“เฮ้ย อย่ามาแกล้งตาย!”
ซูเฉียวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเธอขมวดคิ้วที่สวยได้รูปของเธอ ใครหน้าไหนมันไม่กลัวตายกล้าดีมาเตะเธอกันไม่รู้หรือว่าจุดจบของการรบกวนเธอนั้นคือหนทางแห่งความหายนะ?!
เธออยากจะยันตัวลุกขึ้นมาแต่กลับรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่างกาย เธอไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ทั้งยังรู้สึกมึนงง ภาพชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายมากมายตัดไปมาอยู่ในสมองมันทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าเธออาจจะเสียสติไปแล้ว
“เอาน้ำใส่ถังมาให้ฉันฉันจะปลุกมันให้ตื่น! มันกล้ามากที่มาเล่นแง่ต่อหน้าคนอย่างเจ๊หลาน นางนี่มันวอนเสียแล้ว”เสียงผู้หญิงที่แสนโอ้อวดโอหังแผดเข้ามาในหู เมื่อพูดจบเธอก็เอาเท้าเหยียบเข้าที่มือของซูเฉียว
ความเ็ปพุ่งแปลบเข้ามาในที่สุดซูเฉียวก็ตื่นขึ้น
เธอเบิกตาโพลงสิ่งแวดล้อมรอบข้างทำให้เธอประหลาดใจ
เธอถูกแอบซุ่มโจมตีที่ชั้นจอดรถใต้ดินไม่ใช่เหรอแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเธอยังจำความรู้สึกเ็ปตอนที่ะุแบบพิเศษเจาะทะลุอกเธอได้เป็อย่างดี! มันเป็อาวุธชีวภาพที่เธอคิดค้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำให้เส้นประสาทมนุษย์อัมพาตได้ทันทีและไม่สามารถขยับตัวได้หากรอให้สารเคมีภายในเกิดการแตกตัว มันจะกัดเซาะกระดูกต่างๆ จนแหลกสลาย เธอภูมิใจกับมันอยู่ครู่หนึ่ง
เพราะความน่ากลัวของอาวุธชิ้นนี้ซูเฉียวจึงไม่เคยป่าวประกาศมันออกไป มีแค่เพื่อนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ถึงการมีอยู่ของอาวุธชิ้นนี้แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เธอเกือบตายด้วยอาวุธอันตรายที่เธอสร้างขึ้นมาเอง
ตอนที่เธอนึกขันกับตัวเองอยู่นั้นเธอก็เห็นถังน้ำเย็นกำลังจะถูกสาดลงมาที่หัว
ถึงแม้ว่าร่างกายของเธอจะยังไม่สู้ดีแต่สัญชาตญาณที่ไม่ยอมเสียเปรียบของเธอก็ยังคงอยู่
ซูเฉียวพลิกตัวกลับในทันทีและหลบถังน้ำที่จะสาดลงมาได้ทุกคนในห้องนั้นมองเธอด้วยความตะลึงที่สามารถะโหลบได้อย่างว่องไว ก่อนจะเข้าไปบีบคอคนที่ะโเสียงดังใส่เธอก่อนหน้านี้
“ปล่อย...ปล่อยฉัน...”ผู้หญิงร่างใหญ่ที่กำลังถูกบีบคอไม่คิดว่าซูเฉียวจะพุ่งเข้าใส่เธอแบบนี้ ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกโจมตีเข้าเสียแล้วต่อให้แรงเยอะแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่เธอจะหลุดพ้นไปจากเงื้อมมือของซูเฉียวที่ดูภายนอกคล้ายจะบอบบางได้เลย
ซูเฉียวแสยะยิ้มมุมปากเธอเพิ่มแรงบีบที่มือขึ้นเล็กน้อย “เมื่อกี้แกเป็คนเตะฉันเหรอ”
“แค็กๆๆ...”ผู้หญิงที่ถูกบีบคอไอไม่หยุด หน้าเธอเริ่มแดงเพราะขาดอากาศหายใจ
เมื่อได้เห็นภาพนี้ทุกคนในห้องต่างกลัวกันหมดและไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ
ซูเฉียวเห็นผู้หญิงคนนั้นเริ่มกลอกตาไปมาจึงปล่อยมือออกและผลักเธอลงพื้นเหมือนเป็ขยะชิ้นหนึ่ง “คราวหลังอย่ามายุ่งกับฉันอีก! ไม่อย่างนั้น ฉันไม่รับประกันว่าครั้งหน้าฉันจะเมตตาแก!”
หญิงร่างใหญ่คนนั้นลูบคอตัวเองและมองหน้าซูเฉียวด้วยความหวาดกลัวราวกับกำลังจ้องมองปีศาจ
ไม่เข้าใจเลยสักนิดเหตุใดหญิงสาวที่มักจะถูกเธอทำร้ายและไม่กล้าแม้แต่จะยุ่งกับเธอ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงแข็งแรงขึ้นมาได้เมื่อกี้เธอเกือบจะโดนผู้หญิงคนนี้ฆ่าตายอยู่แล้ว!
“เจ๊หลานเจ๊โอเคไหม...” ดูเหมือนทุกคนกำลังใกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นพวกเธอเดินผ่านซูเฉียวและเข้าไปช่วยเจ๊ใหญ่ของพวกเธอ
ซูเฉียวไม่เห็นคนพวกนั้นอยู่ในสายตาหลังจากกวาดตามองพวกเธออย่างเ็าแล้วซูเฉียวก็ยืนพิงกำแพงและมองไปที่สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว
ที่นี่เป็ห้องที่เต็มไปด้วยกองขยะแสงไฟมืดสลัว หน้าต่างอยู่สูงมากซึ่งมีลูกกรงเชื่อมปิดไว้ถ้าอยากออกไปก็ต้องใช้ประตูตรงกรงเหล็ก สี้าหลุดออกไปจนเกือบหมดและเต็มไปด้วยสนิมแลดูเก่าคร่ำคร่า ใครเห็นก็รู้ว่าที่นี่เป็เรือนจำที่ใช้ขังนักโทษ
ขณะเดียวกันกับที่ซูเฉียวเดาออกผู้คุมขังในชุดเครื่องแบบก็เดินเข้ามา “พวกเธอมาทำอะไรกันที่นี่ทำงานเสร็จหมดแล้วหรือไง”
ซูเฉียวเลิกคิ้วเป็อย่างที่เธอเดาไว้ในใจไม่มีผิด เธอถูกขังอยู่ในคุกจริงๆ แต่พอมองไปแล้วกลับพบว่าทุกคนในห้องยังดูไม่โตนักน่าจะเป็สถานกักกันเด็กและเยาวชนอะไรเทือกนั้น
“ยังมัวทำอะไรกันอยู่อีกรีบไปทำงานได้แล้ว!” ผู้คุมเห็นพวกเธอยังยืนเฉย จึงโมโหขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หญิงร่างใหญ่เกรงกลัวผู้คุมขังจับใจและกำลังจะเดินออกไปกับลูกน้องอย่างว่าง่าย พลันสายตาก็บังเอิญไปสบเข้ากับดวงตาที่ไร้ซึ่งความสั่นไหวของซูเฉียวเธอตื่นตระหนกและไม่กล้าก้าวขาแม้แต่น้อย “เธอ...เธอไปก่อนสิ...”
ซูเฉียวเห็นเธอมีไหวพริบดีจึงปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามเสื้อของคนที่สั่นกลัว แล้วเดินนำไปอยู่หน้าสุดอย่างวางมาด
ที่สนามด้านนอกนั้นมีผู้คนมารวมตัวกันมากมายจับกลุ่มกันสองคนบ้าง สามคนบ้าง เมื่อพวกเธอเ่าั้เห็นซูเฉียวออกมา ก็พากันทำหน้าแตกตื่นใโดยเฉพาะเมื่อเห็นเจ๊หลานของพวกเธอเดินตามหลังซูเฉียวอย่างสงบเสงี่ยม พวกเธอใจนอ้าปากค้างไปตามๆกัน
“บรรยากาศพิลึกชอบกล...ฉันต้องตาฝาดแน่ๆ...”
“ทำไมฉันรู้สึกว่าซูเฉียวไม่เหมือนเดิมล่ะ...”
เจ๊หลานโดนจ้องจนรู้สึกประหม่าจึงะโเสียงดังว่า“มองหาอะไร!”
เสียงดังของเธอทำให้พวกขี้ขลาดตาขาวหันหน้ากลับไปและไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตามองอีกพวกเธอพากันก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าต่อไปอย่างเงียบเชียบ
ซูเฉียวไม่มีความสนใจที่จะทำงานไร้ทักษะพวกนี้เลยแม้แต่น้อยเธอจึงมองหามุมมุมหนึ่งเพื่องีบหลับ ตอนนี้เธอยังปวดตัวอยู่ก็เลยอยากจะพักเสียหน่อย
พวกเจ๊หลานจ้องมองเธอและค่อยๆ เข้าไปอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เป็การรบกวน
“เฮ้ยอะไรกันวะ พวกเจ๊หลานเหมือนจะกลัวแกกันมากเลยนะ ผู้คุมสอนแกมาหรือไง!” ตอนที่ซูเฉียวกำลังพักสายตา เด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งก็ยืดแขนออกมา ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วถามด้วยเสียงต่ำ
ซูเฉียวลืมตาขึ้นและมองเธอด้วยสายตาเฉื่อยชาอยู่ๆ ก็มีชื่อชื่อหนึ่งลอยเข้ามาในหัว ทว่าในความทรงจำของเธอเธอไม่เคยรู้จักคนแบบนี้เลย!
เมื่อคิดดังนั้นซูเฉียวก็ลุกขึ้นมาแล้วพูดเบาๆ ว่า “ขอยืมกระจกเธอหน่อย”
เด็กสาวผมสั้นบ่นพึมพำแล้วหยิบกระจกสี่เหลี่ยมจากกระเป๋าเสื้อส่งให้เธอ
ซูเฉียวจ้องมองใบหน้าที่แปลกตาในกระจกนั้นและทำได้แค่สบถออกมา
ให้ตายสิพับผ่า!
เด็กผู้หญิงผมยาวสีทองดูบอบบางคนนี้ไม่ใช่เธอแน่ๆ!
เธอน่าจะนึกออกตั้งนานแล้วโดนฆ่าด้วยอาวุธแบบนั้น เธอจะรอดชีวิตมาได้อย่างไร!
ซูเฉียวใช้เวลาสองชั่วโมงในการค่อยๆยอมรับความจริงที่ว่าเธอเกิดใหม่ในร่างของคนอื่น จากที่ได้ฟังหันโยวโยว(เด็กสาวผมสั้นคนนั้น) พูดถึงการกระทำที่มี ‘เกียรติยศศักดิ์ศรี’ ของเธอก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เธอเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย
ร่างใหม่ของเธอนี้ก็มีชื่อว่าซูเฉียวเช่นเดียวกันซูเฉียวคนนี้เป็ลูกสาวนอกสมรสของตระกูลซู หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองั้แ่เล็กจนโตเธอต้องอยู่ภายใต้เงาของซูเหล่ยผู้มั่งคั่งมาตลอด เธอทุกข์ทรมานกับสายตาดูแคลนและการถูกกลั่นแกล้งรังแกมาเต็มทนนอกจากใบหน้าที่งดงามแล้วก็ไม่มีจุดเด่นอะไรอีกเลย หากเธอทำตัวดี อย่างมากที่สุดก็คงจะได้แต่งงานปรองดองกับตระกูลที่ร่ำรวยและมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตแต่เธอกลับมีความรู้สึกที่ไม่ควรจะมี นั่นคือเธอชอบเจียงเส่าจัวซึ่งเป็คู่หมั้นของซูเหล่ยและ้าจะแทนที่เธอคนนั้น ผลก็คือเธอถูกจับได้ตอนที่กำลังลงมือวางยาเขา ดังนั้นเพื่อทำให้ตระกูลเจียงใจเย็นลงจากความโกรธเคืองตระกูลซูจึงไล่ตะเพิดลูกคนนี้ออกจากตระกูลและส่งตัวเธอมาที่สถานกักกันเยาวชน
คนโง่แบบนี้ต้องใช้สำนวน‘ใจคับก้องฟ้าแต่ชีวิตบางกว่ากระดาษ[1]’ มาอธิบายถึงจะเหมาะที่สุด
แต่ว่าร่างกายนี้ช่างอ่อนเยาว์จริงๆยังไม่สิบแปดด้วยซ้ำ อาจเพราะแบบนี้ซูเฉียวถึงได้เกิดใหม่อีกครั้ง คงเป็เื่ที่แสนสุขเพียงเื่เดียว! อยู่ดีๆ ก็เด็กลงเจ็ดแปดปี ร่างกายเต็มไปด้วยคอลลาเจน ช่างดีต่อใจเหลือเกิน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb
[1] เป็สำนวนจีนหมายถึง แม้ว่าใจจะมุ่งมั่นแค่ไหน แต่หากไม่มีโอกาสในชีวิตก็ทำอะไรไม่ได้อย่างเช่น หากเกิดมายากจน ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก ก็ต้องใช้ชีวิตเช่นนั้นไปจนตาย