลับหายตัวไปมากกว่าครึ่งจากที่ควรมี
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครก็ได้ ช่วยบอกผมที!
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
พี่สาวเอรีสใจร้าย~
ทั้งที่วันก่อนยังลูบหัวหนูอย่างอ่อนโยนแท้ ๆ แต่วันนี้กลับใจดำไม่ยอมช่วยกันเลย
“บูว บูว~”
หนูแลบลิ้นใส่พวกสองแขนใจร้ายที่กำลังหลับยามอยู่
นี่ก็โดนจับมัดมาได้วันกว่าแล้ว หิวก็หิว เจ็บก็เจ็บ แถมจะโดนเอาไปต้มกินหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ทำใจให้สบายดีกว่า”
ว่าแล้วก็ร่าเริงเข้าไว้~
จะว่าไป การที่ถูกจับตัวให้มานั่งกลางเมืองแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เพราะว่ามันทำให้ฉันได้เรียนรู้ภาษาและการออกเสียงของพวกสองแขน
จนตอนนี้คิดว่าเริ่มชักจะเข้าใจภาษาของพวกเขาแล้วละ
“อ๊ะ~ ท้องฟ้าสีแดงสวยจัง”
ที่ท้องฟ้าทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือนั้น กำลังกลายเป็สีแดงฉาน
ท้องฟ้ายามราตรีซึ่งวิ่งตัดกับเส้นสีแดงช่างดูสวยงามยิ่งนัก
“ทำเอาอยากร้องเพลงเลย~”
ว่าแล้วหนูเลยร้องเพลงออกมา
เปอร์ไซด์เปล่งเสียงดังที่สดใสออกมา
ท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานได้ถูกขับขาน
เหล่าผู้คนล้วนพลันตาสว่างด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะของเธอ
“นั่นเป็เสียงของเทพธิดาองค์ใดกัน? ”
มนุษย์ที่อยู่ในเมืองต่างพูดเป็เสียงเดียวกัน
ไม่โกรธที่ถูกปลุกในยามค่ำคืน
ไม่สงสัยต่อภาษาที่ไม่รู้จัก
มีแต่ความชื่นชมและฉงนสงสัยต่อตัวตนเ้าของบทเพลงนั้น
เอรีสที่แอบอยู่มุมมืดเพื่อหาทางแอบช่วยเหลือเปอร์ไซด์นั้น ถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ
ผู้คนต่างลุกออกมาจากบ้านเพื่อหาเ้าของแห่งเสียง์นั้น
แล้วพวกเขาก็ได้พบกับ---
“โอ้ววว!? ”
---พบกับชาวปักษาขนสีแดงสวยงามที่กำลังขับร้องด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าของเธอนั้นช่างน่ารักราวกับเทพธิดาตัวน้อย
ยามที่เฝ้าเธอได้ตกอยู่ในภวัง ทุกคนได้ตกอยู่ในภวัง
[นี่คือศัตรู] ถึงจะรู้เช่นนั้นแต่ก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้
อยากฟัง อยากเห็นเธอร้องเพลงอย่างอิสระมากกว่านี้
ราตรีสีแดง เพลงที่ขับขานอย่างเข้าถึงอารมณ์ อีกทั้งใบหน้าที่น่ารักราวกับเทพธิดา
ขนสีแดงสลับขาวของเธอนั้น ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกน่าเอ็ดดูอย่างน่าประหลาด
มนุษย์ที่เป็สักขีพยานของเสียงเพลงนั้น ต่างเริ่มมีน้ำตาไหลนองลงมา
พวกเขารู้สึกราวกับว่าได้หลงไปอยู่ในดินแดนลี้ลับ รู้สึกราวกับว่าิญญากำลังหลุดลอยออกไปจากร่างกาย
พวกเขาได้เห็นภาพลวงตา ภาพของทุ่งดอกกุหลาบสีแดงที่งดงามซึ่งกำลังร่ายร่ำตามท่วงทำนองแห่งบทเพลงนั้น
มันคือเสียงร้องที่ทำให้ทุกคนรู้สึกหลุ่มหลงไหลราวกับต้องมนต์เสน่ห์
เธอยังคงร้องเพลงต่อไปโดยไม่สนใจเหล่าฝูงชนที่ออกมาชุมนุมฟังเพลง
แล้วเสียงแห่ง์ที่ยาวนานถึงห้านาทีก็ได้จบลง
มนุษย์ทุกชนชาติที่ออกมาชุมนุมต่างตรบมือเป็เสียงเดียวกัน
ตรบมือให้กับ [บทเพลงแห่งราตรีสีแดง] นี้
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
พวกสองแขนกำลังตรบมือให้หนูอยู่ละ
ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง
เอาอีก เอาอีก ตรบมือให้หนูเยอะ ๆ เลย~
ระหว่างที่กำลังหัวเราะชอบใจอยู่เช่นนั้น ก็มีเงาหนึ่งพุ่งแหวกฝูงชนตรงมาทางหนู
สิ่งนั้นคือเ้าสัตว์น้อยมีปีกที่มีผิวสีน้ำตาลอ่อน
[ออกไซด์] เ้าหนูน้อยที่หนูกำลังตามหาอยู่นั่นเอง
มาอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย!
เ้าหนูออกไซด์วิ่งแหวกฝูงชนมากัดเชือกที่มัดร่างของหนูจนขาดออก
เป็อิสระแล้ว!
บางทีอาจเป็เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก คุณสองแขนที่เฝ้ายามหนูอยู่เลยตั้งตัวไม่ทัน
ในเมื่อเป็อิสระแล้ว งั้นก็ต้อง~
“ร้องอีกเพลงค่า~! ”
เ้าหนูออกไซด์อ้าปากค้างพร้อมกับส่งเสียงครางเบา ๆ ออกมาว่า “กิ้ว~...”
ฮิ ฮิ ฮิ เ้าหนูเองก็อยากฟังเพลงของฉันเหมือนกันใช่มั้ยละคะ?
คนกำลังติดลม ผู้ชมก็เยอะ แถมยังเป็อิสระ แบบนี้จะได้ใส่พลังเสียงเพลงได้เต็มที่ไปเลยค่ะ!
งั้นมาเริ่มเพลงที่สองของหนูได้เลย กับเพลงที่ว่า [บทเพลงแห่งราตรีสีแดง Mk-II] !
***ัน้อยผู้รู้บุญคุญแม่ [ออกไซด์]
“คุณแม่ติ๊งต๊อง”