“มันสกปรกหน่อยนะข้าแก่แล้วทั้งลูกหลานตายในาหมด” ชายาุโพูดระหว่างที่สาละวนกับการให้ความช่วยเหลือเขา
เสิ่นเฉิงได้แต่ถอนหายใจเพราะเขาก็สูญเสียครอบครัวไปด้วยาเช่นกันจึงเข้าหัวใจอกของคนเคยสูญเสียเหมือนกัน
ยังไม่ถึงสองเค่อตามที่ชายาุโว่าเขาก็พบส่วนผสมของพิษในดอกธนู “เอาล่ะ ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้วพิษนี้ร้ายแรงนักข้าต้องรีบเข้าป่าไปนำสมุนไพรมา” ชายาุโเดินหลังงอไหล่ห่อออกจากบ้านเอื้อมมือดึงประตูกระท่อมเข้าปิดก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าไปทางป่าที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักอย่างรีบร้อน
“ท่านลุง ข้าไปด้วย”สองเท้าของเสิ่นเฉิงก้าวตามชายาุโอย่างว่องไว
“ดีเหมือนกันข้าอาจต้องให้ท่านช่วยระวังหลัง เพราะในป่ายังมีพวกโจรคอยดักปล้นฆ่าชาวบ้าน”
ชายาุโมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่เขารู้ว่ามีสมุนไพรที่้าจึงใช้เวลาเพียงไม่ถึงเค่อในการเก็บสมุนไพรให้ได้ครบตามตำราชะลอพิษจากนั้นก็เร่งร้อนย่ำเท้ากลับบ้านในทันที
…
สมุนไพรทุกแขนงถูกทอนออกเป็ส่วนมัดรวมในผ้าขาวก่อนที่จะส่งลงต้มในหม้อน้ำเดือดตามตำราฟางซื่อ[1]
“จะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งยามยาจึงจะให้ผลดี ชะลอพิษได้ชะงัก” ชายาุโพูดพลางก็ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเม็ดเหงื่อ
“ระหว่างนี้ข้าจะประสมยาสมานปากแผล”เสิ่นเฉิงเบิกตาโพลงเขาลืมปากแผลที่ดึงธนูออกมาไปเสียสนิทเลย
“ขอรับท่านลุงข้าพอจะหยิบจับช่วยอะไรท่านได้บ้างหรือไม่”ชายาุโละสายตาจากสมุนไพรตรงหน้ามองชายหนุ่มร่างกายกำยำที่แบกเกราะหนาอยู่บนร่างกายแล้วก็หันไปให้ความสนใจกับสมุนไพรตรงหน้าต่อ
“ท่านพักให้สบายเถอะเดี๋ยวเครื่องแบบของท่านจะเสียหาย” คำพูดของชายาุโทำให้เสิ่นเฉิงก้มมองดูตัวเองเขามัวแต่เป็ห่วงไท่เว่ย์จนลืมแม้กระทั่งจะถอดเกราะที่สวมอยู่ออก
เห็นเช่นนั้นแล้ว เสิ่นเฉิงไม่รอช้าถอดเกราะที่ติดอยู่บนตัวออกเหลือแต่เพียงชุดข้างใน แล้วลงมือช่วยชายาุโผ่าฟืนที่กองอยู่หน้าบ้านออกจนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจ
…
เมื่อถึงหนึ่งยามชายาุโจึงค่อยเทสมุนไพรชะลอพิษลงในหม้อดินเพื่อให้นำไปรักษาไท่เว่ย์ตามคำร้องขอของชายที่นั่งรอจนผล็อยหลับไปตรงข้างเตาแต่เมื่อได้ยินเสียงก๊อกแก๊กจึงได้ลืมตาขึ้นมองหาต้นตอของเสียง
“ได้แล้วขอรับท่าน”ชายาุโเอ่ยพูดทันทีที่เปลือกตาของเสิ่นเฉิงเริ่มกะพริบ
“ข้าเผลอหลับไปขออภัยด้วยท่านลุง”ชายาุโไม่ถือสาพยักหน้ารับคำขอโทษอย่างง่าย ๆ พร้อมยกหนึ่งหม้อยาหนึ่งผอบมาวางลงตรงหน้าเสิ่นเฉิง
“ข้าปรุงยาไว้สองตำรับในหม้อต้มนี้ผสมน้ำอุ่นดื่มทุกสองชั่วยาม[2]ส่วนยาสมานแผลใช้พอกทุกหนึ่งชั่วยาม”เสิ่นเฉิงยกมือประสานขึ้นคารวะชายาุโแต่งกายมัวมอตรงหน้า
“ท่านลุงข้าเสิ่นเฉิงโง่เขลาไร้สามารถ ข้าคงไม่อาจให้การรักษาไท่เว่ย์ของตัวของข้าเองเช่นนั้นท่านลุง ขอท่านเดินทางไปยังค่ายด้วยกันเถิด”ชายาุโเหลียวหลังมองกระท่อมของเขา ก่อนที่จะให้คำตอบกับชายตรงหน้า
“ถ้านี่คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะทำแล้วมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองข้าจะไปกับท่าน” ซุ่มเสียงแน่วแน่ของชายาุโทำให้แววตาของเสิ่นเฉิงเป็ประกาย
“รบกวนท่านแล้วท่านลุง”เสิ่นเฉิงส่งชายาุโขึ้นหลังม้าก่อนที่เขาจะขึ้นคุมบังเหียนแล้วทะยานไปข้างหน้า
…
ในยามไร้ข้าศึกค่ายหัวเมืองเหนือเงียบสงบไม่ต่างกับหมู่บ้านชายแดนอื่นๆ หากแต่บรรยากาศซบเซาด้วยหลังจากเป็สมรภูมิรบระหว่างทัพหลวงและคนกลุ่มน้อยที่เข้ามารุกรานมองไปทางใดก็พบเห็นความอดอยากทุกหย่อมหญ้า พวกชาวบ้านที่มาจากการลี้ภัยก็มีมากหลายคนไร้ญาติขาดมิตรหรือไม่อาจอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้ บ้างก็ถูกเนรเทศอย่างไรก็ดีคนพวกนี้ยังอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของฮ่องเต้ด้วยกันทั้งสิ้น ถึงแม้พวกเขาเหมือนจะถูกทอดทิ้งในบางทีทว่าพวกเขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือกองทัพเมื่อกองทัพร้องขอเช่นชายาุโผู้นี้
“ข้าหวางคุนคารวะไท่เว่ย์”ชายาุโประสานมือเข้าด้วยกันในระหว่างที่เอ่ยชื่อตัวเองเพื่อทำการเคารพชายตรงหน้า
“เสิ่นเฉิงชายผู้นี้เป็...?”น้ำเสียงแหบพร่าของคนใบหน้าซีดเผือดเอ่ยถาม
“ป ปะ เป็ฟางซื่อขอรับ”เสิ่นเฉิงรีบตอบตะกุกตะกักครั้นสายตาก็ปราดมองชายาุโที่ยืนอยู่ข้างกาย
“อืม เ้าคงมาเพื่อรักษาข้าสินะถ้าเช่นนั้นก็จงรีบเถิด ความอดทนข้าเจียนจะจบสิ้นแล้ว ทรมานเหลือเกิน”สิ้นเสียงไท่เว่ย์ก็ซบหน้าลงกับหมอนอย่างโรยแรง
“ท่านลุงรีบรักษาเถิดมิเช่นนั้นไท่เว่ย์ของข้า...” แววตาของเสิ่นเฉิงวิตกเป็อย่างมากซุ่มเสียงที่เปล่งออกมาขาดห้วงครั้นก็เหลียวมองไปทางที่ฟางซื่อยืนอยู่ทว่าก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายาุโ
‘ท่านลุง ท่านหายไปไหนแล้วล่ะ’ เสิ่นเฉิงเดินวนหาชายาุโไปรอบกระโจมด้วยมองหาไม่เห็นก่อนที่จึงได้สังเกตเห็นชายร่างกายผอมบางนั่งยองอยู่ข้างตั่งของไท่เว่ย์
“ท่านลุง ข้านึกว่าท่านหายไปไหน”เสิ่นเฉิงตัดพ้อด้วยน้ำเสียงเก้อ
“ท่านเชิญออกไปรอนอกกระโจมก่อนเถิด”น้ำเสียงเย็นแนะนำ
“ข้าไม่ออก ข้าจะอยู่ดูท่านรักษาไท่เว่ย์”
“เช่นนั้นก็จงอยู่ในความสงบ”หวางคุนตำหนิพาให้ชายหนุ่มเม้มปากแน่น
…
สามคืนวันผันผ่านยาสมุนไพรที่ฟางซื่อปรุงขึ้นถูกใช้รักษาเป็จอกสุดท้ายจางหย่งที่นอนไม่รู้เนื้อตัวตลอดสามวันเริ่มขยับร่างกายได้โดยมิต้องอาศัยผู้ใดประคอง
[1] แพทย์พวกนี้เป็ผู้ที่รู้จักตำรับยาที่สะสมมาั้แ่โบราณรวมทั้งตำรับยาลับซึ่งถ่ายทอดกันเฉพาะลูกหลานในครอบครัวเท่านั้น หรืออาจเพราะแพทย์เ่าั้รู้ตำรับยามากมายสะสมไว้จึงเป็เหตุให้ประชาชนเรียกพวกเขาว่า ฟางซื่อ
[2] ชั่วยามละสองชั่วโมง